ชู “หุ้นตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน)” ราคาถูก-พื้นฐานแกร่ง ส่วน “ตราสารหนี้โลก-Global REIT” จังหวะลงทุนรับ “ดอกเบี้ยขาลง” !!!
Fun of Funds: แม้ “Donald Trump” จะประกาศขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ไปทั่วโลก จนทำให้ตลาดปั่นป่วนเป็นรายวัน แต่ไม่ได้ทำให้ภาพความน่าสนใจของ “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Markets) ลดน้อยถอยลงไปแต่ประการใดสำหรับภาพในระยะกลาง-ยาว
แต่ในระยะสั้นก็คงได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายของทาง “สหรัฐ” ก็แน่นอนว่าพุ่งเป้าไปที่ “จีน” เป็นสำคัญ
สำหรับนักลงทุนที่ไม่สบายใจและอยากหลีกเลี่ยง “หุ้นจีน” ไปก่อนนั้น ก็มีทางเลือกที่น่าสนใจนั่นก็คือ “หุ้นตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน)” (EM ex China) นั่นเอง ซึ่งจะมี 3 ประเทศที่สำคัญในตลาดนี้ คือ อินเดีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้นั่นเอง
อีกธีมที่น่าสนใจที่จะได้รับประโยชน์จาก “ดอกเบี้ยขาลง” ก็คือ “ตราสารหนี้โลก” และ “Global REIT” นั่นเอง
ทำไม ทั้ง 2 ธีมนี้ จึงน่าสนใจฝ่ามรสุม “Trade War” ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย
“หุ้นตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน)” ราคาไม่แพง-พื้นฐานแกร่ง
โดย “สุภาพร ลีนะบรรจง” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี บอกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่ม “ประเทศตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน)” ยังคงมีอัตราการเติบโตเป็นบวก เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง และเข้าถึงโอกาสการลงทุนในประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก แม้ตอนนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะได้รับแรงกดดันจากอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐ แต่ด้วยราคาหุ้นที่ยังไม่แพงและมีการซื้อขายที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง จึงมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวเติบโตได้ในระยะยาว เมื่อความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย เช่น การชะลอการขึ้นภาษีนำเข้า หรือการเจรจาบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า นอกจากนี้ การแยกสัดส่วนการลงทุนในจีนออกจากกลุ่มจะช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนได้
(สุภาพร ลีนะบรรจง)
“สำหรับประเทศที่มีบทบาทสำคัญและศักยภาพสูงในการขับเคลื่อน ‘ตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน)’ ได้แก่ ‘อินเดีย’ ที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ปัจจัยพื้นฐานดี และคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตสูงสุดถึง 6.3%ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ‘ไต้หวัน’ มีความโดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI และ ‘เกาหลีใต้’ ที่เป็นผู้นำในการผลิตหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่ใหญ่ที่สุดและได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี DeepSeek จากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุนกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน)”
“ตราสารหนี้โลก-Global REIT” โอกาสลงทุนรับ “ดอกเบี้ยขาลง”
ด้าน “ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์” Head of Wealth Advisory ธ.ทิสโก้ บอกถึงกลยุทธ์การลงทุนหลัง “Trump” ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก ว่า จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ คาดว่าหลังจากนี้ “ธนาคารกลางทั่วโลก” มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก เพื่อรองรับกับเศรษฐกิจโดยรวมที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง จึงส่งผลดีต่อราคา“ตราสารหนี้โลก” และ“ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โลก” (Global REITs) ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้
(ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์)
“สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้ แนะนำให้ทยอยซื้อหุ้น 3 ตลาด ได้แก่ ‘หุ้นอินเดีย, หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นจีน’ เพราะมูลค่าหุ้น (Valuation) เริ่มน่าสนใจ เศรษฐกิจเติบโตจากการบริโภคในประเทศที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และมีสัดส่วนการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐต่ำ เมื่อเทียบกับ GDP ของแต่ละประเทศ จึงได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐไม่มากนัก นอกจากนี้ ในด้านราคาหุ้นอินเดีย ญี่ปุ่น และจีนยังน่าสนใจ โดยปัจจุบัน ‘หุ้นอินเดีย’ มี Forward P/E อยู่ที่ 19.3 เท่า ต่ำกว่าเฉลี่ย 5 ปีที่อยู่ที่อยู่ในระดับ 20.20 เท่า ‘หุ้นญี่ปุ่น’ มี Forward P/E อยู่ที่ 17.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่อยู่ในระดับ 19.1 เท่า และ ‘หุ้นจีน’ มี Forward P/E อยู่ที่ 11.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่อยู่ในระดับ 11.5 เท่า”
ปัจจุบัน “อินเดีย” มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอยู่ที่ 2.4% ของ GDP ส่วน “ญี่ปุ่น” มีสัดส่วนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอยู่ที่ 3.6% ของ GDP และ “จีน” มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐเพียง 2% ของ GDP ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศ “แคนนาดา” ที่มีสัดส่วนส่งออกไปยังสหรัฐที่ 19.4% ของ GDP และ “เม็กซิโก” มีสัดส่วนส่งออกไปยังสหรัฐที่ 25.6% ของ GDP
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนฝ่ามรสุม “Trade War” ที่มีศักยภาพในการเติบโตและได้รับผลกระทบไม่มาก “หุ้นตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน)” รวมถึงหุ้นในอีก 3 ตลาดอย่าง “หุ้นอินเดีย-หุ้นญี่ปุ่น-หุ้นจีน” ก็น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเช่นกัน นอกจากนี้ “ตราสารหนี้โลก” และ “Global REIT” ก็เป็น 2 สินทรัพย์ที่น่าจะได้ประโยชน์จาก “ดอกเบี้ยขาลง” ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวเช่นเดียวกัน