โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ศาลรัฐธรรมนูญ” องค์กรอิสระชี้ชะตาการเมืองไทย

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 06 ส.ค. 2567 เวลา 13.12 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2567 เวลา 13.12 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็น 1 ในองค์กรอิสระที่มีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อการเปลี่ยนแปลงและชี้ชะตาของการเมืองไทย จากความมุ่งหมายแรกเริ่มที่ตั้งใจจะให้เกิด “ตุลาการภิวัตน์” กระบวนการตรวจสอบอำนาจของฝ่ายบริหาร(รัฐบาล) และนิติบัญญัติ(รัฐสภา) โดยให้อำนาจตุลาการเป็นผู้เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว ก่อนจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่การตรวจสอบถ่วงดุลแต่เป็นการใช้ทำ “นิติสงคราม” ที่มีเป้าหมายทางการเมืองต่างหาก

ก่อนที่จะถึงการอ่านคำวินิจฉัยคดีสำคัญ 2 คดี คือ คดีร้องยุบพรรคก้าวไกล จากการชูนโยบายแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 7 ส.ค. 2567 และคดีคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จากปมการแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฯ จะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 14 ส.ค. 2567 ข่าวเวิร์คพอยท์23 จะชวนกลับไปที่มาและอำนาจหน้าที่ของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” กันอีกสักครั้ง

“ศาลรัฐธรรมนูญ” คืออะไร

ศาลรัฐธรรมมนูญ เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เพื่อขึ้นมาแทนคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ยุบเลิกไป มีการจัดตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2540 เป็นองค์กรที่พิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจและหน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายและข้อขัดแย้งต่างๆ รวมถึงอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยจะนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับกับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ซึ่งคำวินิจฉัยที่ออกมานั้น จะมีผลผูกพันกับทุกองค์กร

นอกจากการวินิจฉัยข้อกฎหมายและอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญยังมีหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีกด้วย โดยประชาชนที่รู้สึกว่าตนเองนั้นถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ สามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ระบอบการปกครอง และความมั่นคงแห่งรัฐอีกด้วย

ขอบเขตของการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ครอบบคลุมตั้งแต่ร่างกฎหมาย ร่างระเบียบข้อบังคับต่างๆ ไปจนถึงหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ และการวินิจฉัยคุณสมบัติของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ

“ศาลรัฐธรรมนูญ” มาจากไหน?

นับตั้งแต่มีการเริ่มจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญในปี 2540 เราอาจแบ่งศาลรัฐธรรมนูญออกเป็น 4 ยุค ตามการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540, 2549(ชั่วคราว), 2550, และ 2560 โดยแต่ละยุคจะมีที่มาของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกันไป

รัฐธรรมนูญ 2540 - กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรวม 15 คน พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลต่อไปนี้

  • ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 5 คน
  • ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีการลงคะแนนลับ จำนวน 2 คน
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภา โดยการสรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 คน
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ ซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภา โดยการสรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 คน

รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 - ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ระบุให้ตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีสมาชิกจำนวน 9 คน ขึ้นมาทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปพร้อมการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 โดยการรัฐประหาร ซึ่งคณะตุลาการดังกล่าวประกอบด้วย

  • ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน
  • ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นรองประธาน
  • ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 5 คน เป็นตุลาการ
  • ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยทีประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 2 คน เป็นตุลาการ

รัฐธรรมนูญ 2550 - กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งกับและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลต่อไปนี้

  • ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 3 คน
  • ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 2 คน
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์อย่างแท้จริงและได้รับเลือกตามมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 คน
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริงและได้รับเลือกตามมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 คน

รัฐธรรมนูญ 2560 - กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

  • ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าขณะในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 3 คน
  • ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 2 คน
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งได้รับสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งได้รับสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน
  • ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการ ในตําแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตําแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จํานวน 2 คน

“คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ชุดปัจจุบันมีใครบ้าง

สำหรับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน(สิงหาคม 2567) ประกอบด้วย

  • นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองการปกครอง เป็นอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ
  • ปัญญา อุดชาชน อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
  • อุดม สิทธิวิรัชธรรม อดีตประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา
  • วิรุฬห์ แสงเทียน อดีตประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา
  • จิรนิติ หะวานนท์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาและกรรมการกฤษฎีกา
  • นภดล เทพพิทักษ์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเป็นเอกอัครราชทูตประจำหลายประเทศ
  • บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ อดีตตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
  • อุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตกรรมการกฤษฎีกา
  • สุเมธ รอยกุลเจริญ อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด

ประมวลคดีสำคัญ “ศาลรัฐธรรมนูญ”

  • 30 พ.ค. 2550 ยุบพรรคไทยรักไทย และ 3 พรรคการเมืองขนาดเล็ก จากคดีจ้างลงเลือกตั้ง
  • 9 ก.ย. 2551 วินิจฉัยให้ “สมัคร สุนทรเวช” หมดคุณสมบัติ-หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีที่นายสมัครเป็นพิธีการรายการ “ชิมไป บ่นไป” เข้าข่ายเป็นลูกจ้างเอกชน
  • 2 ธ.ค. 2551 ยุบพรรคพลังประชาชน ขยายผลจากคดีทุจริตการเลือกตั้งของ ยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคในขณะนั้น
  • 29 พ.ย. 2553 ยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีเงินบริจาค 258 ล้านจากบริษัททีพีไอโพลีน
  • 8 ม.ค. 2557 ล้ม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน เพื่อปรับปรุงระบบคมนาคมของประเทศ(รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง) โดย สุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นให้ความเห็นในตอนหนึ่งว่า “เอาถนนลูกรังให้หมดไปจากประเทศไทยก่อน ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เสร็จก่อนไปคิดถึงระบบความเร็วสูง”
  • 24 มี.ค. 2557 วินิจฉัยให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่สามารถจัดให้ลุล่วงได้ภายในวันเดียว
  • 7 พ.ค. 2557 วินิจฉัยให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีศาลปกครองสูงสุดสั่งให้การโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นไปโดยมิชอบ
  • 7 มี.ค. 2562 ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี
  • 18 ก.ย. 2562 วินิจฉัยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”
  • 20 พ.ย. 2562 สมาชิกสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จากคดีถือหุ้นสื่อ
  • 21 ก.พ. 2563 ยุบพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีกู้ยืมเงิน 191 ล้านบาท จากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
  • 10 พ.ย. 2564 วินิจฉัยว่าข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของแกนนำกลุ่มราษฎรในการประท้วงในประเทศไทย พ.ศ. 2563–2564 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
  • 30 ก.ย. 2565 วินิจฉัยการนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าให้นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีผลบังคับใช้
  • 24 ม.ค. 2567 วินิจฉัยให้การถือหุ้น iTV ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

ที่มา:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...