“พาณิชย์” เปิดเวทีเสวนาใหญ่ ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ ชี้ทางรอดการค้าไทย
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมเสวนาครั้งสำคัญ ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ : โอกาสสู่การค้ายุคใหม่” เปิดเวทีวิเคราะห์ ถอดรหัสนโยบายภาษีสหรัฐฯ และวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทย ก้าวสู่เวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน
วันที่ 25 เมษายน 2568 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมเสวนาครั้งสำคัญ ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ : โอกาสสู่การค้ายุคใหม่” ณ ถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่
โดยได้รับเกียรติจาก นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนา พร้อมกล่าวถึงทิศทางสถานการณ์นโยบายการขึ้นภาษีของนายนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่กำลังสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลกในขณะนี้
นายพิชัยเปิดเผยว่า กิจกรรมเสวนา “ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ : โอกาสสู่การค้ายุคใหม่” จัดขึ้นนี้นับเป็นการเตรียมความพร้อมแก่ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่มสินค้า (Cluster) ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายดังกล่าว ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวภาษีของสหรัฐอเมริกาที่จะส่งผลกระทบต่อไทย
นอกจากผลกระทบแล้วกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นการชี้ให้ผู้ประกอบการได้เห็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย ในการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าน้อยกว่าประเทศคู่แข่งในสหรัฐฯ ซึ่งจากกิจกรรมครั้งนี้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะได้มีแนวทางในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ และสามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการวางยุทธศาสตร์เพื่อรองรับมาตรการภาษีของสหรัฐฯที่จะกระทบต่อประเทศไทย
นายพิชัยกล่าวต่อว่า จากวิกฤตนโยบายทรัมป์ไทยมีโอกาส ประเทศไทยนั้นยังมีโอกาศเจรจากับทางอเมริกาเพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดคืนกลับมาแก่ประเทศ สินค้าหลายอย่างที่อเมริกานำเข้าจากจีนนั้นเป็นสินค้าทับซ้อนกับที่นำเข้าจากไทย ซึ่งก็เป็นโอกาสให้หลายธุรกิจในประเทศไทยเช่นกัน
นอกจากนี้ ทิศทางการส่งออกของไทยตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 6 เดือนอยู่ที่ 12.9% โดยในเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมามีอัตราส่งออกเพิ่มขึ้นสูงถึง 17.8% ซึ่งเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งรัฐบาลจะยังคงเร่งการเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะ สหภาพยุโรป, เกาหลีใต้ และ สหรัฐอาหรับเอมิเรต ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อีกทั้งยังมีการเร่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนโดยมีเป้าหมายในการเพิ่มอำนาจการต่อรองระดับภูมิภาคในการเจรจากับอเมริกา
“วิกฤตทรัมป์ครั้งนี้ เชื่อไทยมีโอกาสอีกมาก มั่นใจไทยจะได้เจรจากับอเมริกาอย่างแน่นอน ส่งออกปีนี้ไตรมาสแรกยังอยู่ในเกณฑ์ดี คิดว่าสิ้นปีนี้ อัตราการส่งออกของไทยคาดว่าน่าจะเป็นไปตามเป้า”
นโยบายทรัมป์ 2025 กระทบไทยอย่างไร
นายนิรุตติ คุณวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Novegion Consulting กล่าวในช่วง Panel Discussion หัวข้อ “นโยบายทรัมป์ 2025 ที่กระทบต่อประเทศไทย” ว่า ปัจจุบันไม่มีทฤษฎีการค้าอะไรรองรับนโยบายภาษีของทรัมป์ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงยกเว้นภาษี 90 วันจะแบ่งประเทศในโลกออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ ประเทศที่มีการตอบโต้ด้านนโยบายภาษีเช่น จีน, แคนาดา, เม็กซิโก และกลุ่มประเทศที่ต้องการการเจรจาต่อรองนโยบายทางภาษี เช่นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่
ในส่วนของประเทศไทยนั้น ต้องพิจารณาในหลายปัจจัย เพราะหากพิจารณาจากการประกาศมาตรการทางภาษีที่ผ่านมา โดยการส่งออกของสินค้าไทยบางอย่างได้เปรียบประเทศคู่แข่งในขณะเดียวกัน สินค้าบางรายการก็จะเสียเปรียบด้วยเช่นกัน จึงต้องพิจารณาตลาดของสินค้าแต่ละรายการว่า สินค้าอะไรได้เปรียบ อะไรเสียเปรียบ ผู้ประกอบการที่รู้ว่าธุรกิจของตนจะได้รับผลกระทบ ต้องมองให้ออกว่าจะเจอกับปัญหาอะไร ต้องรีบพิจารณา
ดร. แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบาย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวเสริมว่า อเมริกากำลังเผชิญกับความกังวล “3 สูง 2 กลัว” คือ ค่าเงินสูง สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่ามากเกินไป, การว่างงานสูง กลัวเสียฐานการผลิต โดนแรงงานจากประเทศอื่นแย่งงาน และขาดดุลการค้าสูง ทั้งกับประเทศเพื่อบ้าน จีน และประเทศคู่ค้าอื่นๆ
ในส่วนของ 2 กลัว คือ กลัวจีนไล่กวดทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีน ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า โดรน และ AI เพราะจีนมีกำลังการผลิตและสามารถไล่กวดเทคโนโลยีได้ใกล้เคียงอเมริกา ในขณะที่ใช้เงินลงทุนต่ำกว่าครึ่งหนึ่งในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา และ กลัวเกิดสงครามในขณะที่อเมริกายังไม่พร้อม ในขณะที่ซัพพลายเชนบางอย่างของอเมริกายังตัดขาดจากจีนไม่ได้ ดังนั้นอเมริกาจึงต้องรักษาอธิปไตยในสินค้ายุทธศาสตร์สำคัญของตนเองให้ได้ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี
สำหรับกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักด้วยกัน คือ กลุ่มยุทธศาสตร์ สินค้าไอที เซมิคอนดักเตอร์, กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการ Over Supply ในจีน จะทะลักมาในอาเซี่ยน ส่วนใหญ่คือสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มที่จะมีผลจากการเจรจาทางการค้าในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันยังระบุไม่ได้ว่าผลของการเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องติดตามต่อไป
ดร. แบ๊งค์ ได้แนะ 6 วิธีที่ไทยควรใช้รับมือกับนโยบายทรัมป์ ดังนี้
- การเจรจาต้องไม่ช้าไม่เร็ว เทหมดหน้าตักไม่ได้ แต่ต้องหาจุดแข็งให้เจอ เน้นต่อรองไม่เน้นขอร้อง
- อย่าเจรจามุมแคบ แค่เรื่องดุลการค้า ให้มองถึงประเด็นที่กว้าง จี้ไปที่ส่วนที่อเมริกาให้ความสำคัญเช่นการผลิต การจ้างงาน และการสร้างซัพพลายเชนในสินค้ายุทธศาสตร์ของอเมริกา
- ทำอย่างไรในการขยายตลาด (Diversify Market) ในช่วงที่การแข่งขันแรงขึ้นเป็นไปได้ Trading Final Product จะแพงมาก อาจต้องเข้าไปในลักษณะของการทำ OEM สร้างสินค้าต้นน้ำ สร้างเครือข่ายการค้าระดับโลกให้สินค้าไทย
- Fragmented Globalization is new normal ไทยต้องวางตัวเป็น Node ที่สำคัญในโลกที่แตกเป็น 2 ส่วน
- หัวใจและรากฐานที่แท้จริงของการค้า อยู่ที่ขีดความสามารถของผู้ประกอบการและแรงงาน ต้องมีมาตรการระยะสั้นช่วยประครองเอสเอ็มอี แรงงาน คนที่ได้รับผลกระทบ ระยะยาว สร้างความสามารถให้บริษัทไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
- ผลักเรือตามน้ำ ใช้โอกาสนี้ผลักดันการปฏิรูปในมิติต่างๆ
ด้าน นางสาวสุภาวดี แย้มกมล อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สพต. ณ กรุงวอชิงตัน ได้กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในอเมริกาว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจในอเมริกายังคงทรงตัวอยู่ แม้ว่าในช่วงที่ทรัมป์ประกาศนโยบายมาตรการทางภาษี จะเกิดกระแสความวิตกกังวลอยู่บ้าง เช่นเกิดการกักตุนสินค้าที่คาดว่าจะขาดตลาดจากการเก็บภาษีที่สูง คล้ายกับการกักตุนสินค้าช่วงเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจภายในอเมริกาเอง ก็ยังต้องเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยคาดว่าอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงในช่วงใกล้วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ที่จะถึงนี้ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนด 90 ในการงดเว้นมาตรการทางภาษี