โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ช่างฝีมือสาวเจ้าเสน่ห์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 ธ.ค. 2566 เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2566 เวลา 07.50 น. • มุกจันทรา
“เหวินชิงหลีคนอย่างเจ้าอยู่บนโลกคนก็รังเกียจ อยู่ในปรโลกผีก็รังเกียจ แม้แต่พญายมยังไม่กล้ารับเอาตัวเจ้าไว้ เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองน่าสมเพชหรือไม่…”

ข้อมูลเบื้องต้น

ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำโปรยปรายไม่หยุดหย่อน เหวินชิงหลีลืมตาตื่นด้วยความงงงวย ทั้งตัวเปียกโชกไปด้วยน้ำ นางกระพริบตาถี่เพื่อขับไล่หยาดน้ำออกจากดวงตา ฉับพลันตรงหน้าก็ปรากฎร่างบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ถึงแม้ใบหน้าได้ถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมสีดำ ทว่าไฝสีน้ำเงินเข้มตรงหางตาด้านซ้ายกลับฉายชัดเป็นพิเศษ
"แม้นเจ้าอยากตาย แต่ท่านพญายมคงไม่พร้อมจะอยากรับ"
น้ำเสียงที่ได้ยินบ่งบอกถึงอารมณ์โมโหกรุ่นโกรธ เหวินชิงหลีทำได้เพียงกระพริบตามองด้วยความงุนงง
"เหวินชิงหลี คนอย่างเจ้าอยู่บนโลกคนก็รังเกียจ อยู่ในปรโลกผีก็รังเกียจ แม้แต่พญายมยังไม่กล้ารับเอาตัวเจ้าไว้ เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองน่าสมเพชหรือไม่ เมื่อบ้านบรรพบุรุษไม่น่าอยู่สำหรับเจ้า เช่นนั้นข้าขอสงเคราะห์เจ้าไปอยู่เมืองหลิวหลินแทนก็แล้วกัน"
เป็นครั้งแรกที่ได้เปล่งวาจาทำร้ายนาง เต๋อหลางเยว่ช่างสะใจยิ่งนัก เหมือนความอดทนอดกลั้นทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมาในคราเดียว เหวินชิงหลีนิ่งสงบมองเขาด้วยสายตาเดียงสาไม่เข้าใจ
'สายตาเช่นนี้ นางเคยมีด้วยหรือ' ชั่ววูบหนึ่งคำถามนี้ผุดขึ้นในใจของเต๋อหลางเยว่ ก่อนชายหนุ่มค่อยๆหมุนตัวแล้วเดินจากไป
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป ขบวนพลส่งตัวเหวินชิงหลีก็เดินทางมาถึง นางถูกหามขึ้นเกี้ยวด้วยความมึนงงพร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา
"ข้าเคยได้ยินมาเหมือนกันว่านางคือหญิงโง่ แต่ไม่คิดว่านางจะโง่ถึงเพียงนี้"
"ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายแต่ไม่ตาย ข้าว่านางแกล้งทำซะมากกว่า"
"เรียกร้องความสนใจล่ะสิไม่ว่า นางทำแบบนี้มากี่หนแล้ว"
"เมืองหลิวหลิน เฮอะ!แม้แต่กระต่ายยังไม่อยากจะอึใส่ด้วยซ้ำ"
เสียงพูดคุยกระทบโสตประสาทดังเป็นระยะๆ ตลอดการเดินทาง

*********************************

เรื่องช่างฝีมือสาวเจ้าเสน่ห์ ในการดำเนินเนื้อเรื่องมีทั้งการอ้างอิงสถานที่จริงในปัจจุบันและสถานที่ในจินตนาการของผู้เขียนเมื่อย้อนไปในโลกอดีต ส่วนเหตุการณ์ต่างๆล้วนมาจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งสิ้นไม่อ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆนะคะ
น้องเป็นนักเขียนใหม่อาจยังไม่ชินกับการใช้ระบบ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้????

โลกใบใหม่ของเหวินชิงหลี

ปลายฤดูหนาว… เหมยฮวาสองต้นหน้ากระท่อมหลังน้อยผลิดอกบานสะพรั่งท้าทายแสงอาทิตย์ยามสาย ใต้ต้นเหมยฮวามีม้านั่งหินตัวเล็กกับโต๊ะหินทรงกลมไว้นั่งพักผ่อน ยามสายวันนี้เหวินชิงหลีขมักเขม้นกับการจัดเรียงชาดอกเก๊กฮวยใส่กระจาด แก้มสีขาวนวลมีสีเลือดฝาดเพราะทำงานตั้งแต่เช้ามืดยันสาย

"ท่านแม่ ข้าจะช่วยท่านเรียงดอกไม้" ไม่พูดเปล่า มือเล็กอ้วนกลมขมีขมันหยิบดอกเก๊กฮวยวางในกระจาดเป็นระเบียบเรียบร้อยเบามือ

"เฟิงเกอของแม่น่ารักจริงๆ" นางเอ่ยปากชมลูกชายตัวน้อย ทำให้ซาลาเปาก้อนกลมปริ่มยิ้มไม่หุบ

"คุณหนูรอง คุณชาย เกี๊ยวไส้หมูทำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ" เสียงของเปาจู๋ดังมาจากหน้าประตูบ้าน เนื่องด้วยพวกนางต้องทำงานหนักทั้งวัน นอกจากกับข้าวมื้อหลักแล้ว เหวินชิงหลียังให้เปาจู๋ทำอาหารว่างระหว่างวันเพื่อเพิ่มพลังงานไว้ด้วย

"เปาจู๋พาเฟิงเกอไปกินก่อนเถอะ ตากชาเสร็จแล้วประเดี๋ยวข้าตามไป" นางร้องบอกเปาจู๋พลางดันหลังลูกชายให้เข้าบ้าน สี่ปีแล้วกับการอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ ที่แห่งความล้าหลัง ที่ที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ที่ที่ผู้หญิงไร้ซึ่งอิสรภาพ นางมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของลูกชายทำให้นึกถึงคราแรกครั้งทะลุมิติมายังดินแดนแห่งนี้

โลกในอดีตของนาง เมื่อปี ค.ศ. 2023 เหวินชิงหลีเป็นถึงทายาทเจ้าของบริษัทผลิตและส่งออกเซรามิกรายใหญ่แห่งเมืองหนานชาง ก่อนทะลุมิติมานางได้ศึกษาดูงานนวัตกรรมการหลอมแร่ทองแดงที่นครดูไบ ขากลับ..ก่อนเครื่องบินจะถึงสนามบินนานาชาติ หนาน ฉาง ฉางเป่ยเพียง 45 นาที ตามเสียงประกาศของลูกเรือประจำเครื่องบิน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพายุฝนเป็นเหตุทำให้เครื่องยนต์เกิดความขัดข้อง เหวินชิงหลีจำได้แม่นยำชั่วขณะนั้นนางปวดหู หูอื้อ ปวดหัวจนแทบจะระเบิด ก่อนจะหมดสติไปแล้วฟื้นขึ้นใหม่ในร่างคุณหนูรองคนนี้ที่ชื่อแซ่เดียวกัน มิหนำซ้ำยังเจอผู้ชายปากร้ายแถมยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี

แววตาล้ำลึกประดุจดอกม่านถัวหลัวคู่นั้นนางคงจดจำได้ขึ้นใจ วาจาที่ใช้ทิ่มแทงนางประดุจคมหอกคมดาบคงก้องกังวานอยู่ในหู

"แม้นเจ้าอยากตาย แต่ท่านพญายมคงไม่พร้อมจะอยากรับ" เห็นจะเป็นเช่นนั้นจริงนางเย้ยหยันตัวเองในใจ เกิดมายี่สิบหนาวก็หนนี้ที่เหวินชิงหลีรู้สึกว่าตัวเองลำบากลำเค็ญจริงๆ ข้าวสารกรอกหม้อหนึ่งกระสอบ กระท่อมหลังเล็กๆ หนึ่งหลัง พร้อมกับเด็กในท้องที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชายปากร้ายผู้นั้นอีกหนึ่งคน เงินทองติดตัวสักอีแปะยังไม่มี โชคดีที่จวนราชเลขายังพอมีน้ำใจอยู่บ้างส่งเปาจู๋สาวใช้จากบ้านเดิมมาให้นาง

ด้วยอายุเจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงเด็กสาววัยปักปิ่น กว่าเหวินชิงหลีจะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก็ปาเข้าไปเดือนที่สามด้วยอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง ยารักษาโรคกระเพาะในกระเป๋าคาดอกที่ทะลุมิติติดตัวมาก็ไม่อาจเยียวยารักษาได้จำใจต้องเดินทางไปหาหมอ ซึ่งค่ารักษานางเสี่ยงดวงแลกกับยาพาราเซตามอลที่นางอวดอ้างสรรพคุณว่ามันคือยาวิเศษ อีกทั้งหาได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้ โชคดีที่โรงหมอมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทำให้นางสามารถพิสูจน์สรรพคุณยาวิเศษของนางได้จริง

ย้อนความคิดกลับไปยิ่งพาให้ใจหดหู่ ไม่รู้เพราะชาตินี้บาปหนาหรือโชคชะตาเล่นตลก เหวินชิงหลีแพ้ท้องตั้งแต่อายุครรภ์เพียงสามเดือนจนกระทั่งนางคลอด งานหนักทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นภาระของเปาจู๋ หาบน้ำ ผ่าฟืน ซักผ้า เปาจู๋อาสาทำเองทั้งหมด นอกจากเฟิงเกอแล้วเปาจู๋เปรียบเสมือนญาติอีกคนที่นางเหลืออยู่จริงๆ มาถึงเมืองหลิวหลินวันแรก นอกจากข้าวสารกับเกลือที่จวนราชเลขาให้มาแล้ว สิ่งของต่างๆ สองดรุณีน้อยล้วนจัดหากันเองตามยถากรรม กับข้าวมื้อแรกที่เมืองหลิวหลินทำเอาเปาจู๋แทบอ้วก

"อาหารจานนี้เรียกว่ารถด่วน อร่อยมากเลยนะเปาจู๋เจ้ายังไม่เคยชิมละสิ" เหวินชิงหลีโฆษณาสรรพคุณของอาหารตรงหน้ากับเปาจู๋ด้วยใบหน้าแจ่มใสทั้งที่ในใจแอบหลั่งน้ำตา ด้วยไม่รู้จะกินอะไรนางจึงนึกถึงด้วงกอไผ่หลังบ้านเก็บเอามาคั่วเกลือกินกับข้าวประทังชีวิต ไม่นึกไม่ฝันว่าสารคดีเกี่ยวกับอาหารในป่าที่นางชอบดูในชาติที่แล้วจะช่วยชีวิตนางไว้ได้ในชาตินี้

"ข้าต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้แน่" เหวินชิงหลีเฝ้าบอกตัวเอง ก่อนยื่นมือเรียวสวยวางดอกเก๊กฮวยดอกสุดท้ายลงในกระจาด แล้วตามเปาจู๋กับเฟิงเกอเข้าบ้านไป

ยามอู่สองเค่อ ขณะเหวินชิงหลีกำลังเอนกายพักผ่อนข้างๆ ฟูกเล็กบนเตียงเตาที่มีเจ้าซาลาเปาน้อยก้อนกลมนอนหลับปุ๋ยอยู่นั้น หูพลันได้ยินเสียงตีฆ้องร้องป่าว เสียงปี่ เสียงกลอง ดังแว่วมาเป็นระยะๆ เหวินชิงหลีลุกขึ้นเดินมาที่ประตู ก็เห็นเปาจู๋กำลังเดินมาหานางเช่นกัน

"คุณหนูรองจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ" เปาจู๋เอ่ยถาม

"ข้าว่าจะเดินออกมาดูเสียหน่อย ว่าเป็นขบวนงานแต่งลูกสาวบ้านใด" เหวินชิงหลีบอกตามที่สงสัยสีหน้าเปาจู๋ดูตกใจปนเศร้าสลด กระทั่งนางทนไม่ไหวจำต้องส่งสายตาคาดคั้น

"คือว่า..เป็นขบวนแห่ต้อนรับนายท่านกับแม่ทัพจ้าน พวกเขาเดินทางกลับจากการเจรจาสงบศึกเมืองตงหยางอยู่ประตูวั่งซูเจ้าค่ะ" เปาจู๋ตอบเหวินชิงหลีเสียงอ่อยเพราะกลัวนางเสียใจ

กว่าสี่ปีที่ผ่านมาจากตำแหน่งราชเลขาสู่ตำแหน่งราชมนตรี เต๋อหลางเยว่ดูประสบความสำเร็จในกิจการงานและมีอำนาจบารมีเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน ขณะภรรยาเอกเยี่ยงนางต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อเลี้ยงดูเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา เหวินชิงหลีให้สัตย์ปฏิญาณกับตัวเอง ต่อให้ลำบากจนตัวตายนับจากนี้ไปไม่ขอยุ่งเกี่ยวจวนราชมนตรี

"เปาจู๋เจ้าช่างขี้กังวลเกินไปแล้ว" นางเย้าแหย่เปาจู๋

"คุณหนูรองจะไม่บอกนายท่านเรื่องคุณชายแน่หรือเจ้าคะ" เปาจู๋ยังแอบหวังหากนายท่านรู้เรื่องคุณชายแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกนางจะต้องดีกว่านี้แน่

"เปาจู๋กว่าสี่ปีที่ผ่านมานายท่านที่เจ้าว่าเคยห่วงใยเราบ้างหรือไม่ กว่าสี่ปีที่ผ่านมาแม้ข้าวสักเม็ดเราได้รับความเมตตาจากเขาบ้างหรือไม่ กว่าสี่ปีที่ผ่านมาข้าว่าเขาคงลืมไปแล้วว่ามีภรรยาเช่นข้าอยู่ตรงนี้ นับแต่นี้ต่อไปแม้นต้องลำบากแสนเข็ญแค่ไหนข้าจะไม่ร้องขอต่อจวนราชมนตรี" น้ำเสียงไม่ดังมากแต่ทว่าแฝงไปด้วยความยืนกรานเด็ดเดี่ยว เปาจู๋น้ำตาคลอเบ้าไหลทะลักล้นอาบสองแก้ม

ตั้งแต่เมื่อไหร่..ที่คุณหนูรองคนนี้ได้เปลี่ยนไป ตั้งแต่เมื่อไหร่..จากคนที่นางไม่เคยอยากเข้าใกล้กลับต้องถวายทั้งตัวและหัวใจให้หมดในวันนี้ เหวินชิงหลีคนก่อนรักสบายเป็นที่สุด ละโมบโลภมากเป็นที่สุด โง่เขลาเบาปัญญาร้ายกาจที่สุด ความยากลำบากในเมืองหลิวหลินคงหล่อหลอมนางให้เป็นเช่นนี้กระมัง นางโยนทิ้งไปแม้กระทั่งความทรงจำเดิมทั้งหมดที่เคยมีมา เปาจู๋ตรึกตรองเรื่องราวพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เปื้อนบนใบหน้า

แสงแดดเจิดจ้าในฤดูหนาว แม้จะดูร้อนแรงแต่ก็ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น เหวินชิงหลีเอนกายพิงหมอนอิงอ่านหนังสือเรื่องชายเลี้ยงไก่กับลูกชายคนเล็กเงียบๆ เมื่อตื่นจากการงีบหลับหลังอาหารมื้อกลางวันของวันนี้

"อาลี่ อาลี่อยู่หรือไม่" เสียงของจางโม่โฉวร้องเรียกดังมาจากหน้าประตูใหญ่

จางโม่โฉวเป็นภรรยาของจางชุน หลงจู๊ร้านน้ำชาที่เหวินชิงหลีส่งชาเก๊กฮวยให้ในตลอดฤดูหนาว ส่วนอาลี่ที่นางเรียกหาก็คือเหวินชิงหลีเองนั่นแหละ ในเมืองหลิวหลินผู้คนรู้จักนางในนามของลี่จิ่น นางจะบอกทุกคนตามชื่อเล่นที่แม่ของนางตั้งให้เมื่อชาติที่แล้ว คนหมู่บ้านนี้จึงเรียกขานนางว่าแม่นางลี่ แม้กระทั่งลูกชายนางยังให้ชื่อว่าลี่ชิงเฟิง

เหวินชิงหลีแหงนมองกาน้ำหยด ซึ่งบอกเวลาว่าเป็นยามเซินสี่เค่อ

"มาแล้วๆ"

เปาจู๋กำลังเล่นสนุกกับเฟิงเกอตรงลานหน้าบ้านรีบวิ่งไปเปิดประตูทันที เพราะจำได้ว่าเป็นเสียงของภรรยาหลงจู๊จาง

"ท่านป้าจางได้อะไรมาอีกแล้ว" น้ำเสียงใสร้องทักทายจางโม่โฉว

"ได้พุทราเชื่อมมาให้เฟิงเกอของเราน่ะสิ เฟิงเกอชอบหรือไม่" นางทักทายตอบเจ้าซาลาเปาน้อย

"ขอบคุณท่านป้าจาง" เด็กน้อยกล่าวขอบคุณจางโม่โฉวตามที่ท่านแม่ได้สอนไว้ พร้อมรอยยิ้มดีใจจนตาหยี

จางโม่โฉวส่งถาดพุทราเชื่อมให้เปาจู๋ ก่อนเดินเข้าไปในบ้าน

"อาลี่กำลังยุ่งอยู่หรือไม่" จางโม่โฉวทักทายก่อนเข้าเรื่อง

"จางฮูหยินมาหาข้ามีธุระด่วนอะไรหรือ" เหวินชิงหลีอดแปลกใจไม่ได้ เพราะชาดอกเก๊กฮวยนางเพิ่งส่งร้านไปเมื่อวานนี้มิใช่หรือ

"อาลี่ยังจำรูปปั้นที่เจ้าให้ข้าตั้งประดับร้านได้หรือไม่"จางโม่โฉวสบโอกาสถามต่อทันที ขณะเดียวกันเปาจู๋เดินยกถาดกาน้ำชาเข้ามารินส่งให้นางพอดี จางโม่โฉวยกขึ้นจิบพร้อมตั้งหน้าตั้งตารอคำตอบ

"หากจางฮูหยินไม่พูดถึงข้าเองก็เกือบลืมมันไปเสียแล้ว ฮูหยินถามทำไมหรือ" เหวินชิงหลีพูดพร้อมรอยยิ้ม พลางนึกถึงรูปปั้นของอดัมกับอีฟในสวนเอเดน ที่นางปั้นขึ้นจากดินสีขาวในฤดูใบไม้ผลิของปีก่อน ซึ่งแรงบันดาลใจนี้มาจากเฟิงเกอน้อยของนาง เพราะลูกจึงทำให้นางต้องการชีวิตใหม่ อดัมกับอีฟคือความหมายของการมีตัวตนอยู่ของนาง นางจึงถือโอกาสปั้นรูปปั้นนี้เพื่ออวยพรให้กับตัวเอง

ลักษณะเด่นของมันจะเน้นความโค้งมนตามแบบศิลปะของกรีกโรมันเป็นหลัก เน้นลงสีพู่กันด้วยสีเขียวอ่อนและสีขาวอมชมพูแบบสวยหวาน ขนาดของมันกว้างยาวด้านละห้าชุ่น นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นกามเทพน้อยแผลงศรสีขาวอีกสองตัวที่มีขนาดเท่ากัน

จางโม่โฉวรีบวางถ้วยชาลง ก่อนจะกุมมือเหวินชิงหลีแล้วพูดด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น "ก็มื้อกลางวันวันนี้น่ะสิ มีคนจากเมืองหลวงมานั่งจิบชาในร้านของข้าแล้วเกิดสนใจรูปปั้นของอาลี่ขึ้นมา บอกว่าแปลกตาดีไม่เคยพบเห็นที่ไหน จึงขอซื้อรูปปั้นพวกนี้จากพี่จางของเจ้า"

จางโม่โฉวทำตาโตเขย่ามือเหวินชิงหลีแล้วรีบพูดต่อ "อาลี่เจ้าลองทายซิว่าเขาให้ราคามาเท่าไหร่" เมื่อพูดถึงราคาจางโม่โฉวยิ่งตาโตเข้าไปใหญ่ เหวินชิงหลีแอบขำในท่าทีของนาง เรื่องเงินทองจำเป็นมากสำหรับเหวินชิงหลีก็จริง แต่ทว่าตอนนี้นางรู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตกำลังดีขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะอดบ้างอิ่มบ้างก็ตาม ตอนนี้เหวินชิงหลีมีเงินเก็บสำหรับลงทุนเพื่ออนาคตของเฟิงเกอไว้แล้วหนึ่งก้อน จากการขายยาพาราเซตามอลให้กับคนรวยในเมืองหลิวหลินจำนวนสามสิบเม็ด จากทั้งหมดห้าสิบห้าเม็ด นอกจากนี้เหวินชิงหลียังมียาไอบูโพรเฟนอีกจำนวนสิบสองเม็ดที่พกติดตัวตลอดเวลา เพราะชาติที่แล้วเหวินชิงหลีต้องใช้ยานี้เมื่อมีอาการปวดประจำเดือน โชคดีชาตินี้ร่างกายที่รับมายังไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนแม้สักครั้ง ดังนั้นยาไอบูโพรเฟนจึงไม่จำเป็นต้องใช้

"ข้าจะทายถูกได้อย่างไรกันเล่าสู้จางฮูหยินบอกข้ามาเลยจะดีกว่า" เหวินชิงหลีเย้านาง

"ห้าสิบตำลึง ห้าสิบตำลึงเลยนะอาลี่" จางโม่โฉวยกมือขึ้นห้านิ้วพูดปนหัวเราะ

"แล้วหลงจู๊จางว่าอย่างไรบ้าง" เหวินชิงหลีส่งยิ้มถามกลับ

"ก็รอข้ามาบอกเจ้านี่ไง เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง จริงๆแล้วข้าเองก็ไม่ได้ขัดสนเงินทอง จะไม่ขายก็ได้แต่ติดตรงที่คนซื้อเป็นถึงเจ้านายจากเมืองใหญ่ ข้าเลยต้องบากหน้ามาขอความคิดเห็นจากเจ้านี่ล่ะ" นางพูดกังวล

"จางฮูหยินให้เขาไปเถอะ ประเดี๋ยวที่ร้านข้าจะทำให้ใหม่"

แรกพบสามีปากร้าย

แสงแรกแห่งรุ่งอรุณ สาดส่องทอประกายผ่านหมู่มวลหิมะที่ลอยละลิ่วโปรยปรายลงจากฟากฟ้า ขับให้ต้นเหมยฮวาบริเวณเนินเขาสะท้อนแสงสีขาวระยิบระยับประดุจก้อนเพชร แม่ทัพหนุ่มผู้หล่อเหลานั่งอยู่บนหลังม้าหน้าจวนที่ว่าการอำเภอกำลังรอทหารคนสนิท เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อเสียงฝีเท้าดังกรับๆวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
"ท่านแม่ทัพรอนานหรือไม่" น้ำเสียงทุ้มของตงเหอ เอ่ยถามผู้เป็นนาย
"ไม่นานมาก ข้าเพิ่งตระเตรียมข้าวของเสร็จ แล้วธุระที่ให้ไปทำสำเร็จหรือไม่" จ้านเฟยหลงตรงเข้าประเด็น
"เรียบร้อยขอรับ หลงจู๊จางบอกว่าผู้ที่ปั้นรูปปั้นนี้เป็นหญิงหม้ายสกุลลี่นามว่าลี่จิ่น หากต้องการติดต่อนางหลงจู๊จางบอกว่าสามารถนัดหมายให้ได้ขอรับ" ตงเหอรายงาน
"ดี หากองค์ไทเฮาชื่นชอบ เราค่อยกลับมาหานางก็แล้วกัน" พูดจบก็กระตุกบังเหียนม้า พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง

ส่วนอีกฟากหนึ่งของเมืองหลิวหลิน ยังมีราชมนตรีหนุ่มอีกคนนั่งอยู่บนหลังม้าสีหมอก เดินฝ่าหิมะวนไปเวียนมาหน้าประตูบ้านของเหวินชิงหลี ชายหนุ่มยังคิดไม่ตกว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่านางจะใช้มารยาดึงรั้งเขาไว้ ในใจจึงกล้าๆกลัวๆ
เมื่อสี่ปีก่อน เต๋อหลางเยว่กับเหวินชิงหลีมีสัมพันธ์ทางกายกลับมิได้เกิดจากความรัก แต่เป็นเพราะความอิจฉาริษยาของเหวินหลิวหลีต่างหาก ที่ทำให้เต๋อหลางเยว่กับเหวินชิงหลีมีสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกอย่างล้วนเกิดจากยากระตุ้นกามารมณ์ในโถกำยาน ซึ่งเหวินหลิวหลีบงการให้ซวงซวงสาวใช้เป็นคนจุด เต๋อหลางเยว่ชายหนุ่มอายุสิบเก้า กำลังคลั่งไคล้เหวินหลิวหลีหญิงสาวอายุสิบเจ็ด

วันนั้นในจวนราชเลขา เต๋อฮูหยินจินเยว่จัดงานฉลองการรับตำแหน่งให้แก่ลูกชาย แต่ดันเกิดเรื่องอับอายขายขี้หน้า เมื่อในงานซวงซวงบอกกับเหวินชิงหลีว่าจวิ้นอ๋องพระคู่หมายรอนางอยู่ที่เรือนชมจันทร์ แต่พอไปถึงกลับกลายเป็นราชเลขาใหม่ ใบหน้าแดงซ่านเพราะเมากลิ่นกำยานอยู่ ยากระตุ้นกามารมณ์ตัวนี้ร้ายแรงเอาการ ทันทีที่ไปถึงราชเลขาก็โผเข้าหานางทั้งที่ยังไม่ตั้งตัว เหวินชิงหลีต่อต้านอย่างหนัก หากต้องพ่ายแพ้ให้กับฤทธิ์ยาและพละกำลังของบุรุษ แล้วที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่า คือนางกลับกลายเป็นผู้ร้ายทำเสน่ห์วางยาผู้ชายเสียอย่างนั้น นี่มันยุติธรรมกับนางแล้วอย่างนั้นหรือ

เมื่อต้องถอนหมั้นจวิ้นอ๋องแล้วแต่งเข้าจวนราชเลขา เหวินชิงหลีหวังเพียงว่า จะได้รับความเอาใจใส่จากชายผู้เป็นสามี กลับกันเต๋อหลางเยว่ไม่เหลียวแลนางแม้สักนิด เพียงเพราะคิดว่านางเป็นต้นเหตุให้ตนพลัดพรากจากเหวินหลิวหลี เต๋อหลางเยว่บีบคั้นนางครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าทำแบบนี้ด้วยเหตุใด

"เต๋อหลางเยว่ ข้าไม่เคยวางยาทำร้ายท่าน ที่ข้าเดินเข้าไปหาท่านในวันนั้น เพราะคิดว่าท่านเป็นจวิ้นอ๋องเพราะเหตุใดท่านถึงไม่ยอมเชื่อใจข้า" นางตะโกนใส่หน้าชายหนุ่มด้วยอารมณ์โกรธเคือง

"เรื่องที่คุณหนูรองแอบชอบท่านราชเลขาซวงซวงรู้มานานแล้ว ที่คุณหนูรองทำไปก็เพราะมีใจให้กับท่านท่านอย่าโกรธคุณหนูรองเลยนะเจ้าคะ" เต๋อหลางเยว่นึกถึงน้ำเสียงที่ซวงซวงอ้อนวอน

"เรื่องระหว่างเราคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ที่น้องรองทำไปก็เพราะแอบชื่นชอบท่านมานาน หลิวหลีหวังว่าพี่หลางเยว่จะทำดีกับนางให้มากนะ" น้ำเสียงอ่อนหวานดังก้องในหู
"เรื่องที่เหวินชิงหลีชอบเจ้า พวกเราสกุลเหวินรับรู้ดี แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะนางถูกหมั้นหมายให้กับจวิ้นอ๋อง
แต่วันนี้นางเป็นของเจ้าแล้ว สกุลเหวินของเราฝากเจ้าดูแลนางด้วย" นี่คือสิ่งที่เสนาบดีเหวิน เหวินกั๋วได้พูดกับเขาก่อนวันส่งเกี้ยวมารับเหวินชิงหลี

เต๋อหลางเยว่คงคิดไม่ถึง ว่านี่คือแผนการของคนสกุลเหวิน พวกเขาหวังให้ลูกรักที่เกิดจากภรรยารองอย่างเหวินหลิวหลี เกี่ยวดองจวนจวิ้นอ๋องแทนเหวินชิงหลีบุตรของภรรยาเอก

ด้านเหวินชิงหลี เมื่อผู้เป็นสามีไม่เอาใจใส่ นางจึงเอาแต่ใจและอาละวาดอย่างหนัก จนเต๋อฮูหยินทนไม่ไหว ส่งนางไปยังบ้านบรรพบุรุษ ต่อให้อยู่ในที่ที่ลำบากมีหรือคนอย่างเหวินชิงหลีจะยอมลดราวาศอก นางทุบตีสาวใช้ทุกวัน ข่มขู่จวนราชเลขาว่าขอแขวนคอตาย สุดท้ายเป็นเพียงการข่มขู่เท่านั้น ล่าสุดนางส่งจดหมายหาชายผู้เป็นสามี ขอร่วมงานมงคลของเหวินหลิวหลีที่จวิ้นอ๋องแต่งนางเป็นพระสนม หากชายหนุ่มไม่รับปากนางขอดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย

ทว่านางก็ดื่มเข้าไปแล้วจริงๆ เพียงแต่สวรรค์เล่นตลกสลับวิญญาณของเหวินชิงหลีอีกคนมาเข้าร่างแทน
เหตุนี้ทำให้ผู้คนต่างเข้าใจผิด คิดว่านางคงเล่นตลกอีกแล้วกระมัง ชื่อเสียงเลื่องลือด้านความร้ายกาจของเหวินชิงหลี ทำเต๋อหลางเยว่ทนไม่ไหว จำต้องส่งนางไปยังเมืองหลิวหลินแทน

‘หากเข้าไปตอนนี้นางจะอาละวาดหรือไม่นะ’ เต๋อหลางเยว่คิดหนัก แต่ไหนๆ ได้มาถึงที่นี่แล้ว ชายหนุ่มตัดสินใจขอเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน เต๋อหลางเยว่กระโดดลงจากหลังม้า แล้วผูกมันไว้ตรงประตูใหญ่นอกเรือน ก่อนผลักประตูไม้เข้าไป
ด้านหลังประตูบานใหญ่ ตรงทางเดินทอดยาวออกไปจรดหน้าเรือนหลังเล็ก มีแปลงดอกเก๊กฮวยสีเหลืองนวลปลูกเรียงรายจนทั่ว เริ่มจากบริเวณทางเข้ากระทั่งถึงหน้าเรือนดอกไม้ออกดอกชูช่อบานสะพรั่งส่งกลิ่นตลบอบอวล ภาพตรงหน้า ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจไม่น้อย

‘นี่เป็นฝีมือของนางจริงหรือ’ ชายหนุ่มครุ่นคิด สายตาจับจ้องยังต้นเหมยฮวาหน้าเรือน หญิงสาวนางหนึ่งแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนสาบทับขวาใบหน้าหมดจดงดงาม ดูเหมือนนางกำลังจดจ่อทำอะไรสักอย่างบนม้านั่งหินใต้ต้นไม้ ที่บนกิ่งเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาว

ดั่งต้องมนต์สะกด ชายหนุ่มไม่อาจละสายตาจากภาพที่เห็นตรงหน้าได้เลยจริงๆ เสมือนธรรมชาติหลอมรวมนางไว้ ให้ดูกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ราวกับถูกรังสรรค์ปั้นแต่งด้วยฝีมือของจิตรกรชั้นยอด ชายหนุ่มอดรนทนไม่ไหวค่อยๆ ก้าวเดินไปทีละก้าว..

ใต้ต้นเหมยฮวา…เหวินชิงหลีกุลีกุจอจัดต้นเก๊กฮวยที่เพิ่งตัดใส่ลงในตะกร้า ฉับพลันนางรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องมาที่นาง ด้วยสัญชาตญาณหญิงสาวรีบเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือน
แปลกจริง เวลาสี่ปีกว่าๆ เกือบห้าปี นอกจากจางโม่โฉวกับคนงานที่นางว่าจ้างให้ทำแปลงดอกเก๊กฮวยช่วงก่อนเข้าฤดูหนาวแล้ว เหวินชิงหลีไม่เคยให้ใครเข้ามาในบ้านวันนี้กลับมีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาเสียได้ มิหนำซ้ำยังเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอาการ หากเปรียบเหล่าดาราที่เคยพบพานมาก่อนในโลกอดีต เรื่องความงามนั้นมีหรือจะเทียบชั้นชายหนุ่มตรงหน้าได้ สวรรค์ทรงเมตตาประทานเทพบุตรมาให้นางแล้วจริงๆ
"คุณชายเข้ามาในเรือนข้า ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับข้าอย่างนั้นหรือ" นางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
"แกล้งจำข้าไม่ได้ เพื่อเรียกร้องความสนใจอย่างนั้นหรือ" ชายหนุ่มกระตุกมุมปาก กล่าวด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม
น้ำเสียงร้ายกาจวาจาบาดหูเช่นนี้ช่างคุ้นหูนางยิ่งนัก เหวินชิงหลีหวนนึกถึงครั้งแรกตอนฟื้นขึ้นมาในบ้านบรรพบุรุษ 'เหวินชิงหลี คนอย่างเจ้าอยู่บนโลกคนก็รังเกียจ อยู่ในปรโลกผีก็รังเกียจ แม้แต่พญายมยังไม่กล้ารับเอาตัวเจ้าไว้ เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองน่าสมเพชหรือไม่ เมื่อบ้านบรรพบุรุษไม่น่าอยู่สำหรับเจ้า เช่นนั้นข้าขอสงเคราะห์เจ้าไปอยู่เมืองหลิวหลินแทนก็แล้วกัน' ใช่แล้วนี่คือเสียงเขาล่ะ เต๋อหลางเยว่ราชมนตรีหนุ่มสามีปากร้ายของนาง ภาพไฝสีน้ำเงินเข้มตรงหางตาด้านซ้ายเริ่มฉายชัดขึ้นมาในหัว

'เป็นเขาจริงๆ ด้วย' ครั้นนึกขึ้นได้ นางแทบอยากเอาหน้ามุดแทรกแผ่นดินหนี นางแอบผิดหวังลึกๆ ที่เห็นกงจักรว่าเป็นดอกบัว เห็นคนชั่วเป็นเทพบุตรเสียได้ เหวินชิงหลีใจดีสู้เสือ นางระบายยิ้มมุมปากก่อนกล่าวกับชายหนุ่ม
"แล้วใต้เท้าราชมนตรีนึกสนใจข้าภรรยาบ้างหรือไม่" นางเน้นหนักตรงคำว่าสนใจเป็นพิเศษ
"เจ้ามีอะไรคู่ควรให้ข้าสนใจอย่างนั้นหรือ" เต๋อหลางเยว่คงเปล่งวาจาเย็นชาไร้เยื่อใย ทั้งที่ในใจแอบรู้สึกผิดอยู่บ้างที่เวลาเกือบห้าปีมานี้ เขาไม่เคยมาดูดำดูดีนางเลย

เหวินชิงหลีกระตุกยิ้มมุมปากทีหนึ่ง ก่อนเอื้อนเอ่ยออกไป "ขออภัยใต้เท้าราชมนตรี หากข้าภรรยาเข้าใจท่าทีของท่านผิด ใต้เท้าดั้นด้นมาถึงนี่ มีธุระอะไรกับข้าภรรยาเช่นนั้นหรือ" นางพูดเหน็บแนมด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ใบหน้าคงระบายยิ้ม ทั้งที่หัวใจตอนนี้ร้อนรนยิ่งกว่าเปลวเพลิง นางกลัวเหลือเกินกลัวเปาจู๋พาเฟิงเกอเข้าบ้านมาตอนนี้ หากเป็นเช่นนั้นจริงนางจะอธิบายกับเขาเช่นไร
เต๋อหลางเยว่อดแปลกใจไม่ได้ เหวินชิงหลีพูดจายียวนแต่ทุกถ้อยคำ ล้วนเป็นคำพูดที่ชาญฉลาด ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยๆ ก็แววตาของนาง เมื่อก่อนเปลวอัคคียังร้อนแรงสู้สายตานางไม่ได้ วันนี้เปลี่ยนไป ราวกับสายน้ำใต้ท้องทะเลลึก ต่อให้อยากค้นหาก็คาดเดาไม่ถูก นึกถึงครั้งอยู่บ้านบรรพบุรุษ นางรบเร้าให้เขารับนางกลับจวน ตอนนี้กลับเฉยชาได้ถึงเพียงนั้น นางคงทำใจได้แล้วกระมัง คิดดังนี้เต๋อหลางเยว่รู้สึกฝาดเฝื่อนในลำคอ
"จะไม่เชิญข้าเข้าบ้านหน่อยหรือ" ชายหนุ่มตัดบทเพราะไม่รู้จะตอบนางเช่นไร
"เชิญใต้เท้า" เหวินชิงหลีส่งยิ้มพร้อมผายมือ
เต๋อหลางเยว่นั่งรอหญิงสาวขณะขอตัวไปชงชา เขารู้สึกเพลิดเพลินสบายตา กับสิ่งของเครื่องใช้ที่นางจัดวางภายในบ้าน ก่อนสังเกตเห็นว่า ในนั้นไม่มีสิ่งของชิ้นใดเป็นของจวนราชมนตรี เต๋อหลางเยว่กำหมัดแน่นจนได้ยินเสียงดังกร๊อบ
"ขายแม้กระทั่งเครื่องใช้ที่จวนราชมนตรีส่งมา เจ้าใจกล้าเกินไปแล้ว" ชายหนุ่มบดฟันจนเส้นเลือดข้างลำคอปูดโปน หากคนจิตใจไม่เข้มแข็งพบเห็นใบหน้าของชายหนุ่มในยามนี้คงลมแทบจับ
เรื่องเหวินชิงหลีขายเครื่องเรือนเครื่องใช้ เต๋อหลางเยว่ได้รับรายงานจากเซียงเถาบ่าวรับใช้ของเต๋อฮูหยินมาสักพักแล้ว ว่าของถูกขายในตลาดอันฉี เต๋อหลางเยว่ส่งหวังจิ้งองครักษ์คนสนิทไปตรวจสอบ ก็เห็นว่าเป็นของจริง เพียงแต่ไม่ยอมปักใจเชื่อ กระทั่งได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ชายหนุ่มจึงรู้สึกเดือดดาล
วินาทีนั้นเหวินชิงหลียกกาน้ำชาเข้ามาพอดี นางสัมผัสได้ถึงอารมณ์คุกรุ่นเหมือนคลื่นพายุกำลังก่อตัว ตามสัญชาตญานของสายลับที่ถูกฝึกมา นางไม่รู้เหตุผลอะไรทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าโกรธเคืองไม่พอใจ ช่างเถอะตอนนี้นางแสร้งไม่รู้อะไรปลอดภัยกว่า
"ขออภัยใต้เท้าที่ให้รอ" นางส่งยิ้มหวานพร้อมรินน้ำชาให้ เต๋อหลางเยว่ดื่มชาจนหมด ก่อนหมุนถ้วยเปล่าไปมาแล้วยื่นหน้าถามนาง "ถ้วยชานี้เจ้าซื้อจากที่ใดหรือ" ความจริงแล้วเขาต้องการถามนางมากกว่า ว่าเครื่องใช้จวนราชมนตรีส่งมาไปอยู่เสียที่ใด
เหวินชิงหลีอึ้งงงกับคำถาม "ก็แค่ถ้วยดินเผาธรรมดาใต้เท้าถามทำไมหรือ" ความจริงนางเลี่ยงที่จะตอบ เพราะไม่มีใช้นางจึงทำขึ้นมาเอง
"ข้าถามเจ้าก็แค่ตอบ"ชายหนุ่มแค่นเสียงดุ
"ข้าภรรยาทำขึ้นมาเอง ถ้วยชานี้มีอะไรให้ใต้เท้าสนใจหรือ" เหวินชิงหลีเป็นคนเฉลียวฉลาด แม้ไม่รู้เหตุผลในการถามแต่มีบางอย่างผิดปกติแน่ เพราะตลอดสี่ปีที่ผ่านมา นางไม่เคยรับการเหลียวแลจากจวนราชมนตรี โชคดีที่อดีตนางเป็นนักศึกษาด้านศิลปะเซรามิก กอปรกับเป็นธุรกิจของที่บ้าน ทำให้นางเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ แค่ทำเครื่องปั้นดินเผาขั้นพื้นฐาน ถือว่าจิ๊บจ๊อยมากสำหรับนาง
ชายหนุ่มอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ "เจ้าทำเป็นเมื่อไหร่"
"ข้าภรรยาทำเป็นตั้งแต่อายุสามขวบ" ไม่พูดเปล่านางชูมือขวาขึ้นสามนิ้วพร้อมปั้นหน้าจริงจัง
"เหอะ เป็นถึงฮูหยินจวนราชมนตรี ชีวิตเจ้าตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ" แม้รู้สึกแปลกใจแต่มิวายเย้ยหยันนาง
"ขออภัยใต้เท้า ที่ข้าภรรยาทำตัวให้สูงส่งสมฐานะและเกียรติยศของท่านมิได้" เหวินชิงหลีประชดประชัน พร้อมกำหมัดแน่นเพื่อระงับความโกรธ
"แล้วเครื่องเรือนที่จวนราชมนตรีส่งมาตั้งมากมายเล่า เจ้าเอาไปไว้เสียที่ใด ทำไมไม่เอาออกมาใช้ หรือเจ้ากระหายเงินมาก จนขายโรงจำนำหมดเสียแล้ว"
เมื่อเหวินชิงหลีได้ฟัง ไม่รู้ว่านี่เป็นคำถามหรือต้องการเย้ยหยันนางกันแน่ "ขออภัยใต้เท้า จวนราชมนตรีเคยส่งของเหล่านี้ให้ข้าภรรยาด้วยกระนั้นหรือ ข้าภรรยาไม่ยักรู้ส่งมากี่ครั้งกันเล่าหากเป็นดั่งเช่นที่ท่านว่า ข้าภรรยาคงได้แต่งตัวหรูหรากว่านี้เป็นแน่ คงสุขสบายไม่ต้องตรากตรำทำงาน ขุดแปลง พรวนดิน รดน้ำต้นไม้ ท่านว่าจริงหรือไม่" น้ำเสียงราบเรียบ แฝงไปด้วยถ้อยคำประชดประชัน กระทั่งแววตาของนางช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกเย้ยหยัน
เมื่อได้ยินคำตอบ ชายหนุ่มบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรเหมือนมีก้อนกลมๆ จุกอยู่ตรงลำคอ จวนราชมนตรีส่งข้าวของมา แต่นางแอบขายตามที่เซียงเถาบอก หรือความจริงแล้วไม่ได้ส่งมากันแน่ แต่ในจวนกลับมีบัญชีรายจ่ายในส่วนของนาง หรือว่าเป็นเขาเองที่เข้าใจผิด คนดูแลจวนคือเต๋อฮูหยิน และเขาเองก็ไม่เคยก้าวก่าย
เรื่องนี้เต๋อหลางเยว่จะปล่อยผ่านไม่ได้เสียแล้ว
"ข้าจะกลับแล้ว เจ้าไม่ต้องส่ง" อยู่ๆชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นกระทันหัน ทำเอาเหวินชิงหลีมึนงง
"เป็นไบโพล่ารึไง นึกจะไปก็ไป ชิ!ปากร้ายนักนะ โดนตอบกลับแค่นี้ทำเป็นรับไม่ไหว"
สาวน้อยแอบย่นจมูกแลบลิ้นตามหลัง ยิ้มกริ่มอย่างพออกพอใจ

จิตรกรรมชั้นเซียน

พระจันทร์ข้างแรมโผล่พ้นยอดไม้ทางทิศตะวันออก หญิงสาวหุ่นอรชอนอ้อนแอ้นอายุอานามยี่สิบต้นๆ นามว่าหลานฮ่วยเดินนำสาวใช้สามคนยกสิ่งของมาตามทางเดินตำหนักไป๋ชาน ตรงดิ่งไปยังห้องบรรทมขององค์ไทเฮา
"ไทเฮาเพคะ แม่ทัพจ้านส่งของมาเพคะ" น้ำเสียงใสรายงานหน้าแท่นบรรทม หญิงชราด้านในนั่งปล่อยผมยาวสยายเตรียมพร้อมสำหรับเข้านอนได้ยื่นพระหัตย์อวบอูมตกกระเปิดผ้าม่านแล้วเอ่ยถามหลานฮ่วย
"ครั้งนี้แม่ทัพจ้านส่งอะไรมาล่ะหลานฮ่วยเห็นว่าไปเจรจาสงบศึกมิใช่หรือคงมิได้ไปยึดทรัพย์สินของใครมาอีกกระมัง" ไทเฮารู้สึกประหลาดใจ
ทุกครั้งที่แม่ทัพจ้านออกรบหากศัตรูพ่ายแพ้จะยึดทรัพย์กลับมา ของสิ่งใดล้ำค่าแม่ทัพจ้านมักนำกลับมาถวายพระองค์เสมอๆ ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกันแม่ทัพจ้านไปเจรจาสงบศึกกับเมืองตงหยางหรือทูตแค้นตงหยางจะมอบของกำนัลแก่เขา
"หามิได้เพคะ ของสิ่งนี้แม่ทัพจ้านบอกว่าตั้งใจซื้อถวายพระองค์โดยเฉพาะเพคะ" หลานฮ่วยรีบอธิบาย
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นอย่างนี้นี่เอง เร็วเข้า เร็วเข้า รีบยกเข้ามาให้ข้า" ไทเฮาเร่งเร้าหลานฮ่วยอย่างสบายอารมณ์
"เพคะ" หลานฮ่วยขานรับก่อนโบกไม้โบกมือให้นางกำนัลทั้งสามนำสิ่งของที่ปิดคลุมด้วยผ้าไหมสีแดงวางบนโต๊ะไม้มะเกลือฝังมุกรูปวิหกแปดตัวเกาะบนคาคบหน้าแท่นบรรทม เสร็จแล้วจึงอนุญาตพวกนางให้ออกไป
"ข้าชักอยากเห็นแล้วสิ เร็วเข้าหลานฮ่วย รีบๆเปิดผ้าคลุม" พระองค์ทรงเร่งเร้าหลานฮ่วย
หลานฮ่วยอมยิ้มรับคำ "เพคะ" ก่อนลงมือเปิดผ้าคลุมออกทีละผืน เมื่อเห็นสิ่งของตรงหน้าไทเฮาทรงพระสรวลสำราญยิ่งนัก
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า สวยมาก สวยมาก หลานฮ่วย แม่ทัพจ้านนี่ช่างรู้ใจข้าเสียจริงสมแล้วที่เป็นขุนพลข้างกายฝ่าบาท
ช่างมองอะไรทะลุปรุโปร่งได้ดีจริงๆ" ไทเฮาทรงตรัสจากใจ
"เป็นอย่างไทเฮาตรัสจริงๆเพคะ แต่รูปปั้นนี้เอ่อ..สามารถวางในนี้ได้แน่หรือเพคะ" เมื่อถามออกไปแล้วพวงแก้มหลานฮ่วยพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ได้สิ ทำไมหรือเจ้ารูปปั้นพวกนี้คงไม่ทำให้หลานฮ่วยของข้าเขินอายหรอกกระมัง" ไทเฮาทรงเย้าแหย่นางกำนัลข้างกายอย่างสบายพระทัย แต่คนถูกเย้ากลับเขินอายจนทำอะไรไม่ถูกมีเพียงพวงแก้มขาวเนียนที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ
ขณะปั้นรูปปั้นเหล่านี้ เหวินชิงหลีพิจารณาอย่างรอบครอบแล้วก่อนร่างแบบที่คิดไว้ลงในกระดาษแล้วค่อยๆประดิษฐ์ประดอยสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาด้วยความละเอียด ประณีต
ในยุคสังคมโบราณเช่นนี้ หากนางประดิษฐ์รูปปั้นเหล่านี้ตามตำนานความเชื่อของกรีกโรมันจริงๆ คงถูกมองเป็นพวกหญิงหยาบโลนไร้ยางอายแน่ ดังนั้นภาพกามเทพน้อยแผลงศรเปลือยกายจึงถูกปั้นให้มีผ้าเตี่ยวพลิ้วไหวปกปิดของสงวน เหวินชิงหลีร่างแบบสวนเอเดนประหนึ่งเป็นดั่งสรวงสวรรค์ แต่ชีวิตจริงขณะนั้นช่างห่างไกลเหลือเกินกับความฝันนี้ นางเสกสรรค์ปั้นแต่งใบหน้าของอีฟได้สวยสดงดงาม ตั้งใจทำรูปร่างให้ทรงเสน่ห์ เลือกชุดใส่ในสไตล์บาโรก กระโปรงสุ่ม เอวคอด เสื้อแขนกระบอก ปลายแขนปล่อยระบายเป็นชั้นๆบนลำตัวเผยให้เห็นร่องอก และเนินอกเล็กน้อย ทุกจุดล้วนประณีตงดงามแม้แต่ท่วงท่ากัดลูกแอ๊ปเปิ้ลที่เพิ่งเด็ดจากต้นช่างเสมือนจริงยิ่งนัก ศิลปะที่ได้แตกต่างออกไปจากต้นฉบับในคัมภีร์โดยสิ้นเชิง
หากพูดถึงอดัมเราจะนึกถึงภาพชายหนุ่มนอนเปลือยกายบนโขดหินใต้ต้นไม้ เหวินชิงหลีเองก็เช่นกันนางระลึกภาพนี้ได้กระจ่างชัดแต่จำต้องปรับตามสังคมที่นางอยู่อาศัย เหวินชิงหลีค่อยๆสเก็ตช์ภาพทีละนิดวาดอดัมนอนมองดูอีฟใต้ต้นแอ๊ปเปิ้ล บนตัวชายหนุ่มมีเพียงกางเกงขาก๊วยหลวมๆตัวเดียวเท่านั้น ด้านบนเปิดเผยกล้ามเนื้อแผงอกที่มองดูแล้วชวนให้รู้สึกถวิลหา ดวงหน้าคมสันปานเทพบุตร ดวงตาอบอุ่นร้อนแรงเต็มไปด้วยเสน่ห์อันแสนเย้ายวนดึงดูดสตรีเพศเมื่อปั้นให้มีมิติยิ่งน่าหลงใหลใฝ่หา
เห็นเพียงรูปปั้นเท่านี้หลานฮ่วยเองกลับรู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย หากรูปปั้นนี้มีชีวิตจริงจะดีเพียงไร ผิดกับไทเฮาพระองค์ทรงผ่านโลกมามากจึงทำให้มองสิ่งของตรงหน้าในมุมที่ต่างออกไป ของสิ่งนี้คือจิตรกรรมชั้นยอด
และคงไม่ใช่ศิลปะจากแผ่นดินลี่หยางของพระองค์แน่นอน
"แล้วแม่ทัพจ้านไปที่ใดเสียเล่า"
"ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพคะ" เมื่อได้ยินดังนี้แล้วไทเฮาทรงยิ้มอย่างเข้าใจ ก่อนจะให้หลานฮ่วยปรนนิบัติพระองค์เข้านอน
กระทั่งเช้าวันใหม่อันแสนสดชื่นแจ่มใส ท้องฟ้าไร้เมฆบดบัง สภาพแวดล้อมรอบกายในเช้าวันนี้บ่งบอกว่า
สิ้นฤดูเหมันต์และเยื้องย่างเข้าสู่วสันตฤดู ซาลาเปาน้อยถือโคมไฟกระดาษรูปปลาที่เหวินชิงหลีทำให้วิ่งเล่นไปมาบริเวณลานบ้าน
“ท่านแม่ๆ ท่านแม่ของข้าเก่งที่สุดเลยจริงหรือไม่พี่เปาจู๋"
"อื้ม เก่งที่สุด" เปาจู๋ส่งยิ้มตอบพร้อมยกนิ้วโป้งข้างขวาให้เฟิงเกอน้อย
ใบหน้างามขมวดคิ้วมุ่นจดจ่ออยู่กับแผ่นกระดาษตรงหน้า นิ้วมือเรียวงามตวัดพู่กันเขียนถ้อยคำทีละน้อยแป้นหมุน แผ่นปูน พู่กัน ใบมีด ไม้ปั้น ไม้ปาดฟองน้ำ เส้นเอ็น ถังน้ำ ฟองน้ำ น้ำดินข้น บลาๆๆ เมื่อได้ยินลูกชายเอ่ยถึงนางจึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วส่งยิ้มให้เล็กน้อยก่อนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
เหวินชิงหลีทบทวนรายการที่นางลิสต์ขึ้นอย่างช้าๆ ป้องกันไม่ให้ตกหล่น บางรายการไม่มีในยุคนี้นางจำต้องหาสิ่งของทดแทนทำให้คิ้วเรียวงามขมวดปมเล็กน้อย จากเคยศึกษาเล่าเรียนตามประสบการณ์เมื่อชาติที่แล้วเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับนาง
"อื้ม เรียบร้อยแค่นี้น่าจะพอแล้วกระมัง" เหวินชิงหลีคลี่กระดาษสะบัดแล้วมองมันอย่างพึงใจ
"นอกจากเฟิงเกอแล้ว ข้าไม่มีอะไรห่วง อดมื้อกินมื้อข้าก็เคยมาแล้วแต่จะปล่อยให้ลูกชายลำบากเช่นข้า ข้าไม่ยอม ยิ่งเรื่องยกลูกชายแก่จวนราชมนตรีเหรอฝันไปเถอะเต๋อหลางเยว่เกลียดข้าถึงเพียงนั้น หากเขาแต่งภรรยาใหม่ไม่รู้จะข่มเหงลูกชายข้าเช่นไร จะว่าไปจวนราชมนตรีเปรียบผนังทองแดงกำแพงเหล็กขืนยกลูกชายให้เขาไปมีหวังชาตินี้คงไม่พบกันอีก" นี่คือคำพูดของเหวินชิงหลีกล่าวกับเปาจู๋ก่อนเริ่มวางแผนซ่อนเฟิงเกอจากเต๋อหลางเยว่แล้วเริ่มมองหาความมั่นคงในอนาคตให้กับลูกชาย ดังนั้นแล้วการสร้างโรงงานเซรามิคจึงเป็นสิ่งแรกที่นางนึกถึง..
"อาลี่ อาลี่อยู่หรือไม่" เสียงจางฮูหยินร้องเรียกนางอยู่ลานหน้าบ้าน
"เอ๊ะ จางฮูหยินมาแจ้งข่าวเรื่องบ้านหลังใหม่เป็นแน่ จะมีข่าวดีหรือไม่นะ" เหวินชิงหลีชะเง้อคอมอง รีบม้วนเก็บกระดาษก่อนมาพบนาง
"มาแล้ว มาแล้ว" เปาจู๋รีบขานรับพร้อมกับเปิดประตูบ้านออกมา
"อาลี่ล่ะเปาจู๋"
"อยู่ข้างในเจ้าค่ะ" เปาจู๋ตอบพร้อมผายมือเชิญนางเข้าไป
"จางฮูหยิน เชิญนั่ง" เหวินชิงหลีเชื้อเชิญ
"อื้ม" จางฮูหยินส่งยิ้มให้นางก่อนจะนั่งลงบนตั่ง
"เปาจู๋ยกน้ำชาเสร็จแล้ว ก็พาเฟิงเกอไปเดินเล่นเถอะ ขากลับแวะตลาดซื้อเนื้อหมูกับแป้งมาทำเกี๊ยวด้วยนะ
ส่วนผักไม่ต้องในบ้านยังพอมีเหลือ"
"เจ้าค่ะคุณหนู" เปาจู๋รับคำแล้วรีบไปหาเฟิงเกอ
ภายในเรือนหลังน้อยเหวินชิงหลีพยายามปั้นหน้าให้เหมือนคนอมทุกข์ที่สุด
"อาลี่ไม่ขอปิดบังจางฮูหยิน จริงๆแล้วบ้านสามีข้าค่อนข้างร่ำรวยและมีอิทธิพลอย่างมาก แต่ศัตรูที่คอยปองร้ายก็มีมากเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงส่งข้าออกจากบ้านเพื่อให้หลบหนีบัดนี้หากมีเพียงตัวข้านั้นไม่เป็นไรแต่เฟิงเกอนี่สิ ฮือ ฮือ ข้าขอร้องจางฮูหยินการหาที่อยู่ปลอดภัยให้เฟิงเกอนั้นสำคัญกับข้ายิ่ง"
เหวินชิงหลีแสร้งบีบน้ำตาโกหกหน้าตาย แต่สามีบ้านรวยและมีอิทธิพลนั้นกลับเป็นเรื่องจริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางโกหกแต่จะทำอย่างไรได้ก็มันจำเป็นนี่นา ขืนให้ทุกคนรู้ว่านางถูกบ้านสามีไล่ตะเพิดออกมาคงไม่เป็นผลดีกับนางแน่ อีกอย่างเต๋อหลางเยว่จากไม่เคยย่างกรายมาหานางเลย วันนั้นไม่รู้ลมอะไรหอบเขามาได้ทว่าเขาจะรู้เรื่องเฟิงเกอไม่ได้
เมื่อเต๋อหลางเยว่จากไปเหวินชิงหลีกังวลใจมาตลอด หลายวันมานี้จึงวางแผนจัดหาบ้านหลังใหม่ให้กับเฟิงเกอโดยให้จางโม่โฉวเป็นธุระออกหน้าจัดการให้
"โถๆๆ เรื่องนี้อาลี่ไม่ต้องเป็นห่วงวันนี้ข้ามีข่าวดีจะมาบอกเจ้า" จางโม่โฉวอมยิ้มก้มหน้าแคะเล็บแล้วพูดต่อ
"คุณชายเสวียนจงหลินที่หมู่บ้านหยุนหยวน ตอนนี้ติดประกาศขายบ้านอยู่พอดิบพอดีอาลี่จะลองไปดูหรือไม่" ว่าพลางก้มดูนิ้วมือไปพลาง
"จางฮูหยินหมายถึงหมู่บ้านหยุนหยวนที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราออกไปยี่สิบลี้ใช่หรือไม่" เหวินชิงหลีถามอย่างกระตือรือร้นดีใจจนยิ้มแก้มปริ
"ใช่ๆๆ หมู่บ้านนั้นแหละ เจ้าสนหรือไม่" เห็นนางดีใจจางโม่โฉวจึงรีบตอบ
"ข้าสน" นางตอบเสียงดัง พร้อมรอยยิ้มมุ่งมั่น
"ดี งั้นพรุ่งนี้เราไปดูกัน" จางโม่โฉวไม่รอให้นางคิดต่อรีบจัดแจงนัดวันโดยเร็ว
"ได้ พรุ่งนี้เจอกันที่ร้านของท่าน" เหวินชิงหลีรับปาก
เมื่อนัดแนะกันเสร็จเรียบร้อยก่อนจางโม่โฉวจะกลับเหวินชิงหลีไม่ลืมฝากซาลาเปาไส้ผักโขมหมูสับให้หลงจู๊จางได้ชิมด้วย
"เจ้านี่นะทำอะไรก็อร่อยไปเสียทุกอย่าง พี่จางของเจ้าชมไม่ขาดปากเลยเชียว ได้ซาลาเปากลับไปคงดีใจจนยิ้มไม่หุบ" จางโม่โฉวกล่าวจากใจ
"ข้าดีใจที่หลงจู๊จางชอบวันหน้าข้าจะทำให้ชิมหลายๆ ไส้" เหวินชิงหลีพูดกับจางโม่โฉวขณะเดินออกไปส่งนางหน้าเรือนก่อนจะเดินเข้าบ้านเตรียมเครื่องปรุงสำหรับทำเกี๊ยวไส้หมูสับกุ้งแห้งรอลูกชายกับเปาจู๋กลับมา

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...