โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิทรรศการ Homecoming : การกลับมาเยือน ‘บ้าน’ ที่ไทย ของ SWOON ศิลปินสตรีทอาร์ตระดับโลกที่เติบโตมากับความผุพังและขอโอบกอดผู้คนด้วยศิลปะ

Mirror Thailand

อัพเดต 10 ก.พ. 2568 เวลา 12.16 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2568 เวลา 06.28 น.
ภาพไฮไลต์

“A House Is Not a Home” คำพูดนี้แจ่มชัดขึ้นในใจเรา หลังจากบทสนาระหว่างเรา และ ‘Swoon’ ชื่อในวงการของ คาเลโดเนีย เคอร์รี่ (Caledonia Curry) ศิลปินสตรีทอาร์ตชาวอเมริกันคนนี้จบลง

แม้จะเติบโตมาท่ามกลางความยากลำบากของครอบครัวเนื่องจากปัญหายาเสพติด แต่มันกลับกลายเป็นเหมือนพลังวิเศษที่ทำให้คาเลโดเนียมีความเข้าอกเข้าใจมนุษย์ พร้อมกับมองเห็นด้านมืดและด้านสว่างของทุกสิ่งที่เธอพบเจอ งานของเธอที่เริ่มต้นทำเมื่อราวๆ 20 กว่าปีก่อน มีตั้งแต่บนกำแพง บนท้องถนน ยันไปตั้งอยู่ในมิวเซียมระดับโลกอย่าง MoMA, Brooklyn Museum, Tate Modern จนถึงโลดแล่นอยู่ในเเม่น้ำ และอยู่ในนิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก เรียกได้มันไม่เคยละทิ้ง ‘เรื่องเล่า’ ของมนุษย์ ซึ่งสัมพันธ์กับเมือง ชุมชน ธรรมชาติ และการค้นหาความหมายของ ‘บ้าน’ ของพวกเขาเลย แม้หลายคนในจำนวนเหล่านั้นจะเป็นคนที่เจ็บปวด ถูกผลักไสจากโลกข้างนอก และไม่เคยรู้จักแม้แต่คำว่าบ้านที่แท้จริงมาก่อนเลยในชีวิต

การกลับมาเยือนประเทศไทยรอบนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ของคาเลโดเนียในฐานะศิลปินภายใต้พำนักของ SAC Residency จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทำให้เธอได้ทำงานร่วมกับชาวบ้านและบรรดาช่างฝีมือมากมาย หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายที่ผ่านมาซึ่งกระทบใจเธอไม่น้อย จนอยากหยิบจับอะไรสักอย่างมาเล่าเรื่อง เธอบอกกับเราว่าการกลับมาเยือนเมืองไทยคราวนี้รู้สึกเหมือนได้กลับ ‘บ้าน’ อย่างบอกไม่ถูก

ทว่านิทรรศการชุด Homecoming ที่ศิลปินหญิงคนนี้ต้องการทริบิวต์ให้กับเมืองไทยที่เป็นเหมือน Home away from home ของเธอ อาจไม่ได้หมายถึงเพียงแค่บ้านในความหมายของสถานที่ หากแต่หมายถึงชุมชนที่ยินดีต้อนรับเธอ ซึ่งจะว่าไปก็คือทั่วทุกมุมโลก ทุกมุมเมืองที่เธอไปเยือน หรือไม่มันก็อาจหมายถึงบ้านที่แปลว่า ‘ผู้คน’ ที่เธอเคยได้พบเจอ เยียวยา ปลอบประโลม และโอบกอดพวกเขาไว้ด้วยงานศิลปะด้วยเหมือนกัน

Q : ช่วยเล่าถึงวัยเด็กให้เราฟังหน่อยได้ไหมว่าตัวคุณกับศิลปะมีจุดเริ่มต้นมาจากตรงไหน

A : ฉันคิดว่ามันน่าจะเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่ฉันเด็กๆ แล้วล่ะ ที่บ้านฉันจะมี Garage เหมือนเป็นห้องทำงานช่างอยู่ในสวนหลังบ้าน ในนั้นมีพวกเครื่องมือช่างต่างๆ ซึ่งฉันชอบเข้าไปเล่น เข้าไปทำงานประดิษฐ์โน่นนี่ โตมาฉันก็เลยรู้วิธีใช้เครื่องมือพวกนั้น แล้วก็ใช้มันอีกครั้งในการทำงานศิลปะด้วย ฉันไม่รู้ตัวหรอก จนเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า งานของฉันมันคล้ายๆ กับสิ่งที่ฉันเคยชอบเล่นตอนเด็กๆ เลยนะ ฉันคิดว่าพอคนเราโตมาในบ้านที่ต้องหยิบจับงานช่างทุกอย่างด้วยตัวเอง มันก็จะมีทักษะอะไรพวกนี้ติดตัวมาด้วย

Q : การเติบโตแบบไม่สวยหรูนักในชุมชนย่าน Daytona Beach, Florida กับประสบการณ์จากครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องยาเสพติดสอนอะไรคุณบ้าง และคุณนำมาใช้ในงานอย่างไร

A : ครอบครัวของฉันเป็นพวกที่ทั้งครีเอทีฟ ติดดิน และมีความเสรีมากๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีปัญหาเรื่องยาเสพติดและปัญหาทางอารมณ์ที่ไม่มั่นคงด้วย ฉันว่าหลายๆ ครอบครัวมีปัญหาไม่ต่างกัน อาจจะแย่กว่าฉันอีก สิ่งที่เริ่มเข้าใจมากขึ้นตอนโตคือเวลาที่คนเรามีบาดแผลจากครอบครัว แต่ขาดคนคอยซับพอร์ตอยู่ข้างๆ มันอาจยิ่งทำให้เรากลายเป็นคนเจ็บปวด และหนีไม่พ้นต้องลงเอยแบบเดียวกันกับครอบครัว ฉันใช้เวลานานพอสมควรเลยกว่าจะเข้าใจ เพราะฉันเองก็โตมากับความรู้สึก Shame และการถูกตัดสินจากคนอื่นๆ เหมือนกัน

แต่พอถึงวันหนึ่งที่ฉันตัดสินใจว่าจะพูดถึงมัน คุณรู้ไหมพอคนหนึ่งกล้าเปิดใจเรื่องด้านมืดของตัวเอง มันทำให้คนอื่นๆ รู้สึกถูกปลดปล่อยและเป็นอิสระไปด้วย เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เจอเรื่องแบบเดียวกับฉัน แล้วสังคมก็พยายามทำให้พวกเขารู้สึก Shame จนต้องเก็บมันไว้เงียบๆ ไอ้ความเงียบนี้เองที่ทำให้สังคมป่วย แต่เมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มพูดถึงมัน นั่นคือการ Healing ที่แท้จริง ตอนฉันเริ่มทำลายความเงียบนี้ลง ฉันพบว่าตัวเองเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ คนที่อยากทำลายความเงียบ และต้องการการ Healing เหมือนกับฉัน มันเหมือนคุณเจอชุมชนใหม่ที่ยินดีต้อนรับคุณเลย

Q : จะเรียกว่าคุณทำงานศิลปะเพื่อเยียวยาความเจ็บปวดในอดีตของตัวเองอย่างนั้นได้ไหม

A : จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ งานของฉันมันค่อนข้างหลากหลาย บางชิ้นเป็นการทริบิวต์ให้กับอะไรสักอย่าง บางชิ้นอาจแค่เป็นความสงสัยใคร่รู้ ขณะที่บางชิ้นเป็นการเยียวยาในส่วนที่ลึกสุดๆ ของอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับตัวฉัน อธิบายง่ายๆ มันเหมือนกับสเป็กตรัมที่มีหลายเฉดสี ศิลปะของฉันมันก็อยู่ในทุกสเป็กตรัมนั่นละ และใช่… ในบางมุมของสเป็กตรัมมันก็คือการ Healing ด้วย

Q : ทำไมคุณถึงเริ่มต้นจากการทำงานสตรีทอาร์ต ศิลปะประเภทนี้มีความหมายต่อคุณอย่างไร

A : ฉันคิดว่ามี 2 เหตุผล อย่างแรกคือฉันรักท้องถนน ฉันมาจากเมืองที่เล็กมากๆ เมืองที่มองไปก็เห็นสุดถนนแล้ว นึกออกไหม แล้วก็ไม่เคยมีโอกาสได้ออกไปเห็นเมืองอื่นๆ เลยสักที จนกระทั่งย้ายมานิวยอร์กครั้งแรก ฉันแบบ ‘โคตรว้าว’ ได้เห็นเอเนอร์จี้ของคน กับจังหวะของเมือง ความโกลาหล ความวุ่นวายต่างๆ พวกนั้น เอาตรงๆ ฉันโคตรรักมันเลย อีกอย่างพอโตมากับครอบครัวที่ปัญหายาเสพติด ความรู้สึก Shame กับ Stigma มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเอง ‘ไม่เข้าพวก’ อยู่ตลอด แกลเลอรี่ หรือมิวเซียมดีๆ ที่ไหนเขาก็คงไม่ยอมรับฉัน อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้นะ แต่ฉันแค่รู้สึกอย่างนั้น และฉันว่าหลายๆ คนก็คงรู้สึกเหมือนกันเวลาที่พวกเขาเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะหรือเเกลเลอรี่สักแห่ง รู้สึกว่าที่นั่นไม่ได้ยินดีต้อนรับพวกเขา อาจเป็นเพราะเรารู้สึกว่าโลกศิลปะมันไม่ใช่โลกของเรา ฉันเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเลยล่ะ ตอนนั้นฉันเลยเลือกทำงานศิลปะข้างนอกแกลเลอรี่หรือมิวเซียม ทั้งทำเพื่อตัวเอง และเพื่อคนเหล่านั้นที่รู้สึกว่าโลกไม่ต้อนรับ

แต่พอโตขึ้น ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า โลกศิลปะไม่ได้ไม่ยอมรับพวกเราหรอก เพียงแค่ว่าเราต้องสร้าง ‘สะพานเชื่อม’ บางอย่างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยง ‘คน’ เข้าหาโลกของศิลปะเท่านั้นเอง ส่วนตัวฉันชอบแสดงงานในมิวเซียมกับแกลเลอรี่นะ แต่มันก็สำคัญสำหรับฉันเหมือนกันที่ต้องทำให้งานไปอยู่ใน ‘ที่ที่คนอยู่’ ฉันก็เลยทำงานกับสตรีท ทำงานกับสถานที่ที่มันจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ อย่างตอนนี้ที่ฉันลองทำหนังสือนิทานสำหรับเด็ก ก็เพราะฉันอยาก ‘เดินทาง’ ไปหาคนในที่ที่เขาอยู่ ที่บ้าน บนเตียง ไม่รู้สิ แม้แต่เวลามองไปที่แม่น้ำ ก็ยังจะเห็นงานของฉันอยู่บนน้ำด้วย คุณว่ามันจะไม่เริ่ดขึ้นเหรอ ถ้างานศิลปะได้ออกมาให้คนได้รู้สึกเชื่อมโยงกับมันด้วยน่ะ

Q : นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณเลือกใช้ Mediums ที่หลากหลายมากๆ ในการทำงานศิลปะด้วยไหม

A : ใช่แล้วค่ะ เวลาที่ฉันทำงาน ฉันจะทำงานด้วยการตั้งคำถามในสิ่งที่ฉันสงสัยและไม่รู้อยู่เสมอ แล้วค่อยทดลองทำ เรียนรู้ไปทีละนิด เหมือนกับวิทยาศาสตร์เลย ซึ่งจริงๆ ศิลปะกับวิทยาศาตร์มันก็ทำงานคล้ายกันแบบนั้นแหละ แล้วฉันก็มีความสงสัย อยากรู้หลายอย่างไปหมด (หัวเราะ)

Q : ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตอนคุณเริ่มต้นทำงาน การเป็นศิลปินหญิงในวงการสตรีทอาร์ต ต้องฝ่าฝันหรือต่อสู้กับอะไรบ้าง

A : มันต้องใช้พลังงานเยอะนะคะในตอนนั้น การทำงานบนสตรีทมีความท้าทายหลายอย่าง ทั้งไม่สบายตัว กังวล แถมต้องพร้อมวิ่ง เพราะระหว่างทำงานก็อาจจะ ‘งานเข้า’ ได้ทุกนาที เป็นการทำงานที่จะไม่รู้สึกปลอดภัยหรอก แต่ฉันกลับคิดอยู่เสมอว่าฉันจะทำมัน แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไรบางอย่างในตัวฉันเองด้วยหรือเปล่าที่คนจะไม่ค่อยแสดงท่าที Aggressive กับฉัน อาจเพราะฉันดูเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าตาซื่อๆ ที่ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าต้องเกรงกลัว ดูไม่มีพิษมีภัยมั้ง (หัวเราะ) มันเลยเหมือนฉันหาทางของตัวเองเจอตั้งแต่แรกๆ

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าฉันทำงานในวงการสตรีทอาร์ตจะต้องมีเรื่องการเหยียดเพศแน่ๆ เพราะมันเป็นโลกของผู้ชาย แต่เอาจริงๆ ตั้งแต่ฉันเริ่มทำงานมา มันไม่มีอะไรแบบนั้นเลยนะ ฉันว่าในอุตสาหกรรมศิลปะอื่นๆ ที่ใหญ่กว่า เช่น วงการการประมูลศิลปะในมิวเซียมใหญ่ๆ ยังมีการเหยียดเพศและมีความเป็น Male Dominate มากกว่าวงการสตรีทอาร์ตเสียอีก เพราะฉะนั้นเวลามีคนถามว่า เราจะสร้างพื้นที่และยืนหยัดในตัวตนของตัวเองในวงการนี้ได้อย่างไร ฉันมักจะตอบว่ามันก็ไม่ได้ต่างจากวงการอื่นๆ หรอกค่ะ โลกของสตรีทอาร์ตอนุญาตให้ฉันได้ทำงานในวิถีทางของฉัน ในแบบที่ฉันเชื่อด้วยซ้ำ แต่จริงอยู่ว่าโลกของสตรีทอาร์ตที่มันมีเรื่องเชิงพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องมากๆ หรือมีความเป็นสถาบันมาครอบมากกว่านี้ก็คงกดดันกว่าอยู่แล้ว ตรงนั้นละที่เราควรตั้งคำถามว่าผู้หญิงอยู่ตรงจุดไหนในวงการนั้น และกำลังเจออะไรอยู่บ้าง

Q : จะเห็นว่าเรื่องราวในงานของคุณมักจะมี ‘ผู้คน’ ‘ชุมชน’ กับ ‘เมือง’ ของพวกเขาอยู่ในนั้นเสมอ อะไรที่ทำให้คุณอยากเล่าเรื่องเหล่านั้นออกไป

A : ตอนเด็กๆ คุณรู้ไหม ฉันมีความรู้สึกอยากจะหนีออกจากชุมชนที่ตัวเองอยู่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย เพราะฉันกระหายที่จะได้เห็นเมืองอื่นๆ อย่างนิวยอร์ก โตเกียว กรุงเทพฯ ฉันอยากออกไปสำรวจโลกให้มากที่สุด ฉันไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งนั้นมันส่งผลต่องานของฉันเลย จนกระทั่งได้ออกจากชุมชนตอนที่โตขึ้น วันนี้ฉันเข้าใจแล้วว่ามันยังคงมีคอนเน็กต์ชั่นบางอย่างอยู่เสมอ ระหว่างเมืองที่ฉันเดินทางออกไปเจอ กับเมืองที่ฉันเคยเติบโตมา

ที่อเมริกา คุณจะเห็นว่าปัญหาคนไร้บ้านเป็นเรื่องใหญ่ ฉันเคยเจอคนหนึ่งที่บอกว่าเขารู้จักคนไร้บ้านพวกนั้น คนพวกนั้นเหมือนเป็นครอบครัวของเขา ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย และนั่นทำให้ฉันประหลาดใจมากว่า คนเราสามารถเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงแบบนี้กับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ครอบครัวได้ขนาดนี้เหรอ ฉันเริ่มมาเข้าใจว่าโลกของศิลปะเองก็ทำหน้าที่แบบนั้นแหละ เพราะเวลาทำโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่ได้เห็นคือความหวัง กับความรู้สึกเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่โลกเกิดวิกฤติบางอย่าง มันก็มักจะมีทางใดทางหนึ่งที่เราจะเชื่อมโยมกับชุมชนหนึ่งที่อาจจะอยู่อีกซีกโลกหนึ่งได้เสมอ เวลาที่ฉันไปทำงานศิลปะให้กับชุมชน ตัวชุมชนเองก็มักจะได้บางอย่างกลับคืนมาด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าภูมิปัญญา หรือสกิลบางอย่างที่หาจากไหนไม่ได้ สำหรับฉัน มันคือเหมือนการเเลกเปลี่ยนที่งดงามมากๆ

Q : ทำไมคุณถึงสนใจเรื่องวิกฤติภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่จนนำมาเล่าผ่านงานครั้งนี้

A : โปรเจ็กต์นี้เกิดจากตอนที่ฉันพำนักอยู่เชียงใหม่ในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนัก ฉันได้ไปเดินตลาดนัด ไปเจอคนในหมู่บ้าน เจอคนที่ทำงานคราฟต์ ได้พูดคุยกับพวกเขา แล้วก็บังเอิญไปเจอข้าวของที่พังเสียหายจากน้ำท่วม ฉันพบว่าเวลาเจออะไรที่มันเคยพัง หรือเคยหลุดลอยหายไปจากภัยธรรมชาติ แล้วเราเก็บเอามันขึ้นมา เอามาขัด มาล้าง ทำให้สวยงาม มันเหมือนกับการได้ชะล้างความทุกข์ในใจออกไป และเป็นการได้เยียวยาไปในตัวเหมือนกัน เพราะระว่างทางของการสร้างขึ้นมาใหม่ เราต้องใช้ทั้งความพยายาม ทั้งความเอาใจใส่ เป็นการกอบกู้สิ่งที่เคยแตกสลายให้กลับมาประกอบร่างใหม่อีกครั้งหนึ่ง

Q : ฟังดูคล้ายกับวิธี Kintsugi (คินสึงิ) ที่คนญี่ปุ่นนำข้าวของแตกหักมาประกอบกันขึ้นมาใหม่ผ่านการเชื่อมด้วยอะไรบางอย่างเลย

A : ใช่ แบบนั้นละค่ะ รู้ไหมว่าทำไมคนถึงรู้สึกเชื่อมโยงกับศาสตร์ Kintsugi เพราะคนเองก็เป็นแบบนั้น เราแตกสลาย แล้วเราก็ประกอบร่างขึ้นมาใหม่ เป็นแบบนั้นอยู่ตลอดชีวิต เมื่อไรก็ตามที่เราแตกสลาย จงรู้ไว้ว่ามันจะมีอีกด้านหนึ่งของชีวิต และคุณจะประกอบตัวเองขึ้นมาจากความแตกสลายนั้นได้เสมอ

Q : จำเป็นไหมที่ศิลปะต้องทำเพื่อคนอื่น

A : ฉันคิดว่าไม่จำเป็นนะ เพราะศิลปะเป็นอะไรที่อิสระ มันสามารถเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ก็ได้ อาจจะทำเพื่อแค่ความสุขของตัวเอง อะไรก็ได้ สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่เราอยากจะใช้งานศิลปะให้มันเป็นอะไร แบบไหนมากกว่า

Q : เอกลักษณ์อย่างหนึ่งในงานของคุณคือกลิ่นอายระหว่าง ‘ความจริง กับ ‘ความเเฟนตาซี’ อยากรู้ว่าคุณหาบาลานซ์ และมองหาแง่งามในการเล่าเรื่องด้านมืดที่ค่อยไม่สวยงามของสังคมด้วยองค์ประกอบเหล่านี้อย่างไรบ้าง

A : ฉันเคยทำงานเชิง Art Therapy โดยการวาดภาพพอร์ตเทรตของผู้หญิงคนหนึ่งในอเมริกาที่เสพติดโคเคน ตอนนั้นสังคมต่างชี้หน้าว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แย่ แย่อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้น ฉันกลับเห็นว่าเธอคือผู้หญิงที่มีหัวจิตหัวใจเหมือนกับคนอื่นๆ การที่เธอติดยา มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงจิตใจของเธอไปได้เลย เพราะฉันเองก็เคยเห็นแม่ของฉันที่ติดเฮโรอีนอย่างหนักมาแล้ว แล้วผู้คนก็ชี้หน้าด่าแม่ ว่าแม่ต่างๆ นานา แต่สำหรับฉันที่เป็นลูก ก็ยังคงเห็นแม่เป็นแม่เหมือนเดิม แม่ยังรักฉัน รักครอบครัวเหมือนเดิม ฉันได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ยังเด็กว่าเวลาที่คนคนหนึ่งมีด้านมืด มันไม่ได้หมายความว่าข้างในของเขาว่างเปล่า ฉันมองเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวผู้คนที่ฉันพบเจออยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาทำงานกับประเด็นที่มันดาร์กๆ

Q : อะไรคือแก่นที่ทำให้คุณยังยึดถือ เชื่อมั่น และมองเห็นความหวังในตัวมนุษย์อยู่

A : ครั้งหนึ่งตอนไปทำงานศิลปะให้กับชุมชนที่เคนย่า ตอนนั้นชุมชนที่นั่นกำลังฟ้องร้องหน่วยงานรัฐฯ จากกรณีที่มีเด็กผู้หญิงในชุมชนถูกข่มขืนอยู่บ่อยครั้ง แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ทำอะไรเลย ฉันไปยังเซฟเฮาส์แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเด็กผู้หญิง ไปสอนพวกเขาวาดรูป ไปช่วยให้พวกเขากล้าเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับให้ชุมชนของพวกเขาฟังผ่านการทำงานศิลปะ ฉันได้เห็นว่าเวลาที่ชุมชนหนึ่งเกิดวิกฤติ พวกเขาต้องการให้โลกภายนอกมองเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น พยายามทำทุกอย่าง ขอความช่วยเหลือจากทุกคน ตั้งแต่นักกฎหมาย ศิลปิน ยันคนทำหนัง ใครมีทางไหนพอช่วยได้บ้าง แล้วคนเหล่านี้ก็จะมาหาทางออกด้วยกัน ฉันเองถึงจะไปในฐานะคนนอก และเป็นแค่ส่วนเล็กๆ แต่ฉันก็ได้เห็นว่าการทำในพาร์ตเล็กๆ ของเเต่ละคนนั้นมันทำให้เกิดอิมเเพ็กได้มากมายขนาดไหน

มันเคยมีคำพูดหนึ่งของ Mr. Roger Neighborhood พิธีกรรายการเด็กชาวอเมริกันผู้เป็นที่รักของใครหลายๆ คน แม่ของเขาเคยบอกว่า เวลาที่คนเราเจอภัยพิบัติ เรามักจะโฟกัสไปที่ความเลวร้ายของมันใช่ไหม แล้วใจของเราก็จะป่วย แต่ถ้าทุกครั้งที่เราเห็นภัยพิบัติเกิดขึ้น แล้วโฟกัสว่าเราจะช่วยเหลือคนอื่นๆ อย่างไร มันจะทำให้ใจเรามองเห็นความหวังซ่อนอยู่ในความมืดมิดนั้นได้ (เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ Swoon ร้องไห้ และขอเวลาเราสักพัก) ขอโทษทีค่ะ พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วเหมือนฉันได้ Remind ตัวเองไปด้วย (ยิ้ม)

Q : ศิลปะคือการเมืองไหมสำหรับคุณ? และพลังของงานศิลปะจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับสังคมที่เหมือนกำลังเข้าสู่ Dark Era อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้บ้าง

A : เอาตรงๆ เลย ฉันเองก็กลัว แต่สิ่งหนึ่งคือฉันมองว่าแทนที่เราจะโวยวายก่นด่าเมื่อเรารู้ว่าคนคนนั้นกำลังทำไม่ถูกต้องอยู่ บางทีเราอาจจะเอาเวลามาช่วยกันคิด หาหนทางใหม่ๆ ที่จะทำให้เราต่อสู้กับสิ่งนั้นได้น่าจะดีกว่า แล้วเมื่อถึงวันหนึ่งเราอาจจะพร้อม และมีพลังในการค่อยๆ ผลักสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นออกไปได้ เพราะบางครั้งการต่อสู้ อาจไม่ได้หมายถึงการใช้กำลัง แต่เป็นการสร้างหนทางอื่นๆ ซึ่งต้องอาศัยความหวัง ความรัก มากกว่าความโกรธเกรี้ยว หรือความเกลียดชังเสียด้วยซ้ำ

ฉันมองว่าการเมืองตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาคือการใช้อารมณ์เสียเยอะ เช่นฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดก็ถูกออกแบบขึ้นมาโดยชุดความคิดที่ว่าคนติดยาคือคนเลวทราม และพวกเขาสมควรต้องถูกลงโทษ แล้วถ้าคนบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นพวกเหยียดผิวที่มีความเกลียดชังมนุษย์ล่ะ ฉันเลยไม่แน่ใจว่าการเมืองที่ออกแบบมาจากคนพวกนั้นจะเป็นการช่วยคน ทำลายคน หรือทำให้ปัญหานั้นแย่ลงกว่าเดิมไหม

ถึงฉันจะไม่ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองอะไรเลย แต่ฉันก็เชื่อว่าฉัน หรือคนทำงานศิลปะคนอื่นๆ จะสามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองที่เป็นอยู่นี้ได้ สำหรับฉัน การเป็นศิลปินที่มี Freedom of Speech จึงเป็นเรื่องสำคัญ มันทำให้เรากล้าลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลง แล้วยังสามารถให้คนฝันถึงชีวิตในแบบที่พวกเขาอยากจะมีได้ด้วย พอคนมีแรงบันดาลใจ เขาก็จะกล้าลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อตัวเอง เพื่อชุมชน หรือสังคมของพวกเขาไปด้วย

คุณรู้ไหม มันสำคัญมากเลยนะ การได้รับอนุญาตให้ฝันอย่างอิสระเนี่ย…

----------------------------------------------------------------------------------------------

นิทรรศการ Homecoming

โดย Caledonia Curry ‘SWOON’ จัดแสดงที่ SAC Gallery ตั้งแต่วันนี้ - 12 เมษายน 2568 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/sacbangkok/

https://www.instagram.com/sacbangkok/?hl=en

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...