โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธรรมะ

รัฐบาลไทยจัดพิธีรับการอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ-พระอรหันตธาตุ มาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 ก.พ. 2567 เวลา 10.37 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 10.36 น.

พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ จากอินเดียถึงไทยแล้ว รัฐบาลไทยจัดพิธีรับการอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พช.พระนคร ก่อนจัดริ้วขบวนยิ่งใหญ่นำไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 23 ก.พ.มีสมเด็จพระสังฆราชเสด็จเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ก่อนเปิดให้ ปชช.-ตช.กราบสักการะตั้งแต่ 24 ก.พ.นี้

เมื่อเวลา 12.15 น.วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายราเชนทร์ วิศวนาถ อัรเลกัร ผู้ว่าการรัฐพิหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสาธารณรัฐอินเดีย ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 19 มีนาคม ซึ่งรัฐบาลไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กรมการศาสนา (ศน.) รัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย โดยสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย พร้อมหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึง สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการ วธ.พร้อมด้วยนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ. นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดี ศน. ผู้บริหาร วธ. นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 นายอภัย จันทนจุลกะ ประธานสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 นายเกษม มูลจันทร์ รองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เข้าร่วมพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยพิธีรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุฯ จากอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง มีสมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เจริญชัยมงคลคาถา ก่อนอัญเชิญมายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) พระนคร จากนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายอินเดีย พร้อมผู้บริหาร วธ.อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ เข้าสู่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พช.พระนคร ในเวลา 14.00 น.

นายเสริมศักดิ์ กล่าวในการแถลงข่าวภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับผู้แทนฝ่ายอินเดีย ว่า ความสำคัญของการจัดพิธีอัญเชิญ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งคนไทยทั้งในประเทศ ต่างประเทศ รวมถึง ประเทศเพื่อนบ้าน จะได้สักการะบูชา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 122 ปี จึงถือเป็นโอกาสดี ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปในการถวายสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น.

นายเสริมศักดิ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทย และอินเดีย โดย วธ.ทั้ง 2 ประเทศ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ร่วมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจาก พช.อินเดีย และพระอรหันตธาตุ ของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ จากพิพิธภัณฑสถานเมืองสาญจี มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย และอินเดีย ส่งเสริมการนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้ง เปิดโอกาสให้ศาสนิกชนได้สักการบูชา นับเป็นมหามงคลอันยิ่งใหญ่ และสูงสุดต่อชีวิต ซึ่งการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวกทั้ง 2 องค์ในครั้งนี้ มีหลักฐานสำคัญที่ทำให้ทราบว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุ คือผอบที่พบมีข้อความจารึกด้วยอักษรพราหมี (Brahmi) แปลได้ว่า “ที่บรรจุพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของสากยราชสุกิติ กับพระภาตา พร้อมทั้งพระภิคินี พระโอรส และพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวาย” พระบรมสารีริกธาตุนี้ นับเป็นองค์ดั้งเดิมที่ค้นพบที่สถูปโบราณปิปราวาห์ เมืองกบิลพัสดุ์ ในสมัยพุทธกาล ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นิวเดลี ส่วนพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ อัญเชิญมาจากเมืองสาญจี รัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย ซึ่งห่างจากนิวเดลี 731 กิโลเมตร

“การอัญเชิญมาครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในรอบ 2,567 ปี ที่พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระอัครสาววกทั้ง 2 องค์ เสด็จมาพร้อมกัน โดยจะบรรจุอยู่ในผอบทรงเจดีย์ลวดลายแบบไทยประเพณี สำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะโดยช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และยังได้จัดสร้างมณฑปสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ออกแบบโดยสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร” นายเสริมศักดิ์ กล่าว

นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ เวลา 17.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้รับพระเมตตาอย่างสูงยิ่งที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมตตาเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี และมีพิธีอัญเชิญประดิษฐาน โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุฯ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ เป็นผู้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร และตน เป็นผู้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระพระโมคคัลลานะ พร้อมด้วยผู้แทนฝ่ายอินเดีย

นายเสริมศักดิ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ รัฐบาล โดย วธ.ได้จัดริ้วขบวนอัญเชิญอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา โดยจัดเป็นขบวนโคม ขบวนการแสดง 4 ภาค การแสดงกลุ่มชาติพันธุ์ การแสดงจากอินเดีย ขบวนธงชาติไทย ธงชาติอินเดีย ธงธรรมจักร และธงฉัพพรรณรังสี ขบวนโคมประทีปและโคมดอกบัว ขบวนรถมาฆบูชาประดิษฐานพระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาติโมกข์ รถบุปผชาติประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ขบวนเฉลิมพระเกียรติ และขบวนจิตอาสา เป็นต้น หลังจากนั้นเปิดให้ประชาชนเข้าสักการบูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม เวลา 09.00-20.00 น.ในส่วนภูมิภาค อัญเชิญไปประดิษฐานในส่วนภูมิภาคใน 3 จังหวัด ให้ประชาชนได้เข้าสักการบูชา เวลา 09.00-20.00 น.ภาคเหนือ วันที่ 5-8 มีนาคม ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 10-13 มีนาคม ณ วัดมหาวนาราม จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ วันที่ 15-18 มีนาคม ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ โดยทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป จะจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เสริมสิริมงคลให้กับศาสนิกชน ที่เข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ โดยแต่ละพื้นที่จะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างยิ่งใหญ่

“วธ.มุ่งหวังให้พุทธศาสนิกชน ประชาชนโดยทั่วไปทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ รวมถึง ศาสนิกชนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีโอกาสมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ครั้งหนึ่งในชีวิต ด้วยการนำหลักธรรม ความเชื่อของศาสนา เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านศาสนา และส่งเสริมคุณธรรมของประชาคมโลก เพื่อสร้างความสงบสุขแก่มวลมนุษยชาติ เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมทั้ง ได้ร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง ยั่งยืนสืบไป” นายเสริมศักดิ์ กล่าว

นายราเชนทร์ วิศวนาถ อัรเลกัร ผู้ว่าการรัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ผู้แทนฝ่ายอินเดีย กล่าวว่า กิจกรรมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นความร่วมมือในมิติทางศาสนาของทั้ง 2 ประเทศ ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และพระอัครสาวก 2 พระองค์ คือ พระสารีบุตร และมหาโมคัลลานะ มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึง 19 มีนาคม 2567 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสอันน่ายินดีที่สุดนี้

“ในนามของประชาชน รัฐบาลอินเดีย ขอแสดงความนับถือ และความปรารถนาดีอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงพระชนม์ชีพที่ยืนยาว ทรงมีพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ และทรงพระเกษมสำราญ การมาเยือนขององค์พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ ไม่บ่อยนักที่จะนำออกนอกประเทศ รัฐบาลอินเดียนำโดยนายกฯ นเรนทระ โมที ได้ตกลงที่จะส่งพระบรมสารีริกธาตุมายังไทย โดยคำนึงถึงความสำคัญสูงสุดในการเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อความสัมพันธ์อันใกล้ชิดดั่งญาติมิตรของระหว่าง 2 ประเทศ นอกจากนี้ ชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศ ได้กระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในการมีส่วนร่วมในทางธุรกิจ การเมือง การศึกษา และวัฒนธรรม Soft power ของไทย และเชื่อมั่นว่าจะเป็นจุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ทวิภาคีอินเดีย-ไทย” นายราเชนทร์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐบาลไทยจัดพิธีรับการอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ-พระอรหันตธาตุ มาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...