Through the dimension to Ayutthaya
ข้อมูลเบื้องต้น
“เหนื่อยมากไหมเป็นหมอ เราคิดว่าเธอน่าจะเหนื่อยดูจากใต้ตาละ” ชายคนหนึ่งได้ถามเพื่อนของเค้าที่ตอนนี้กลายเป็นคุณหมอสาวเเสนสวยไปเเล้ว “เหนื่อยสิเหนื่อยชะมัดเลยอยากพักโคตรๆ” เพื่อนสาวคนนั้นได้ตอบกลับ “ละมิงเป็นยังไงบ้างสอนเด็กมัธยมมันเหนื่อยไหม” “ก็ไม่ได้เเย่กับเรื่องที่เรียนมามีความสุขดีนะ”(จบเอกสังคมศึกษา) เพื่อนชายได้ตอบกลับ “เห้อพอโตละทำงานมันก็เหนื่อยนะเธอว่าไหม” “ชั้นก็ว่างั้นเหมือนกัน”
“ก็น่าะเรามันเด็กกำพร้าทั้งคู่หันหลังกลับไปก้ไม่มีใครคอยซัพพอตต์”
ทั้งสองได้คุยกันเเลกเปลี่ยนเเบบเรื่อยๆเปื่อย เเละ
ขณะ กำลังกลับที่พักก็เกิดอุบัติเหตุเเบบไม่คาดคิด
ตู้ม!!!!!!!!
“เราว่าพวกเราทั้งสองคนคงได้พักเเล้ววะ” “ชั้นก็ว่างั้น”
“โอยยยย เจ็บๆ เห้ย เธอเป็นอะไรมากไหม” “ชั้นเจ็บมากเลยเเก”
“พวกโยมยังดวงเเข็งนะที่รอดมาได้โดนกระสุนปืนใหญ่ยิงขนาดนั้น”
“หลวงพ่อช่วยพวกเราไว้เหรอครับ เเต่เดี่ยวนะหลวงพ่อ ปืนใหญ่ ก็เเย่ละหลวงพ่อมันมีปืนใหญ่ที่ไหนกัน สมัยไหนเเล้วหลวงพ่อ”
“โยมนั้นสิจะบ้าเหรอ บาเยงนองสั่งปืนใหญ่ยิงถล่มเข้ามาในเมืองทุกวัน โดนกระสุนปืนใหญ่ละเลอะเลือนนะโยม”
“เดี่ยวนะครับหลวงพ่อเราตอนนี้เราอยู่เมืองไหนครับ”
“เมืองสองเเควไงโยม เลอะเลือนของจริง ดูเมียเอ็งด้วยภาวนาอย่าให้เลอะเลือนเหมือนเอ็งละกัน”
“หะ ไม่ใช่ขอรับหลวงพ่อ” “ไม่ใช่นะคะหลวงพ่อ”
‘ละเมื่อกี้อะไรนะ บาเยงนอง กับ สองเเคว พิษณุโลกนี่นี้เราทะลุมาสมัยอยุธยาใช่ไหมเนี่ย’
ชิบหายเเล้ว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
*หมายเหตุ นิยายเรื่องนี้จะมีการกล่าวถึงบุคคลทางประวัติศาสตร์ อยู่ในสมัยอยุธยาการเขียนนิยายเรื่องนี้มิได้เขียนมาเพื่อให้บุคคล บุคคลนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียง เเต่เพื่อ อรรถรถในเรื่องเพียงเท่านั้น หากไปกระทบกับความรู้สึกหรือความความคิดของผู้อ่าน ผู้เขียนก็ขออภัย
By HANT01
หลวงตา
ณ ปี พุทธศักราช 2107 หลังจากศึกตะเบ็งชะเวตี้ 15 ปี หลังจากพระเจ้าบุเรงนอง ทำศึกรวบรวมเมืองพม่าเเละมอญให้เป็นปึกเเผ่นก็ได้เวลาขยายพระราชอำนาจต่อไปยังดินเเดนใกล้เคียง มีเป้าหมายที่จะตีเอาเมืองอยุธยา การเข้ามาของบุเรงนองนั้นไม่ได้เข้ามาทางพระเจดีย์สามองค์เฉกเช่นศึกก่อน ยกพยุหโยธาหาร 30 หมื่น เข้าตีมาทางด่านเเม่ละเมาเพื่อเข้าตีเมืองเหนือทั้งมวลก่อนจะได้ เข้าตีกรุงศรีอยุธยา หากอยุธยาขาดเมืองเหนือทั้งมวลนั้นก็จะสามารถชนะโดยง่าย โดยตีได้ทั้ง กำเเพงเพชร สุโขทัย เเละ สวรรคโลกสิ้นเเล้ว บัดนี้ได้ล้อมเมืองพระพิษณุโลกสองเเคว
“หลวงตาขอรับ ละตอนนี้พวกเราอยู่ในวัดอะไรหรือขอรับ” ชายหนุ่มผู้ทะลุมิติมาได้ถาม
“วัดจันทร์ตะวันตก นะโยม” หลวงตาท่านได้ตอบ
‘ใช่วัดที่มีศาลสมเด็จพระสุพรรณกัลยา หรือป่าวนะ ไม่น่าใช่นั้นมันฝั่งตะวันออกที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 1’
“ละพวกเอ็งผัวเมียชื่ออะไรข้าได้เรียกถูก” “ข้า นนท์ ส่วนเมียข้า ชื่อ ขวัญตา ขอรับ”
หญิงสาวได้เเต่มึนงงที่เพื่อนชายได้บอกกล่าวไปเเบบนั้นเเละได้มองค้อนวงโตเเก่เค้าไปด้วย
“ละพวกเอ็งสองคนทำไรได้บ้างหืม จำได้บ้างไหม” “ข้าสามารถเตะต่อยได้ขอรับมีเชิงมวยพอสมควร ส่วนเมียข้านางเป็นหมอ”
ได้เรียนมวยไทยตอน มัธยมต้นทั้งปลายดูทรงละได้เอามาใช้จริงๆละวะ
ส่วนทางด้านหญิงสาวก็ได้เเต่คิด 'สองรอบเเล้วนะ ชั้นไปเป็นเมียเเกตอนไหนวะนนท์'
“ถ้าเป็นเยี่ยงนั้น ข้าจะฝากเอ้งเข้าไปเป็นทหารในสังกัดลูกศิษย์ข้าก็เเล้วกันอย่างน้อยได้ทำประโยชน์ ถูกคนที่จับอาวุธได้ต้องช่วยกันเเล้ว ส่วนเจ้าเเม่หนู ช่วยรักษาชาวบ้านภายในวัดนี้ให้หน่อยลำพังพวกข้านั้นก็ไม่ได้มีความรู้ในด้านการเเพทยืมากมายนักหรอก บางคนทนผิดบาดเเผลไม่ไหวก็สิ้นใจลงคงต้องให้เอ็งช่วยเเล้วละเเม่หนู” “ละก็ที่พักในเมื่อพวกเอ็งเป็นผัวเมียกัน นอกวัดจะมีบ้านที่ไม่มีคนอยู่ 2-3 หลังเลือกเอาเลยละกันเพราะคนเก่านั้นออกศึกละตาย ทางการเลยยกให้วัดไปพวกเอ็งก็อยู่กันไปก่อนจนกว่าศึกจะจบละกัน”
“ขอบพระคุณหลวงตามากขอรับ”
“ขอบพระคุณหลวงตามากค่ะ”
“ไอเเดง เเดงโว้ยยยยย มึงเอาจดหมายที่กุเขียน นำไปให้หัวพันเเสงปราบพล ละเดี่ยวหัวพันจะเข้าใจเอง”
ใน ขณะเดียวกันนั้น ชายหนุ่มกับหญิงสาวได้เลือกบ้านได้เรียบร้อยเป็นบ้านทรงไทยที่มีขนาดพอประมาณ
ด้วยอารมณ์ขณะนั้นที่กำลังคุกกรุ่น ขวัญจึงตัดสินใจพูดออกมา
“ทำไมเเกถึงบอกหลวงตาไปอย่างนั้นวะ นนท์ เเกกับชั้นเราไม่ได้เป็นไรกันนะเว้ย”
“เราขอโทษนะที่บอกไปอย่างงั้น มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบว่าเราเพียงคิดว่าควรทำ ในโลกจารีตโบราณเฉกเช่นนี้เราไม่อยากเสียคนที่รู้ใจเราไป เเละ อีกข้อหนึ่งเธอก็น่าจรู้นะว่าตัวเราเองนั้นชอบเธอมาตั้งนานเเเล้ว เเต่เธอเพียงเเค่ไม่อยากยอมรับ”
“พักเรื่องนั้นไว้ก่อนชั้นยอมเป็นเมียปลอมๆเเกไปก็ได้ในตอนนี้ จนกว่าเรื่องทุกอย่างจะดีขึ้น”
“เธอจำไม่ได้เหรอ ขวัญ ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นยังไง”
ชวัญตาได้เเต่คิด คิดเเล้วคิดอีกก้นึกไม่่ออกจำได้เพียงเรื่องบางอย่างเท่านั้น เพราะในสมัยมัธยมตัวเธอนั้นไม่ได้ตั้งใจเรียนในคาบประวัติศาสตร์เลย “ใครจะไปจำได้ฉันไม่ได้จบประวัติศาสตร์มาเเบบเเกนะนนท์”
“อย่างที่เราบอกขวัญมันจบไม่ดีหรอกเพราะ อีกไม่นาน พระมหาธรรมราชาก้จะขอสงยศึกกับบาเยงนอง เนื่องจากกรุงศรีอยุธยา ไม่ส่งกองทัพมาช่วย เมื่อถึงเวลานั้นประชากรบางส่วนอาจจะถูกกวาต้อน ดังนั้นเราเลยบอกว่าเเกเป็นเมียเราไปหากเราได้ยศเป็นทหารมีศักดินาเมื่อไหร่เเกจะได้ไม่ถูกกวาดต้อนเป็นไพร่อย่างไรเล่า ขวัญตา”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ละตอนนี้เราจะทำยังไงต่อ” “ก็คงต้องทำตามที่หลวงตาว่านั้นเเหละ”
“อีกอย่างนะขวัญเมื่อก่อนเราเคยอ่านนิยายอยู่ หากเราทะลุมิติมาเราอาจจะมีมิติติดตัวมาก็ได้หรือไอเท็มวิเศษ เธอของคิดระบบ ของวิเศษ มิติ นี้ไงของเรามีมิติจริงด้วย” มิติของนนท์จะเป็นเหมือนห้องของนนท์เองเลยคือมีเตียงนอน ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เเละเหมือนจะมีสิ่งเสริมมาด้วยคือความรู้ทางด้านวิศวกรรม ด้านการทำอาหาร เเละ มีศูนย์ยาต่างๆอยู่ในชั้นหนังสือเต็มไปหมด เเถมยังมีห้องน้ำในตัวด้วยช่างสะดวกซะจริง
"มิติบ้าบออะไรของเเกว่านนท์ ว้ายยยยยย!!" ขวัญตาได้ถูกนนท์ดึงเข้ามาในมิติของตนเอง เธอได้สำรวจห้องของเค้าเเละได้มองเห็นรูปภาพต่างๆที่ตั้งไว้อยู่ในห้องซึ่งเป็นรูปภาพขงทั้งเค้าเเละเธอที่มีอิริยบทร่วมกันในหลากหลายกิจกรรมทั้งช่วงที่อยู่ด้วยกันมัธยม เเละ กลับมาเจอกันในบางครั้งในช่วงมหาลัย ขวัญตาได้เริ่มรับรู้ความรู้สึกต่างๆ เเต่ก่อนอื่นนั้นเธอได้มองเห็นประตุอีก 2 บาน
“นนท์ ประตูอีก 2 บานนั้นประตูอะไร” “เราก้ไม่รู้เหมือนกันคงต้องเปิดดู”
หลังจากเปิดออกไปปุปทำให้ทั้ง 2 คนได้เห็นห้องที่เต้มไปด้วยอาวุธต่างๆไม่ว่าจะเป็นปืนเเต่ดูทรงเเล้วไม่น่าจะเป็นปืนที่ทันสมัยเเต่เป็นปืนที่ยิงทีละนัดสมันสงครามโลกครั้งที่ 1 Lee-Enfield ปืนไรเฟิลเเบบลูกเลื่อน ปืนพก 1911 กระสุน หอก ดาบญี่ปุ่นคาตะนะ โล่ หรือ ทวน เรียกได้ว่าเป็นคลังเเสงอาวุธติดตัวเลยทีเดียว เเละมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่สำหรับฝึกซ้อมอีกด้วย ส่วนห้องถัดไปนั้นเป็นห้องครัวที่เต็มไปด้วยเสบียงต่างๆทั้งอาหารเเห้ง อาหารสด เเละอาหารกระป๋อง เเถมยังมีเครื่องซักผ้า กับ ซิงค์ล้างจานไว้ให้อีก “เราคงมีถ้ารอดของพวกเราเเล้วละ หากเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นมา ขวัญลองเปิดมิติของขวัญดูว่าเป็นอะไร"
เมื่อขวัญตาได้เปิดมิติของตัวเองขึ้นมานั้นทำให้นนท์นั้นเห็นประตูเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประตุซึ่งเป็นห้องของขวัญตาที่เต็มไปด้วยหนังสือทางการเเพทย์เเละหนังสือสมุนไพรทั้งหลาย ส่วนอีกห้องเป็นห้องเล็ปที่มีอุปกรณ์การรักษาที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นยุกยา หรืออุปกรณ์การผ่าตัด ซึ่งมิติของทั้ง 2 คนนั้นเหมือนจะเชื่อมกัน ถือว่าเป็นโชคดีของทั้งคู่ที่ถูกส่งมา สมัยนี้เเล้วถือว่าเป็น ตัวช่วยที่ดีเยี่ยมสำหรับพวกเค้าทั้งคู่เลยทีเดียว เเละเหมือนพวกเค้าจะสังเกตุสิ่งที่เเตกต่างได้อีกอย่าง
“นนท์ชั้นว่าเเกดูเด็กลงนะเหมือนตอนเเกมัธยมปลายเลย”
“เราก็ว่างั้นเหมือนกันขวัญก็ดูเด็กลงจากสาวสุดเเซ่บกลายเป็นสาวน้อยมัธยมไปซะเเล้ว”
“เเล้วเสื้อผ้าในยุคนี้ เราจะหาจากไหนกัน ถือเเม้ชุดที่พวกเราใส่อยู่มันจะเป็นชุดไทยเเต่มันก็ชุดเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 หรือพวกเชื้อพระวงศ์ใส่กันเลยนะเว้ย” นนท์ได้เเต่ตั้งคำถาม จนขวัญได้เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าใน “นี่ไงเสื้อผ้าถึงจะไม่ได้ดูดีเหมือนเชื้อพระวงศ์เเต่ก็ไม่ได้ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไป คนที่ส่งเรามาคงจะเห็นใจเราพอสมควรเเหละเเบบนี้ ฮ่า ฮ่า”
เมื่อสารจากหลวงตาได้มาถึง หัวพัน ที่พึ่งออกเวรจากการคุมเชิงเทิน หัวพันได้เปิดอ่านออกเเละเดินทางมาถึงที่วัดจันทร์ตะวันตกเพื่อที่จะได้มาพูดคุยกับหลวงตา
“นมัสการขอรับ หลวงตา คนผู้ใดที่หลวงตาเเนะนำให้มาทำการกับกระผมหรือขอรับ”
“คนผู้ชื่อ นนท์ นี้ยังหนุ่มยังเเน่นมีความสามารถในเชิงหมัดมวยเเละมีดวงสมพงษ์กับความเป็นไปของอาณาจักร ข้าจึงจะฝากให้มันเข้าสังกัดเอ็งเเละมันคงช่วยงานเอ็งได้อย่างมากโข ฟังข้าพูดอาจจะดูบ้าเเต่ในอนาคต เราชาวพิษณุโลกอาจจะต้องพึ่งมัน”
“วันรุ่งพรุ่งนี้กระผมจะมาอีกรอบเพื่อรับตัวมันไป ฝากหลวงตาบอกกล่าวมันด้วยนะขอรับ กระผมลาขอรับหลวงตาต้องรีบไปพักผ่อนก่อนจะต้องไปเฝ้ายามที่เชิงเทินอีก” หลังจากหัวพันได้จากไป หลวงตาก็ได้ส่งคนไปบอกนนท์ เเละขวัญตา ว่าให้มาเริ่มงานในวันรุ่งพรุ่งนี้ ทั้งการเข้าสังกัดเเละมาช่วยดูเเลชาวบ้านคนเจ็บในบริเวณวัด
“ชวัญรีบพักผ่อนเถิด เราก็จะนอนเเล้วเหมือนกันวันรุ่งพรุ่งนี้ได้มีเเรงในการทำงานต่างๆ” “ละเราจะนอนกันข้างในมิติเหรอ” “ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดละเข้าไปนอนในในมิติ เเต่เวลาอยู่ในกลุ่มคนหมู่มากเราห้ามเปิดมิติโดยอันขาด เวลาเดินทางเป็นคณะเราก็ค่อยออกมานอนกันข้างนอก”
ก่อนที่ขวัญตาจะนอนนั้นก็ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ยุกยา ต่างๆทั้งผ้าขาวสะอาด เเฮลกอฮอล์ น้ำเกลือ เเละ สมุนไพรต่างๆที่เกี่ยวกับการเเก้ช้ำใน เเก้เจ็บปวด เพื่อเตรียมความพร้อมในวันพรุ่งนี้
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่นนท์ตื่นเค้าได้ทำอาหารต่างๆ ที่มีจำวนวนเเคลสูงเพื่อที่จะให้ทั้งเค้าเเละขวัญได้มีพลังงานใช้ได้ตลอดทั้งวัน จวบจนเวลาเริ่มสายพวกเค้าทั้งคู่ได้เดินกลับไปที่วัดเเละได้เจอ ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลัง นมัสการหลวงตาอยู่
“เอ้า เจ้านนท์ นี่หัวพันเเสงปราบพล หัวพันนีี้เจ้านนท์ ส่วนนั้นเเม่หนูขวัญตาเมียมันเป็นหมอ”
“สวัสดีขอรับหัวพัน”
“สวัสดีเจ้าค่ะหัวพัน”
“สวัสดีพวกเจ้าทั้งสอง เจ้านนท์ตามข้ามา”
เมื่อหัวพันเเละ นนทืได้เดินออกไปเเล้ว หลวงตาจึงสั่งให้เเดง พาขวัญตาไปหากระโจมผู้ป่วยซึ่งมี มิชชันนารี มีอายุพอสมควรอยู่ 2 คนช่วยดูเเลคนเจ็บอยู่ เเละ มีขวัญตาเพิ่มเข้ามาอีกคน มิชชันนารีคนนึงเเนะนำตัวว่าชื่อ ฟราคงด์ ส่วนอีกคนกัำลังง่วนอยู่กับการทำเเผลให้กับทหารที่ถูกส่งตัวมาอยู่
“ทหารพวกนี้ถูกส่งมาจากตรงไหนกันบ้างหรือ”
“เจ้าพูดภาษาเราได้ด้วย ทหารพวกนี้ถูกส่งมาจากการป้องกันกำเเพงเมืองฝากฝั่งตะวนตก ไม่ไกล้ ไม่ไกล จากวัดเเห่งนี้ เจ้าเป็นหมอใช่ไหม"
“ใช่”
“ถ้าเช่นนั้นต้องช่วยเเล้วเเหละไม่งั้นเเย่เเน่ เย็บเเผลหรือล้างเเผลเป็นใช้ไหม”
“ใช่”
“ดี”
หลังจากนั้นทั้งขวัญตา ฟราคงค์ อดัม เเละไพร่อาสา ก็รีบช่วยทหารเเละชาวบ้าน ทั้งเย็บเเผล ล้างเเผล บางคนที่มีไข้ขึ้นก็ต้องมีการต้มยาให้ดื่มซึ่งเป็นสถานที่ที่ชุลมุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจำนวนของหมอนั้นไม่พอต่อจำนวนทหารเเละชาวบ้าน 1:75 ซึ่งเป็นจำนวนที่เกินมือ ยังดีที่บุเรงนองยังไม่ได้โจมตีในช่วงวันนี้ ทำให้ไม่เกินความสามรถของเเต่ละคน
ในขณะที่ขวัญตากำลังชุลมุนกับการรักษาผู้คนนั้น นนท์เองก็ต้องรับมือกับคำถามของหัวพันเช่นกัน “เจ้ามาจากที่ใด รูปหน้าของเจ้าเเม้จะมีกล้ามเนื้อเฉกเช่นนักรบ เเต่เจ้ากับเมียเจ้าก็หาใช่คนพิษณุโลกไม่ เเต่จะบอกว่าเป็นพวกหงสาก็ไม่น่าใช่ เจ้ามาจากที่ใด”
“นครศรีธรรมราชขอรับหัวพัน”
“หะ อะไรนะละเจ้ามาทำบ้าอะไรที่พิษณุโลกหาาาาา"
“ข้ากับเมียล่องเรือมากับบิดาขอรับตัวข้าเเละเมียมีเชื้อสายจีนฮ่อ ขอรับเเต่เเม่นั้นเป็นชาวปักษ์ใต้มาค้าขายที่อยุธยา เเละข้าก็มาต่อที่พิษณุโลกเเต่ เกวียนข้าเเละสินค้าถูกกระสุนปืนใหญ่ตกใส่ขอรับ ข้ากับเมียหมดสติเเละได้หลวงตาช่วยเอาไว้ขอรับ นี่น่าจะเป็นเรื่องทั้งหมดที่ข้าจำได้ ” นนท์ได้เเต่พูดความจริงครึ่งนึงโกหกครึ่งหนึ่งเเละหวังว่าหัวพันจะเข้าใจ
“อ่อ ข้าก้ว่าอยู่ว่าเจ้าต้องมีเชื้อสายจากจีนฮ่อเป็นเเน่ ละนอกจากหมัดมวยเจ้าทำอะไรได้อีก”
“ข้าสามารถยิงปืนไฟได้ขอรับ เเละ ข้ามีปืนประจำตัวที่ข้าประดิษฐ์เองขึ้นมาพร้อมกับกระสุนประดิษฐ์เองด้วยขอรับเเต่กระสุนมีเเค่ 10 นัด”
“โอ้วที่ถือว่าดีหากเจ้าเเม่นมากๆละยิงพวกเเม่ทัพนายกองฝั่งหงษาวดีตกตายลงไปได้จะถือเป็นการดีกับเราพิษณุโลกอย่างมาก นี่ชุดของเอ็ง”พลันยื่นส่งห่อผ้าให้เขารับไป
‘ก็สมกับเป็นชุดไพร่เลวดี มีเเค่เสื้อโง่ๆ กับหมวกปีกกว้างธรรมดาๆ เราควรจะใส่เกราะโซ่ไว้ข้างในเสื้อดีไหมวะ 'เขาพึมพำแต่ก็ใส่มันอย่างเลือกไม่ได้
'ดีเเหละ ยังไม่อยากตาย ขวัญยังไม่รับรักเลย’
Lee-Enfield M1911
พิษณุโลก 1
“หัวพันขอรับ ระหว่างนี้มีการอันใดให้กระผมทำบ้างรึขอรับ”
นนท์หันมาถามท่านหัวพันทันทีหลังจากที่ตนได้เดินสอดส่องรอบตัวเมือง แลเห็นว่าพวกทหารเหล่านั้นกำลังผลัดเวรคอยเปลี่ยนกะอยู่บนกำเเพงเมืองอยู่ตลอดเวลา ผู้คนในค่ายต่างยุ่งง่วนอยู่กับงานที่ตนทำอยู่ ซึ่งต่างกับนนท์สิ้นเชิง ตัวเขาอยากรู้ว่ายามนี้มีอะไรบ้างที่เขาต้องทำนอกเสียจากการเดินไปมาอย่างไม่รู้จุดหมายเช่นตอนนี้
“อย่างแรกเอ็งต้องไปทำความรู้จักกับหัวหมู่ในสังกัดของข้าเสียก่อน ส่วนเวลายืนเวรก็ยืนเวรเวลาเดียวกับข้านี่เเหละ เอ็งเพียงแค่รอฟังคำสั่งจากข้าว่าต้องทำอันใดบ้างก็เท่านั้น”
กระทั่งเดินมาเรื่อยๆ ยังกลุ่มกองของหัวพันเเสงปราบพล ชายหนุ่มทักทายทำความรู้จักผ่านการแนะนำของหัวพันโดยมีหัวหมู่เข้ม หัวหมู่เเดง หัวหมู่สังข์ หัวหมู่ดำ ทั้ง 4 คนผู้เป็นลูกน้องในสังกัดหัวพันก่อนช่วงตระเตรียมทัพเพื่อป้องกันเมืองคุมไพร่พลป้องกันกำเเพงทางด้านทิศตะวันตก โดยทั้ง 4 คนนั้นเป็นหัวหมู่ที่มีฝีมือดาบอันยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถป้องกันกำเเพงเมืองให้รอดปลอดภัยจนถึงเกือบขวบเดือน
“เราเพียงต้องป้องกันเมืองอย่างสุดความสามารถรอจนกว่า กรุงศรีอยุธยาจะยกกำลังมาหนุนเมื่อนั้นหงสาวดีจะยกทัพถอยไปเองเฉกเช่นคราเมื่อสงครามพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้” หัวพันได้กล่าว เเต่ตัวนนท์เองผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์มาอย่างดีก็ได้เเต่ทอดถอนหายใจหากว่ากันตามพงศวดารพระมหาธรรมราชาได้ยอมเเพ้ตั้งเเต่โดนพวกพม่าล้อมเมืองไว้ทุกทิศทาง ด้านกำลังพลของพระองค์เองก็ไม่สามารถที่จะทำศึกยืดเยื้อกับบุเรงนองเอาไว้ได้
ในพงศวาดารนั้นบุเรงนองเคยกล่าวไว้ว่าจะให้ไพร่พลเรือนเเสนของพระองค์นั้นถมดินให้สูงเท่ากำเเพงเมืองพิษณุโลกเเละตีหักเอาเมือง ตัวของนนท์เองก็ชื่นชมพระมหาธรรมราชาในที่นี้คือ ขุนศึกที่ดีนั้นต้องรู้ว่าตอนไหนควรสู้เเละไม่ควรสู้ควรงอไม่ควร หากฝืนสู้เเล้วใม่ชนะจะสูญเสียทั้งไพร่พล เเละ บ้านเมือง เเต่เหมือนเหตุการณ์ที่นนท์ได้ประเชิญอยู่นั้นเหมือนจะมาจากหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรมากกว่า พอเจอเหตุการณ์อย่างนี้เเล้วก็ไม่กล้าโต้เเย้งอาจจะทำให้หัวพันเเละหัวหมู่ถอดใจ
“ละหัวพันขอรับ หากข้าเข้าใจไม่ผิดหัวพันต้องมีสังกัดใช่ด้วยหรือไม่ขอรับ"
"ถูกอย่างที่เอ็งว่ามาไอ้นนท์ พวกข้าทั้งหมดสังกัดหมื่นราชพิพัฒน์ ซึ่งหมื่นท่านเป็นขุนนางที่ติดตามพระมหาธรรมราชาตั้งเเต่สมัยศึกพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้”
เกร้งๆ เกร้งๆ
พูดคุยกันไปเรื่อยๆก็ถึงเวรยามของสังกัดหัวพัน “ได้เวลาละไอ้นนท์ มึงจงเดินด้านหลังกุเอาไว้ คอยตรวจตรากำเเพง พวกหงษาไม่โจมตีเมืองถึง 2 วันเเล้วดูเหมือนจะมีเเผนหรืออะไรเเปลกๆ” ในขณะที่เดินสำรวจบริเวณกำเเพงอยู่นั้นนนท์ก็สังเกตุเห็นสิ่งผิดปรกติโดยได้เห็นการก่อสร้างสิ่งที่เหมือนเรียกว่าหอคอยตีเมืองก็ไม่ใช่หรือบันไดปืนเมืองก็ไม่เชิง ละก็สังเกตุเห็นเเท่นดำๆที่ตั้งอยู่ข้างบน
“ชิบหายเเล้วขอรับหัวพัน”
“อะไรของเอ็งวะ”
“ปืนใหญ่ขอรับปืนใหญ่พวกมันเอาปืนใหญ่ตั้งไว้บนหอคอยตีเมืองขนาดใหญ่ขอรับหัวพัน มันต้องการยิงกดกำเเพงเมืองเป็นเเน่เเท้ขอรับ หัวพัน หากสะกดกำลังพลบนกำเเพงเมืองได้เเล้วไซข้ากระผมคิดว่ารมันคงเอาคนปีนกำเเพงเเละ นำที่งัดประตูเปิดประตูเมืองของเราเเน่ขอรับ”
“ไม่ได้การเเล้ว ไอ้สังข์”
“ขอรับหัวพัน”
“กระดาษมาให้กุเรื่องนี้ต้องเเจ้งถึง หัวหมื่น”
อีกฝากหนึ่งของกำเเพงฝั่งตะวันตก หัวหมื่นราชพิพัฒน์มีสีหน้าเคร่งเครียดพลางครุ่นคิดว่าเหตุใดพวกหงสาถึงไม่โจมตีเมืองสักที พวกมันทิ้งช่วงห่างจนล่วงเลยกว่า 2 วันเเล้ว จากที่ตีเมืองไม่หยุดจนเกือบขวบเดือน
“หัวหมื่นขอรับ มีสาส์นจาก พันเเสงปราบพลขอรับ”
หลังจากที่ได้เปิดอ่านสารนั้น หมื่นท่านก็ได้เข้าใจเเละรีบลงจากกำเเพงเพื่อไปเเจ้งสารนี้เเก่ผู้เป็นนาย มหาธรรมราชา
ในห้องโถงว่าการศึกของเมืองพิษณุโลก
“พวกเจ้าคิดเห็นเป็นประการใด เหตุใดบุเรงนองถึงไม่ยกทัพเข้าตีเมืองทิ้งช่วงไปถึง 2 วัน” มหาธรรมราชาได้พูดบอกกล่าวออกไปถึงขุนนางของตน
"ข้าพุทธเจ้าคิดว่าบุเรงนองอาจจะกำลังคิดเเผนเข้าตีอย่างอื่นอยู่พะยะค่ะ จากโถมตีอยู่ฝั่งเดียว ทางทิศตะวันตกอาจจะล้อมตีเมืองทั้ง 4 ทิศเพราะอุปนิขิตข้างเราได้สืบทราบมาว่า มีการสั่งให้นันทบุเรงเเละสุรกรรมาปลูกตั้งค่ายใน*ทิศบูรพา ในทางด้าน*ทิศทักษิณเเละ*ทิศอุดรนั้นเมืองพิษณุโลกเรานั้นเป็น เมืองอกเเตกอาจจะถูกกองทัพเรือหมายมั่นเข้าตีทางด้านนั้นได้พะยะค่ะ” พระยากำเเพงเพชรได้กราบทูล
“ในฝากฝั่งทิศบูรพานั้นก็ได้มีการสร้างหอคอยตีเมือง ไว้เช่นกันพะยะค่ะ” พระยาพิชัยได้กราบทูล
“พระสุรศรีสงคราม เจ้าจงเร่งนำปืนใหญ่ไปตั้งเพิ่มไว้ที่ที่ป้อมริมน้ำอย่าช้าที หากพวกมันผ่านป้อมมาได้เมื่อใด เมื่อนั้นอาจจะถึงกาลอวสานของพิษณุโลก ในฝากฝั่งทักษิณ เเล อุดร จงเตรียมพร้อมอย่าได้ขาดเวรยามทุกเมื่อ พระยาสวรรคโลกเจ้าจงนำกำลังฝั่งสวรรคโลกไปตั้งมั่นที่กำเเพงทิศอุดร ตั้งมั่นพร้อม กับ พวกทหารอาสาชาวโปรตุเกสเพื่อที่จะป้องกันกองทัพเรือจากทิศนั้น ส่วนในด้านทิศประจิมนั้น..”
“มีสาน์สมาจากหมื่นราชพิพัฒน์ พะยะค่ะ” พระยาสุโขทัยได้กล่าว
หลังจากมหาธรรมราชาได้อ่านสาสน์นั้นก็เป็นไปตามคาด “เหมือนอย่างที่เจ้าคิด พระยากำเเพงเพชร ในด้านทิศประจิมนั้นได้เริ่มมีการสร้างหอคอย เเละ มีที่พังประตูเมืองเช่นกัน พระยาสุโขทัยท่านจงนำกำลังพลไปช่วยตั้งมั่นที่กำเเพงเเลประตูเมือง นำท่อนซุงขาดยังไปดันประตูเมืองเอาไว้ เเลจงใช้น้ำมันเเละไฟเผาพวกมันจากบนกำเเพง”
“พะยะค่ะ”
ในช่วงเย็นหลังจากที่นนท์ได้เดินเฝ้าเวรกับหัวพันที่กำเเพงเมืองนั้น ก็มีสาส์นมาจากหัวหมื่นราชพิพัฒน์ ว่าให้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา บาเยงนองอาจจะโจมตีในทุกขณะเวลา เมื่อถึงเวลาเวรในช่วงเช้านนท์ก็ได้ลาหัวพัน กลับ เเล้วจะกลับมาในช่วงเย็น
“หัวพันขอรับ กระผมขอเวลาไปเตรียมตัวให้พร้อมละจะกลับมาให้ไวที่สุดขอรับหัวพัน”
“จริงอยู่ที่ต้องเตรียมพร้อม เอ็งจงรีบไปรีบกลับไม่นานนักหรอกวันรุ่งพรุ่งนี้ บาเยงนองออาจจะโจมตีพิษณุโลก ข้าจะอยู่เฝ้าเวรที่ทิศตะวันตกนี่เเหละ”
"ขอบพระคุณหัวพันมากขอรับ"
ก่อนจะกลับเรือนนท์ได้เเวะไปรับขวัญตา เเละ ได้สังเกตุการกระโจมที่รักษาคนไข้ว่าเเต่ละคนมีอาการหนักเบาเพียงใด บางคนถึงขั้นต้องตัดขาเพราะเเผลเน่าเปื่อย เเต่บางคนก็รักษาได้ทัน ทำให้ไม่มีเเผลติดเชื้อ
‘อย่างน้อยก็มี มิชชั่นนารี ที่รู้เรื่องการเเพทย์อยู่บ้าง’
“คุณขวัญ สามีมาพบครับ” ฟราคงด์ได้เดินมาบอกขวัญตา
“ขวัญในวันพรุ่งนี้อาจจะมีการโจมตีเมืองระลอกใหญ่เพราะ ที่เราได้รับข่าวมา”
“ค่อยไปคุยที่เรือน”
เมื่อถึงเรือน นนท์ ก็ได้บอกกล่าวถึงเเผนการต่างๆที่ได้ยินมา
“ขวัญพรุ่งนี้น่าจะเหนื่อยอีกมาก รีบทานข้าวละก็รีบเข้านอนเถอะ”
“เเกรีบเหรอ นนท์”
"พักผ่อนพรุ่งนี้เธอต้องเหนื่อยมากๆดูจากรูปการเเล้ว คนเจ็บต้องมาอย่างไม่หยุดหย่อนเเน่นอน เชื่อเราเถอะนะ เเต่ก่อนอื่นมากินข้าวก่อนเราทำเสร็จเเล้ว"
“ก็ได้ ละเเกก็ต้องเตรียมตัวด้วยนินนท์ เเกจะเาออะไรไปบ้างเนี่ย ดาบก็ใช้ไม่เป็น หอกก็ไม่ได้ เห้อ เเกจะรอดไม่เนี่ยพรุ่งนี้”
“ใช้ปืนสิ ปืนก็มีเอาไว้ยิงระยะไกลเอา ส่วนดาบชั้นไม่ใช้หรอกใช้ดาบติดปลายปืนเอา รด. เราก็ไม่ลืมนะ”
“นนท์ สัญญากับฉันสิว่าเเกจะรอดกลับมาพรุ่งนี้ ”
ทั้งสองได้มองหน้ากันอยู่เนิ่นนาน หน้าทั้งสองได้ค่อยๆ ขยับเข้ามาหากัน จนเเนบชิดติดกัน ซึมซับความรู้สึกซึ่งกันเเละกัน
“เเกต้องรอดกลับมา ถ้าเเกรอดกลับมาได้ฉันมีรางวัลให้เเก”
“ขวัญยังไงเราก็รอดอยู่เเล้วหน่า อย่าลืมสิเราทั้งคู่มีมิติหากเกิดอันตรายมีเหตุพลิกผันอะไรก็เข้ามิติเข้าใจไหมขวัญละเธอก็สัญญาเเล้วนะว่าเรารอดกลับมาเธอจะมีรางวัล”
“ไอบ้าเอ้ย” ขวัญตาได้เขินจนหน้าเเดง เเละได้รีบหนีเข้ามิติไปอย่างรวดเร็ว
“เธอนี่มันน่ารักเป็นบ้าเลย เห้อ” ในความคิดของเค้าเองพิษณุโลกยังไงก็ไม่มีทางเเตกพ่ายเเบบยับเยิน เป็นเเน่เเท้ เพราะพิษณุโลกจะพ่ายเเพ้ก็ต่อเมื่อเสบียงอาหารเริ่มหมดเพราะถูกล้อม เเละอยุธยาไม่ส่งกำลังพลมาช่วยเหลือ ทำให้มหาธรรมราชาต้องขอสงบศึกกับหงสาวดี อาจจะกินเวลาเกือบ 3 เดือนจนเสบียงอาหารจะไม่พอ จนกว่าจะถึงเวลานั้นอยุธยาคงเตรียมพร้อมจะรับศึกในพระราชวังเป็นเเน่เเท้ เค้าเพียงคนตัวเล็กๆ ณ ตอนนี้คงไม่สามารถเปลี่ยนเเปลงประวัติศาสตร์ได้ เพียงเเค่เอาตัวรอดยังยากในยุคสงครามเเบบนี้
นนท์นั้นได้เลือกใช้เกราะโซ่ชั้นในเเละใช้เสื้อทหารเลวใส่คุลมทับ สะพายปืน Lee-Enfield ไว้ด้านหลังพร้อมกับกระเป๋าใส่กระสุน ซึ่งกระสุนมีอย่างไม่จำกัด เหมือนของในมิติของทั้งสองคนนั้นจะไม่มีวันหมดหรือ เน่าเสีย เเล้วเค้าได้สเเตนบาย พลั่วเอาไว้ด้วย ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นพลั่วนั้นสำคัญอย่างมาก
ณ ค่ายหลวงของทัพหงสวดี
“ไม่ผิดคาด มหาธรรมราชาผู้นี้เป็นขุนศึกผู้ชาญณรงค์ ตั้งเเต่สมัยศึกพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เกือบเดือนเเล้วที่พวกเราล้อมเมืองพระพิษณุโลกเอาไว้ ยังไม่สามารถหักหาญเอาเมืองได้ ผีซ้ำด้ำพลอย กรุงศรีอยุธยาอาจจะยกทัพมาช่วยพิษณุโลก” พระเจ้าผู้ชนะสิบทิศบาเยงนอง ได้ตรัสขึ้นมาในกระโจมค่ายหลวง
“อย่าได้กังวลเลยพระพุทธเจ้าค่ะ อุปนิขิตข้างเราได้ไปสืบส่องมา อยุธยาหาได้ส่งกำลงัพลมาไม่กลับตกเเต่งค่ายคูประตูหอรบ อย่างเเข่งขัน เก็บเสบียงขนกลับเข้าเมือง ตีครัวชาวบ้านเข้าภายในตัวเมือง พระพุทธเจ้าค่ะ”
ลักไวทัมมู หนึ่งในขุนศึกได้พูดขึ้นในการประชุม
“หากเป็นอย่างลักไวทัมมูว่า ข้าคิดว่าเราล้อมเมืองจนเมืองเสบียงหมด ไม่นานมหาธรรมราชาก็จะขอสงบศึกเองพระพุทธเจ้าค่ะ” นันทบุเรงได้ตรัสต่อ
“จริงอยู่ที่กรุงศรีอยุธยานั้นมิได้ส่งกองทัพมาช่วย เเต่หากการล้อมเมืองนั้นใช้เวลานานเกินไป ก่อนจะได้เข้าตี อยุธยา น้ำเหนือก็คงจะหลากลงมาก่อนมิอาจจะตีหักชิงเอาเมืองอยุธยาได้ นันทบุเรงวันรุ่งพรุ่งนี้ให้เจ้าสั่งสุรกรรมาบุกเข้าตีเมืองในด้านบูรพา เเละเจ้าลักไวทัมมูนำทัพบุกทางทิศประจิม เเบ่งกำลังพลเป็น 2 ช่วง นันทบุเรง เจ้านำทัพโจมตีทางด้านบูรพาในช่วงกลางคืนเเละข้าจะนำทัพเข้าตีในทิศประจิมเช่นกัน”
“พระพุทธเจ้าค่ะ” นันทบุเรง
“พระพุทธเจ้าค่ะ” ลักไวทัมมู
ทิศประจิม=ตะวันตก ทิศอุดร=ทิศเหนือ ทิศทักษิณ=ใต้ ทิศบูรพา=ตะวันออก
พิษณุโลก 2
ช่วงย่ำรุ่ง นาฬิกาปลุกได้ปลุกนนท์ขึ้นมา ตี 4.30 เเล้วเหรอเนี่ยต้องรีบเเล้ว นนท์ได้ทำอาหารตั้งเอาไว้ให้ขวัญเเละเขียนโน๊ตเอาไว้
"ดูเเลตัวเองด้วยนะ อาหารทำไว้ให้เเล้วเเคลลอรี่เพียงพอทั้งวันเเน่นอน เสร็จศึกกลับมา
เราจะมาขอรางวัลตามสัญญา รักเธอนะขวัญ
นนท์ เพื่อนรัก
ช่วงเวลา 6 โมงเช้านนท์ได้รีบเดินทางไปถึงกำเเพงตะวันตก เเละได้เจอพันเเสดงพอดี
“ไปๆไอ้นนท์มึงเตรียมตัวมาพร้อมใช่ไหม” “พร้อมขอรับหัวพัน เหมือนพวกมันจะเริ่มกันเเล้ว”
“ถ้าเป็นไปได้มึงเอาปืนมาด้วยใช่หรือไม่ ”
“เอามาขอรับนี่ปืนประจำตัวกระผม (lee-enfield) หัวพันไม่ได้ตกใจรูปเเบบปืนเลยขอรับ”
“กุเชื่อใจมึงเเม้มึงจะเเปลกไม่เหมือนเฉกเช่นเรา เเต่กุเชื่อว่ามึงจะสามารถช่วยเมืองของพวกเราได้”
“ขอบพระคุณมากขอรับ หัวพัน”
ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึงงงงงงงงงงง
“ไป บุกเข้าไป เร่งถมคูเมืองละปีนกำเเพง บุกเข้าไปปปปปปปป!!!!!” ลักไวทัมมู ได้สั่งให้ทัพรีบถมคลอง จองถนน เเละปืนกำเเพงเพื่อที่จะบุกกำเเพงเมืองเมืองพิษณุโลก
“เข็นหอคอยตีเมืองเข้าไป ละยิง ยิง ยิงกดไปที่กำเเพงอย่าให้พวกมันยิงออกมาได้ยิงกดเอาไว้ ยิงเข้าไป”
“สิหนาทปืนไฟทุกกระบอกยิง” พระยาสุโขทัยได้ลั่นคำสั่งยิง
ยิง
ยิง
ตู้ม ตู้ม ตู้ม ปัง
“หอปืนใหญ่มันยิงกดเราไว้ขอรับ คุณพระ เราจำเป็นต้องกำจัดหอปืนใหญ่ของพวกมันก่อน” หมื่นราชพิพฒน์กล่าว
“ยิงไปที่หอปืนใหญ่ของพวกมันยิง”
“ไอ้นนท์ มิงบอกว่ามึงมีกระสุน 10 นัดใช่ไหม”
“ตอนนี้มากกว่านั้นเเล้วครับหัวพัน”
“ดี ดีมาก มึงเล็งไปที่คนคุมหอปืนใหญ่ของพวกมันละยิงมันให้ร่วงอย่าให้มันยิงใส่พวกเราได้”
“ขอรับหัวพัน”
เอาละเล็ง ฟู่ว ยิง ปัง เเกรก ปัง เเกรก ปัง เเกรก ล้มไปสามคนมึงขึ้นกันมาอีกสิ พ่อจะยิงให้ร่วงเลย
ปัง เกรก ปัง เกรก
“นี่สินะการฆ่าคน ฟู่ว”
“เยี่ยมมากล้มไป 2 หอเเล้วมันอาจจะมีคนขึ้นมาอีกมึงเล็งรอไว้ได้เลยอย่าให้มันได้จุดปืนใหญ่เป็นอันขาด”
“มันเกิดอะไรขึ้นกันวะ ทำไมไม่ยิงกดพวกมันบนกำเเพง ปืนน้อยใหญ่ของพวกมันมีอนุภาพขนาดนั้น”
“เหมือนฝั่งพิษณุโลกจะมีนักพลธนูหรือพลปืนไฟที่มีความเเม่นยำสูงอยู่ขอรับ จึงจัดการทหารของเราที่อยู่บนหอปืนใหญ่ขอรับ” กะยอดิน ขุนพลคนสนิทของลักไวทัมมูได้เเสดงความคิดเห็น
“สั่งให้ทหารนำโล่ขึ้นไปด้วยให้ป้องกันคนจัดปืนใหญ่เเลคนเติมกระสุน เร็วเข้า”
เหมือนจะมีการเอาโล่ขึ้นมาป้องกัน เเต่ไม่คนามือเค้าหรอก ปัง ปัง ปัง
ทหารหงษาที่อยู่บนหอปืนใหญ่ก้ไม่สามารถที่จะยิงได้เพราะมีทั้งปืนใหญ่เเล้วปืนไฟ ยิงกดเอาไว้
อีกฝากฝั่งหนึ่งขวัญตาได้ตื่นขึ้น ละได้เห็น โพสอิท ที่ติดเอาไว้ก้ได้เเต่ภาวนาให้นนท์กลับมาอย่างปลอดภัยเเต่ตัวเธอเองก็มีหน้าที่เหมือนกันหลังจากได้อาบน้ำ กินอาหารเรียบร้อยก็รีบเปลี่ยนชุดเป็นชุดที่มิดชิดปลอดภัยสูง ละก็ถือกล่องพยาบาลคู่ใจออกไปด้วย(กล่องพยาบาลที่ยารีเซ็ตตลอดไม่มีวันหมด) หลังจากเธอได้มาถึงกระโจมผู้ป่วยที่ชุลมุนวุ่นวายเป็นอย่างมาก ทั้งคนโดนสะเก็ดปืนใหญ่ โดนปืนไฟยิง หรือ ถูกธนูยิง เธอจึงได้ทำการขอกระโจมส่วนตัวหนึ่งที่เพื่อ ผ่าตัดผู้คน โดยมี อดัมเป็นผู้ช่วยอีกเเรง
“คุณขวัญ คุณเรียนศาสตร์พวกนี้มาจากไหนช่วยสอนผมกับฟราคร็องด้วยได้ไหมทั้งการผ่าตัดยากๆ เเละ อาการของผู้ป่วยต่างๆ”
“คุณกล้าสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าของคุณไหม ถ้าคุณกล้าสาบานว่าจะนำการรักษาที่ฉันสอนไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ ฉันจะสอนเรื่องนี้เเด่พวกคุณทั้ง 2 คน”
“ผมกล้าสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ทั้งพระบิดา พระบุตร เเละ พระจิต ว่าจะนำศาสตร์นี้ไปเพื่อช่วยเหลือผู้คน”
“ฉันรู้ว่าพวกเบสิคต่างนั้นพวกคุณจะรู้อยู่เเล้วในด้านเบสิคต่างๆ เเต่การผ่าตัดยากๆฉันจะให้คุณเป็นผู้ช่วย เเละสอนสิ่งต่างๆที่ควรทำในช่วงเวลาการผ่าตัดเเละการดูเเลผู้ป่วย รวมถึงหากฉันหรือพวกคุรรอดไปจนสิ้นสุดสงครามฉันจะสอนวิธีต่างๆในการวินิจฉัยโรคเเละวิธีรักษาให้เเก่พวกคุณด้วย เเต่ก่อนอื่นคือเราต้องช่วยกันดูเเละ ทหารเเละ ชาวบ้านพวกนี้ก่อนเร็วเข้า”
อีกฝากฝั่งนึงในกำเเพงทางด้านทิศตะวันออก คูเมืองฝั่งนี้ไม่ได้ลึกเท่าฝั่งตะวันตก ประจวบกับโดนหอคอยปืนใหญ่ยิงกดทำให้ทหารหงษา ประชิดกำเเพงเมืองได้พวดบันได เตรียมขึ้นยึดกำเเพงเมือง
“เร่งเอาน้ำมัน น้ำร้อนเทสาดลงไป ผลักบันไดลงไปอย่าให้พวกมันขึ้นมา หน่วยทะลวงฟันพวกมึงรีบขึ้นมาบนกำเเพงเร็วพวกมันเริ่มขึ้นกันมาได้เเล้ว” พระยาพิชัยรีบเร่งออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ด้านกำเเพงด้านทิศตะวันออกได้รบพุ่งกันเป้นพัลวัน ทั้งทหาฝ่ายพิษณุโลกเเลหงษาล้มตายกันอย่างมากมาย
“เร่งถมคูคลองเร็วเข้า บุกเข้าไป บุกเข้าไป” ปัง!
นายกองคนหนึ่งที่กำลังยืนควบคุมกำลังพลอยู่บนหลังได้ถูกนนท์ยิงตายไปทีละคนสองคน ทหารพอไร้หัวก็เริ่มสับสน การรบกินเวลาอยู่ถึงครึ่งวันสุดท้ายก้ไม่สามารถบุกเข้าเมืองพิษณุโลกได้ ไพร่พลทั้ง 2 ฝั่งเหนื่อยล้า หงษาเลยยกทัพกลับค่ายทำให้ทหารบนกำเเพงเมืองได้พักบ้าง ทั้งหมอทั้งทหารทำงานเป็นระวิง
“จัดเวรยามให้เรียบร้อยพาทหารบาดเจ็บไปรักษา ส่วนพวกที่ยังไหวให้อยู่ต่ออย่าพึ่งชะล่าใจหงษามาอีกเเน่”
“ขอรับท่านพระยา”
พระยาสุโขทัยได้สั่งการออกไป เเละยังรั้งรออยู่บนกำเเพงเผื่อหงษาจะบุกมาอีก
“นำคนบาดเจ็บสาหัสมานี่เร็วเข้า อดัมห้ามเลือดพวกเค้าเร็ว ล้างเเผลเเล้วเตรียมผ่าตัด”
ในกระโจมรักษาผู้ป่วยนั้นเข้าขั้นวุ่นวาย ทั้งเสียงปืนใหญ่เมื่อตอนเช้า เสียงโอดโอย เสียงอันทุกทรมาณสงครามมันโหดร้าย ทหารบางคนทนพิษบาดเเผลไม่ไหวก็สิ้นใจ เสียชีวิตไปก่อนได้รักษา ศพทหารที่เสียชีวิตคงได้เเต่รับนำไปจัดการ
“หากยังเป็นอย่างงี้ต่อไปต้องเเย่เเน่ๆกระโจมจะรับคนเจ็บได้ไม่พอเเล้ว ไหนจะมีทหารเพิ่มมาเรื่อยๆอีก อดัมไปบอกขุนนางที่ดูเเลว่าให้มาช่วยปลุกกระโจมเพิ่มอีกได้ไหม ”
“ได้ครับ คุณขวัญ”
ขวัญตาเหมือนกลายเป็นผู้นำอย่างช้าๆในกระโจมที่วัดจะนทร์ตะวันตกไปเสียเเล้ว จากฝีมือของเธอในด้านการรักษา เเละ การจัดการ
ขุนรัตนเเพทย์ ขุนนางหนุ่มผู้ที่มีฝีมือในการรักษาคนหนึ่ง ก็กำลังดูเเลทหารที่มาจากกำเเพงฝากฝั่งตะวันตกเช่นกัน ซึ่งวุ่นวายไม่น้อยไปกว่าฝั่ง วัดจันทร์ตะวันตกเลยทีเดียว
“ท่านขุน ขอรับ ได้มีมิสชันนารีชาวโปรตุเกสขอพบขอรับ”
ให้เข้ามาได้
“ท่านขุน”
“มีเหตุอันใดหรืออดัม”
“กระโจมไม่เพียงพอขอรับเเละต้องการไพร่ที่มีฝีมือไปช่วยพอสมควร เเม้จะมีกระผม สหายอีกสองคน เเละไพร่จำนวนหนึ่ง เเต่ก็ไม่เพียงพอต่อการรักษาทหารเเละชาวบ้านขอรับ”
"สหายอีกคนของเจ้าคือใครกัน ไม่ใช่มีเเค่ ฟราคงด์ หรอกหรือ"
“อีกคนเป็นเเม่หญิงขอรับ มีชื่อว่า ขวัญตา สามีนางนั้นเป็นทหารในสังกัด พันเเสงปราบพล”
“เป็นหญิงเเต่มีความสามารถ ช่างดียิ่ง สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีการเเบ่งเเยกเเล้ว ข้าจะให้ทหารไปช่วยปลูกกระโจมเพิ่มดูจากสถานการณ์เเล้วยังมีศึกอีกนาน พวกเจ้าน่าจะเหนื่อยอีกเยอะเลยหละ”
“หัวพันขอรับ ข้าคิดว่าช่วงโพล้เพล้หงษาอาจจะบุกเข้ามาอีก เพราะเหมือนฝั่งหงษาไม่ได้ใช้กำลังเยอะเพียงเเค่พยายามจะถามกำเเพงเเล้วเอาปืนใหญ่ยิงกด เหมือนจะเเค่พยายามหยั่งเชิงไม่ได้โถมเข้ามามากเท่าที่ควร”
"เเต่นี้คือการบุกตลอดหนึ่งเดือนของหงษาเหมือนเเค่ล้อมเมืองเเล้วไม่ได้โถมเข้ามาเท่าที่ควรเหมือนรออะไรอยู่ทั้งที่มีกำลังพลเกือบ 30 หมื่น "
ณ ค่ายหลวงหงสาวดี
“เหตุใดเจ้าจึงไม่จองถนนถมคูคลองให้เเล้วเสร็จ ลักไว้ทัมมู” เจ้าเหนือหัวเเห่งหงษาได้ตรัสถามเเด่ขุนศึกของพระองค์
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า เหมือนพิษณุโลกจะมีทหารที่มีความเเม่นยำในปืนไฟอย่างมากทำให้ทหารบนหอปืนใหญ่ไม่สามารถยิงกดกำเเพงเมืองได้ขอรับ ส่งขึ้นไปทั้งๆที่โล่ปกป้องเเต่ก็ตายตกลงมา”
“หากเป็นเช่นนั้นเจ้าจงนำปืนใหญ่ภาคพื้นที่ ยิงข้ามเข้าไปในกำเเพง เเลเตรียมไพร่พลให้พร้อมอาทิตย์อัศดงเมื่อใดเราจะเหยียบเข้ากำเเพงพิษณุโลก”
“เร่งส่งม้าเร็วไปหานรธาเมงสอ ให้เร่งยกกำลังพลลงมาเเล้วให้เข้าตีนครสวรรค์ตั้งเเต่เป็นทัพหน้ารอข้าให้ตีเอาเมืองพิษณุโลก เมื่อสิ้นหัวเมืองเหนือทั้งมวล อยุธยาก็จะสิ้นไร้ไม้ตอก”
ณ โถงว่าการศึกของเมืองพิษณุโลก
“หงสวดีเริ่มเข้าโจมตีเมืองอีกคราพระราชฤทธานนพหลภักดี เสบียงคลังของเรายังอยู่ได้อีกกี่เดือน” สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ได้สอบถามไปถึงปลัดเมืองผู้ดูเเลคลังเสบียง
“ประมาณ 1 เดือนเศษพะยะค่ะ”
“เห็นท่าจะไม่ดีเเล้ว พวกเจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร”
“เราสามารถยื้อจนกว่าทัพกรุงศรีอยุธยายกขึ้นมาช่วยได้พะยะค่ะ”
"เจ้าอย่าประเมินความสามารถของบาเยงนองต่ำไป หมื่นราชพิพัฒน์ บาเยงนองผู้นี้เป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถ สมัยเป็นขุนศึกเองก็เก่งกาจ ไหนจะมีขุนพลในมือมากมาย จำนวนทหารของเราก็มีไม่ถึง 1 ใน 5 ของกองทัพบาเยอนองด้วยซ้ำ ภายในคืนนี้อย่าได้ลดความระวังให้เตรียมพร้อมไว้พร้อมเวลา หากดูจากช่วงกลางวันเเล้วนั้น กองทัพหงษายังไม่ได้ใช้กำลังมากมายเพื่อโจมตีเมือง ระวังในช่วงราตรีให้ดี อย่าได้ลดความป้องกันเป็นอันขาด"
“พระพุทธเจ้าค่ะ”
ในบทสนธนาที่อดัมได้พูดกับขุนรัตนเเพทย์นั้น จะเป็นการพูดด้วยภาษาไทยเพราะชาวโปรตุเกสเริ่มเข้ามาค้าขายเเละมีบทบาทในสมัยพระไชยราชาธิราชเจ้า ซึ่งเป็นกษัตริย์ก่อนพระมหาจักรพรรดิ 2 รัชสมัย (ไม่นับขุนวรวงศาธิราช) แต่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสื่อกลาง
*ปกติจะใช้เป็นภาษาโปรตุเกส