LUSS ความเป็นตัวเอง จากตัวเอง เพื่อทำเพลงในแบบที่เป็นตัวเอง
‘เรียนรู้ เติบโต เปลี่ยนแปลง ก้าวไปเป็นตัวเอง’ นี่คงฟังคล้ายกับปรัชญาการดำเนินชีวิต หากสิ่งที่กำลังพูดถึงขณะนี้ คือวงดนตรีที่แก่นกลางของการสร้างสรรค์ผลงานมาจากการเป็นตัวเอง ซึ่งไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจ การให้สำคัญกับตัวตน จนไปถึงสิ่งที่พวกเขาได้เจอระหว่างทาง ล้วนเกี่ยวข้องกับคำกล่าวข้างต้นทั้งสิ้น
‘LUSS’ คือวงดนตรีดูโอ้ของสองเพื่อนซี้ เบน-ศิรสิทธิ์ ตั้งบุญดวงจิตต์ (โปรดิวเซอร์) และ ปั้น-นลพรรณ อัมพุช (ร้องนำ, เขียนเนื้อเพลง) ทั้งคู่เคยมีผลงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาไม่น้อย ก่อนที่เมื่อถึงเวลา จะมารวมตัวกันเพื่อค้นหาและทำเพลงในแบบที่พวกเขาเชื่อว่ากลั่นกรองมาจากความเป็นตัวเองอย่างมากถึงมากที่สุด
เบน-ศิรสิทธิ์ ตั้งบุญดวงจิตต์ (ซ้ายมือภาพ), ปั้น-นลพรรณ อัมพุช
ที่มาของวง LUSS
ปั้น : LUSS เกิดจากการรวมตัวกันของเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้ว ซึ่งมีความชอบแนวดนตรีในทิศทางเดียวกัน ตอนแรกเราทำเป็นงานอดิเรก จนปล่อยเพลงแรกออกมาแล้วรู้สึกว่าอยากทำต่อ
เบน : เหมือนตอนแรกเรายังทำไม่ค่อยเป็น ก็ทำไปเรื่อย ๆ เป็นงานอดิเรกอย่างที่ปั้นบอก เพลงแรกเพลงเดียวใช้เวลาหกเดือน แบบเสาร์-อาทิตย์ค่อยทำ วันไหนว่างค่อยทำ ทำไปเรื่อย ๆ จนเสร็จ เพลงแรกนั้นชื่อเพลงว่า Trippin เป็นเพลงที่เราทำกันเอง ปล่อยในช่องทางที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยที่ตอนนั้นยังไม่มีค่ายด้วยซ้ำ พูดได้ว่า เกิดจากความอยากทำล้วน ๆ ไม่มีเหตุผลอื่นเลย นอกจากที่เราชอบแนวป็อป-ฮิปฮอป-อาร์แอนด์บี ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนทำมากนัก
เส้นทางการทำเพลงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
เบน : สำหรับ LUSS ปีนี้เป็นปีที่ห้าแล้ว หลังจากเซ็นสัญญาภายใต้สังกัด Warner Music Thailand แต่อย่างที่บอกว่าแรกเริ่มมาจากการทำตามความชอบไปเรื่อย เหมือนตอนเด็ก ๆ อยากเท่ก็ทำไป ในช่วงแรกเพลงจะเป็นแนวฮิปฮอปที่มีความอิเล็กทรอนิกส์ แต่พอทำต่อไปเรื่อย ๆ มันก็ช่วยให้รู้ว่าที่จริงแล้ว ตัวตนของเราเป็นยังไง จากนั้นจึงเป็นการขมวดแล้วรีแบรนด์กันใหม่ให้มันชัดขึ้น ให้เห็นว่าตัวตนของเราเป็นแบบไหน ซึ่งตอนทำเพลง 247 นั่นคือจุดที่เราเริ่มเข้าใจแล้วว่า LUSS คืออะไร มันจะมีความไม่ได้ขี้เก๊ก เป็นความป็อปที่พูดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในมุมที่ผู้หญิงเป็นคนคุมเกม
ปั้น : สีหลัก ๆ ของ LUSS จะเป็นความกวน ความกล้า ที่จะผสมสิ่งที่ไม่ควรอยู่ด้วยกันให้มาอยู่ด้วยกันในแบบของเรา ทำให้หลายคนรู้สึกได้ว่า นี่คือเพลงของ LUSS ในทุกครั้งที่ฟัง ไม่ว่าจะปล่อยเพลงอะไรออกไป ก็จะมีเอกลักษณ์ของเราอยู่
เบน : ทั้งในแง่ของเนื้อร้องที่ปั้นเป็นคนเขียน ก็จะมีภาษาพูดที่ปั้นพูดในชีวิตจริงเข้ามาผสมด้วย อย่างประโยค ‘แป๊บนึง แม่โทรตามอะ หยอก ๆ’ มันก็กลายมาเป็นเพลง หยอก หยอก ส่วนในพาร์ตของดนตรี สิ่งที่ไม่ควรอยู่ด้วยกันแล้วมาอยู่ด้วยกันจะเป็นพวกเอเลเมนต์เครื่องดนตรี อย่างเช่นการผสมแนวป็อปกับแนวแซมบ้า ทำให้เกิดสิ่งใหม่ที่คาดไม่ถึงขึ้นในเพลง ซึ่งไม่ใช่การฝืน แต่ตัวตนของเราเป็นคนสมาธิสั้น เวลาอยู่ในสตูดิโอแล้วนึกอะไรออกหรือรู้สึกอะไรก็ใส่ลงไป นี่คือจุดเริ่มต้นว่าสิ่งนี้แหละคือทางของ LUSS
จุดเริ่มต้นของความสนใจทางด้านดนตรี
เบน : ไม่มีอะไรมาก ทั้งหมดที่เคยได้เรียนมาในชีวิตไม่ว่าจะสายไหน สุดท้ายแล้วเรื่องที่เราถนัดและสิ่งที่เราชอบก็มีแค่ดนตรี พูดตรง ๆ คือเรียนวิชาอื่นแย่ จบชั้นมัธยมมาด้วยเกรดที่ไม่ดีนัก หลังจากนั้นก็เข้าเรียนดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล คือมาสายดนตรีเลย ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากเราชอบสิ่งนี้และทำมันได้ดี
ปั้น : ของปั้นจะไม่เหมือนกับเบน ปั้นเรียนนิเทศฯ จุฬาฯ และก็ไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับดนตรีเลย แต่ว่าชีวิตจะได้อยู่กับเสียงดนตรีตลอดเวลา ตั้งแต่ตอนเรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยที่ต้องร้องเพลงเข้าโบสถ์ ต่อมาได้เข้าไปร่วมวง Jelly Rocket ซึ่งเป็นก้าวแรกที่ทำให้เข้ามาอยู่ในวงการดนตรีเต็มตัว หลังจากนั้นพอเราเริ่มจับแนวทางของตัวเองได้ ก็มีการแยกออกมา และก็มาเป็น LUSS ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งแตกต่างจาก Jelly Rocket อย่างสิ้นเชิง
เล่าถึงอัลบั้มล่าสุดให้เราฟังหน่อย
ปั้น : อัลบั้มล่าสุดชื่อว่า Is there anything on the Moon? ซึ่งที่จริงเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของ LUSS ใช้เวลาทำสองปี ในแง่ของแบรนดิง ปั้นคิดว่าเป็นอัลบั้มที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเรามากที่สุดในตอนนี้ มันมีความนำเสนอป็อปคัลเจอร์ของเอเชีย เราจะติดความเป็นอนิเมะ ความเป็นเกม รวมถึงซาวนด์ที่ใช้ด้วย ยกตัวอย่างเพลง เป่ายิ้งฉุบ จะมีซาวนด์ของความเป็นเอเชียเข้ามา รวมทั้งเรื่องที่พูดและภาพลักษณ์ในเอ็มวี
เบน : สิ่งหนึ่งที่ทำให้อยากนำเสนอความเป็นเอเชีย ก็ด้วยเราเองโตมาในบ้านไทย-จีน ทำให้มองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าคัลเจอร์บางอย่างที่เราคุ้นชินเป็นเรื่องที่ประเทศอื่น ๆ บางประเทศเขาก็ไม่ทำกันนี่หว่า เราเลยอยากนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้น อย่างเช่นเพลง เป่ายิ้งฉุบ เอ็มวีจะเป็นเหมือนวันเกิดอาม่าที่คนในครอบครัวมานั่งกินโต๊ะจีนกัน นั่นก็เป็นการบอกว่าเราเติบโตมากับคัลเจอร์นั้นแล้ว มันส่งผลให้ทุกอย่างไปในทางเดียวกัน ทั้งเรื่องของเสียงดนตรี ซาวนด์ที่เลือกใช้ การแต่งตัว ภาพ วิชวลต่าง ๆ
ปั้น : คิดว่าเป็นอัลบั้มที่ฉีกและแหวก เป็นอัลบั้มของการค้นหาตัวตน เวลาสองปีของการทำอัลบั้มนี้ เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เจอตัวตนของตัวเอง ซึ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
เบน : ทุกเพลงในอัลบั้ม เราโปรดิวซ์และเขียนเองทั้งหมด มันเลยทำให้เป็นเหมือนกับที่ปั้นบอก ว่านี่คืออัลบั้มที่เป็นตัวเรามากที่สุด เพราะเราทำกันเองทุกอย่าง อาจใช้เวลานานหน่อย แต่มันเป็นเราในช่วงเวลานี้จริง ๆ
ผลงานเพลงของ LUSS มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน
ปั้น : เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ปั้นรู้สึกว่าศิลปินทุกคนไม่ว่าในรูปแบบไหน มักจะมาพร้อมกับการค้นหาตัวเองไปเรื่อย ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วเราเอาเรื่องราวบางอย่างในชีวิตมาเล่าในเพลง ถ่ายทอดเหมือนการเขียนไดอารี่ที่เราเรียนรู้ไปกับมันด้วย
เบน : มันต่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่มันต่างเป็นเพราะเราเรียนรู้และรู้จักตัวเอง ที่จริงแล้วมีหลายเหตุผลที่ใครคนหนึ่งทำเพลงขึ้นมา บางคนทำเพราะอยากให้มันติดชาเลนจ์บน TikTok บางคนอยากทำเพื่อให้คนมาเต้นกัน สุดท้ายแล้วสิ่งที่แตกต่างจริง ๆ อาจไม่ใช่เรื่องของผลลัพธ์ปลายทาง แต่เป็นเรื่องของวิธีคิดที่ว่าเราทำเพลงเพราะอะไร เหมือนตอนแรกที่เราทำ ขึ้นบีทเท่ ๆ ฟังสนุกดี แค่นี้ก็ชอบแล้ว แต่พอมาเป็นเราในตอนนี้ การทำเพลงคือการเล่าเรื่องความเป็นเรา หรือสิ่งที่เราอยากกลั่นกรองออกมาเพื่อใส่ลงไปในเพลงจริง ๆ ทำให้สุดท้ายแล้วผลงานของเราในอัลบั้มนี้มีจิตวิญญาณมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างไปจากเดิม
คุณคิดเห็นอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลง กระทั่งการขยับก้าวออกจากจุดเดิมของศิลปิน
ปั้น : ตอนเด็ก ๆ เราจะเห็นว่าวงที่เราชอบ อยู่ ๆ เขาก็เปลี่ยนแนว ทำไมอะ ทำไมเขาไม่เป็นแบบเดิม วงการนี้ทำให้เขาต้องเปลี่ยนไปอย่างนั้นเหรอ แต่พอโตมาแล้วได้ทำเพลงจริง ๆ ก็เพิ่งเข้าใจว่า ทุกสิ่งมันมีการเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว บางทีคนหนึ่งคนที่เราเจอแค่แวบเดียว ก็สามารถเปลี่ยนอะไรในตัวเราแล้ว วิธีคิดมันเปลี่ยนได้อยู่แล้ว ปั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องพูดถึงศิลปินก็ได้ เอาแค่ตัวเราวันนี้ก็ไม่เหมือนเมื่อวาน
เบน : คล้ายกับที่ปั้นบอก ตอนที่เรายังไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เป็นเด็กที่ฟังอัลบั้มหนึ่งของวงนั้น อัลบั้มสองของวงนั้น แล้วรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปจากเดิม แต่เมื่อได้มาทำเองจริง ๆ จึงรู้ว่างานอาร์ตมันเกิดจากอารมณ์ ตอนนั้นเราอินอะไร เราเศร้า เราโกรธ เราสนุก มันก็เปลี่ยนไปตามอารมณ์ บวกกับอีกปัจจัยที่ว่า พอกาลเวลามันเปลี่ยนหรือพอเทรนด์มันเปลี่ยน การหยิบจับเทรนด์เหล่านั้นมาปรับใส่ในงานโดยที่ไม่สูญเสียตัวตนของตัวเองไป ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นวัฏจักรของมัน ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่แล้ว
ปั้น : อีกอย่างหนึ่ง ด้วยความที่เป็นศิลปิน เราต้องใส่จิตวิญญาณเข้าไปในการสร้างสรรค์ผลงาน แล้วบางทีแค่เราทำเพลงในหนึ่งอีพี เราก็ได้เรียนรู้อะไรจากมันและได้ฮีลตัวเองแล้ว ซึ่งพอเป็นอัลบั้มถัดไป เราก็จะรู้สึกว่ามีบางจุดที่ฮีลไปแล้วนี่นา ฉันไม่รู้สึกแบบเดิมแล้ว มันกลายเป็นเรื่องที่เคยเล่าไปแล้ว อย่างอัลบั้มก่อนหน้านี้พูดเรื่องเศร้ามากเลย แต่พอดีฉันหายแล้วอะ อัลบั้มถัดไปฉันเขียนแบบนั้นไม่ได้แล้ว
เบน : ทุกคน ไม่ว่าจะศิลปินรุ่นใหญ่ระดับโลกแค่ไหน ผมว่าต้องเกิดการปรับเปลี่ยนอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของอารมณ์ตัวเองหรือเทรนด์ก็ตาม
การที่คุณทั้งสองคนเคยมีผลงานทางดนตรี เคยทำงานเบื้องหลัง ส่งผลอะไรบ้างกับการทำเพลงของคุณ
เบน : เยอะมาก ครั้งแรกในชีวิตที่เบนได้โปรดิวซ์เพลงให้ศิลปินคนอื่นเป็นโอกาสจากพี่กอล์ฟ F.HERO คือเพลงชื่อ จำเลยรัก ตั้งแต่วันแรกที่เราเข้ามาแบบไม่รู้เรื่องเลย จนผ่านมาสามสี่ปี เราโปรดิวซ์เพลงคนอื่นมาเป็นร้อยเพลงแล้ว สิ่งที่ได้คือความเจนสนาม ทำให้เรารู้ว่าจะจัดระเบียบความคิดในการทำงานยังไง แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับทั้งหมดที่พูดมา นั่นคือการรู้จักตัวเอง เราทำมันไปเพื่ออะไร จากวันแรกที่เราเลือกเสียงที่ถูกต้องมาวางเฉย ๆ ก็เรียกว่าหนึ่งเพลงแล้ว กับวันนี้การจะเลือกหนึ่งเสียงต้องมีเหตุผลหรือความรู้สึกมาซัปพอร์ตว่าเราเลือกเสียงนั้นเพราะอะไร เป็นเรื่องของวิธีคิด ประสบการณ์ เรื่องของการบาลานซ์ความชอบ ความรู้สึก กับความต้องการของมิวสิกซีน
ปั้น : ตัวปั้นเองเป็นคนที่มีไอเดียเยอะมาก บางทีไม่รู้จะเลือกอันไหนกันแน่ เพราะอยากทำนั่นทำนี่ไปหมดเลย แต่พอได้ไปทำเบื้องหลัง เราได้ลองคิดอย่างมีระบบมากขึ้นและนำมาปรับใช้กับตัวเอง อย่างเช่นเราต้องดูว่าแบรนดิงของศิลปินเป็นยังไง เป็นคนแบบไหน เวลาแต่งเพลงก็จะมีกรอบของมัน ไม่ได้บอกว่าเพลงของ LUSS สร้างกรอบ แต่ปั้นว่ามันทำให้เราทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้นและรู้ว่าโปรเจ็กต์นี้ทำไปเพื่ออะไร
เบน : มันทำให้เราเชื่อมั่นและรู้สึกว่าจุดยืนของศิลปินคือแบรนดิง หมายถึงเราไม่สามารถเป็น Billie Eilish คนที่สองได้ เราต้องเป็นตัวเองในแบบที่คนอื่นก็จะรู้ว่าเราเป็นคนนั้นจริง ๆ สมมติให้ปั้นไปร้อง "อีกี้มันเป็นสก๊อย" มันก็ไม่ได้ ทุกคนก็มีทางของตัวเอง สิ่งที่ได้จากการทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังตลอดห้าปีคือจุดยืนเราคืออะไร แบรนดิงเราคืออะไร อย่าหลอกตัวเอง
สังเกตว่าเพลงของ LUSS มักมีการผสมผสานทั้งดนตรี ภาษา รวมถึงเนื้อหาในเพลง สิ่งเหล่านี้มีที่มาหรือความตั้งใจอย่างไร
ปั้น : ในส่วนของเนื้อเพลง ด้วยความที่อัลบั้มนี้เราตั้งใจค้นหาตัวเองเพื่อที่จะเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ปกติทุกวันปั้นก็พูดภาษาอังกฤษกับภาษาไทยปนกันอยู่แล้ว และบางทีเราอยากได้เนื้อเพลงอารมณ์นี้ แต่ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยส่งไปไม่ถึง เราก็เลยดึงภาษาญี่ปุ่นเข้ามา เพราะเป็นคนชอบอนิเมะอยู่แล้ว สำหรับปั้นน่าจะดูภาพรวม ปั้นให้ความสำคัญกับความรู้สึกจริง ซึ่งวิธีการร้องก็มีส่วน วิธีการใช้เสียงร้องในแต่ละแบบก็มีส่วน หรือการใช้เสียงแบบอนิเมะก็มีส่วน มันคือทุกอย่างที่เรารู้สึกว่าต้องเป็นแบบนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือเอาตัวเราเองจริง ๆ มาใส่ในเพลง
เบน : ในพาร์ตดนตรีก็คล้ายกัน สุดท้ายแล้วประเด็นที่ปั้นพูดก็จะนำกลับมาตรงที่ว่าเราทำเพลงเพื่อตัวเอง จากตัวเอง หมายถึงเราไม่ได้คำนึงว่าจะทำยังไงให้คนชอบเป็นหลัก แน่นอนว่ามันมีเรื่องของการบาลานซ์สิ่งนั้นอยู่ แต่แกนหลักในการทำงานคือเราทำเองทุกอย่าง ซึ่งแต่ละช่วงเวลาในชีวิตของเราก็ต่างกันออกไป ปีที่แล้วผมอินดนตรีแนวหนึ่ง ฟังแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้ฟังอีกแบบ เดือนต่อไปอาจจะฟังอีกแบบก็ได้ มันเลยทำให้เราเชื่อในตัวเอง อยากนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวเองจริง ๆ และเราไม่ปิดกั้นสิ่งนั้น ไม่จำเป็นว่าเราต้องร็อกตลอดไป หรือต้องป็อปตลอดไป แม้ว่าโดยหลักของ LUSS จะเป็นป็อป แต่ถ้าเราอินอะไรในช่วงเวลานั้น เราก็เป็นป็อปบวกสิ่งนั้น
สิ่งที่ยากที่สุดในการทำเพลงหลาย ๆ แนวคือการหาว่า แล้วอะไรคือเอกลักษณ์ของ LUSS ซึ่งเราไม่ได้ฝืนใส่เข้าไป แต่มันเกิดขึ้นเองอย่างเสียงร้องของปั้น วิธีเอื้อนโน้ต โกงโน้ต ในแบบที่คนอื่นทำไม่ได้ หรือจะให้ปั้นไปทำแบบคนอื่น ปั้นก็ทำไม่ได้ มันคือสไตล์ของเขา หรือแม้แต่ในงานดนตรีของเบนเอง ซาวนด์ที่เราเลือกใช้ วิธีการคิดโครงสร้างเพลง คอร์ด สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอรวมกันแล้ว อ๋อ นี่คือ LUSS
การนำเพลงหรือสิ่งที่เด็กไทยหลายคนรู้จักมาใช้ในเพลงด้วย เช่น เพลงเป่ายิ้งฉุบ เพลงไข่พะโล้ LUSS ได้แนวคิดนี้มาจากอะไร
ปั้น : อยากจะตอบให้มันดูดี (หัวเราะ) แต่อย่างเพลง เป่ายิ้งฉุบ กับเพลง ไข่พะโล้ ตอนแรกมีบีทเป็นโครงไว้อยู่แล้ว แล้วคำเหล่านั้นก็เข้ามาเองในเวลาที่เรากำลังจะอัดเดโม่ อีกอย่างคือปั้นโตมากับเพลงฮิปฮอปที่มีการรีไซเคิลเนื้อเพลงประมาณนี้อยู่ค่อนข้างเยอะ ก็อาจจะติดมา
เบน : ถ้าเบนมองในมุมคนที่ไม่ได้ดูปั้นเขียน มันก็เป็นเรื่องเดิมคือ LUSS คาแรกเตอร์คือความกวนตีน เราเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ และคำพูดจากการละเล่นที่เราเลือกใช้ก็เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับปั้น เขาโตมากับการเล่น ‘อยากกินไข่พะโล้ โป๊ะ’ กับแกงค์สาว ๆ ของเขา
ช่วยเล่าถึงวิธีการแต่งเพลงของคุณให้เราฟังหน่อย อะไรคือวัตถุดิบที่คุณมักหยิบจับมาใช้
ปั้น : ของปั้น วัตถุดิบหลักน่าจะเป็นแก่นความเชื่อที่อยู่ลึก ๆ และเป็นแก่นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่เด็กแล้ว อย่างเช่นการเป็นผู้หญิงที่จะไม่เศร้าเสียใจในเรื่องความรัก จะไม่ง้อใคร จะเป็นคนค่อนข้างดื้อ ปั้นว่านี่เป็นแก่นที่ทำให้ไม่ว่าจะเล่าเรื่องไหน มันจะจบที่ฉันไม่ใช่คนยอมแพ้ เป็นอย่างนี้ทุกเพลง ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ไม่สมหวัง หรือแม้แต่การเลิกรากับใครสักคนแล้วกลายเป็นเพลงสนุก ๆ เพลงหนึ่ง หรือการจีบใครก็จะเป็นผู้หญิงที่มั่นใจแต่ไม่ฟาด เพราะเรารู้ว่าข้างในของตัวเองเต็มอยู่แล้ว นี่คือแก่นหลักในการแต่งเนื้อเพลงของปั้น
เบน : สำหรับเบน วัตถุดิบที่มีอยู่ในมือตลอดจะเป็นเรื่องของปลั๊กอิน ในแง่ของการทำงาน การเลือกซาวนด์ ถ้าเปรียบเทียบให้ทุกคนเห็นภาพ คอมพิวเตอร์คือตู้เย็น ปลั๊กอินคือวัตถุดิบที่อยู่ในตู้เย็น เวลาเราเปิดคอมพิวเตอร์ก็เหมือนการเปิดตู้เย็น อยู่ที่ว่าวันนี้เราจะหยิบวัตถุดิบอะไร เมนูหลักของเราคืออะไร เพลงแต่ละเพลงไม่ได้มีวัตถุดิบที่ตายตัว มันขึ้นอยู่กับโจทย์ในแต่ละครั้ง ตรงนี้เป็นในส่วนของการโปรดิวซ์ และต่อให้โปรดิวเซอร์แต่ละคนจะเลือกปลั๊กอินเดียวกัน ผมเชื่อว่าสุดท้ายเพลงออกมาก็จะไม่เหมือนกัน
สิ่งที่กำลังทำ หรือสิ่งที่อยากจะทำต่อไป
เบน : พอทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาเยอะ มันทำให้เราเชื่อในการเป็นตัวเอง บางคนอาจโตมากับการโดนผู้ใหญ่บังคับหรือขีดเส้นบอกว่าทำแบบนี้สิ ดี อย่าทำแบบนั้นนะ ไม่ดี แต่สุดท้ายการที่เราเป็นตัวเองก็สามารถขีดเส้นให้ตัวเองได้ นั่นคือจุดยืนที่ LUSS กำลังทำอยู่ และจะทำต่อไป ในแง่ของการทำเพลง ทำไมเพลงของ LUSS ถึงประหลาดกว่าคนอื่น เป็นเพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าต้องเป็นแบบใครเพื่อให้ถูกมองว่าดี เป็นแบบเราก็ดีในแบบของเรา
ปั้น : นอกจากยืนหยัดในการเป็นตัวเอง เราหวังว่าวันหนึ่งเพลงของเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ที่เป็นเหมือนเราในวัยนั้น ตอนเด็ก ๆ ปั้นมักรู้สึกว่าทำไมเราไม่เหมือนคนอื่นเลย ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าที่จะเป็นตัวเองด้วย เราอยากให้น้อง ๆ ที่ฟังเพลงของเราแล้วรู้สึกกล้าที่จะเป็นตัวเอง กล้าที่จะแตกต่าง แล้วมีความสุขขึ้น นั่นคือสิ่งที่อยากทำต่อไป
Creative Ingredients
ทราบมาว่าคุณเพิ่งไปแสดงสดที่ต่างประเทศ เล่าบรรยากาศให้เราฟังหน่อย
ปั้น : ล่าสุดเป็นที่บาหลี ตอนนั้นเป็นโชว์เคสที่มีผู้สนับสนุนหลายคนและมีวงดนตรีเจ๋ง ๆ หลายวงมาก บรรยากาศค่อนข้างอบอุ่น ด้วยความที่ตอนนั้นอัลบั้มของเราเสร็จแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าถ้าชาวต่างชาติฟังอัลบั้มที่เราตั้งใจทำ แล้วเขาจะรู้สึกยังไงบ้าง ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก มันทำให้เรารู้ว่าเพลงไม่มีเรื่องของพรมแดน ภาษาไม่ใช่กำแพงในโลกของดนตรี
ถ้าให้เลือกแนะนำเพลงของ LUSS ให้กับคนที่อาจจะเพิ่งรู้จัก คุณจะแนะนำเพลงไหน เพราะอะไร
ปั้น : ปั้นคิดว่าในอัลบั้มใหม่ของเรา ตอนนี้ที่เคี้ยวง่ายที่สุดเป็นเพลงที่ชื่อว่า เตลิด ถือเป็นประตูสู่โลกของ LUSS และก็มีเพลง เจ้ากระต่ายน้อย ในอัลบั้ม Is there anything on the Moon? เป็นสองเพลงที่อธิบายความเป็นเราในตอนนี้ได้ดีมาก
เบน : ของเบนน่าจะเป็นเพลง เป่ายิ้งฉุบ เพราะเป็นเพลงที่สนุกและชอบที่สุดในอัลบั้ม มันมีความสมาธิสั้นในแบบที่เราเป็นจริง ๆ ถ้าดูเอ็มวีไปด้วยจะยิ่งเข้าใจ แต่ที่จริงเปิดอัลบั้มมาจิ้มเพลงไหนก็ได้ เบนรู้สึกว่ามันให้อารมณ์ที่ต่างกันไป เหมือนเป็น LUSS ในวันที่เศร้า LUSS ในวันที่ปัญญาอ่อน เป็นอะไรที่เยอะมาก
ฝากถึงแฟนเพลงหน่อย
ปั้น : ขอฝาก Is there anything on the Moon? ตอนนี้มีอัลบั้มออกมาแล้วพร้อมกับไวนิล และก็กำลังทำซีดีกับเสื้ออยู่ด้วย หวังว่าจะได้เจอกันเร็ว ๆ นี้ และหวังว่าเราจะได้รู้จักกันมากขึ้นผ่านเสียงเพลง ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่ส่งกำลังใจให้พวกเรามาโดยตลอด
เบน : ผมเชื่อว่าคนที่ฟังเพลงของ LUSS อยู่แล้วจะต้องอยากได้ไวนิล มันเป็นความประหลาดแบบที่เป็นตัวเราจริง ๆ เป็นเหมือนสวนสนุกที่บรรจุอยู่ในแผ่นไวนิล แต่สำหรับคนที่สั่งไวนิลไม่ทัน เราก็จะมีซีดีกับเสื้อรออยู่ น่าจะในช่วงเดือนมกราคมที่จะถึงนี้
เรื่องและภาพ : จรณ์ ยวนเจริญ