โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘เคี้ยวน้ำแข็ง’ ทำร้ายฟัน บ่งชี้ปัญหาสุขภาพประจำตัว

Xinhua

อัพเดต 05 ธ.ค. 2567 เวลา 20.03 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2567 เวลา 12.59 น. • XinhuaThai

× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป

(แฟ้มภาพซินหัว : คนงานขนน้ำแข็งลงจากรถบรรทุกในกรุงธากาของบังกลาเทศ วันที่ 23 เม.ย. 2024)

นิวยอร์ก, 5 ธ.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันพุธ (4 ธ.ค.) เดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานว่าการกัดเล็บ การแทะปลอกปากกาและยางลบหัวดินสอ หรือการเคี้ยวน้ำแข็ง อาจเป็นวิธีรับมือกับความเบื่อหน่ายหรือคลายเครียด แต่คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพช่องปากเตือนว่าพฤติกรรมเหล่านี้อาจนำสู่ฟันแตก บิ่น หรือหัก และอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ปัญหาสุขภาพประจำตัว

คณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการเคี้ยวน้ำแข็งอาจทำให้ชั้นเคลือบฟันแตกร้าวจนเกิดปัญหารอยร้าวของผิวเคลือบฟัน ซึ่งอาจลุกลามจนทำให้ฟันแตกในท้ายที่สุด ขณะเดียวกันการเคี้ยวน้ำแข็งอาจทำให้ฟันบิ่นหรือหัก โดยเฉพาะฟันที่มีความเปราะบาง

ฮอลลี ชอว์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะทันตแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เผยว่าแม้ชั้นเคลือบฟันเป็นสสารแข็งที่สุดในร่างกายมนุษย์ แต่ก็ยังอาจเสียหายได้หากเคี้ยวบางสิ่งที่แข็งซ้ำไปมา และน้ำแข็งจัดอยู่ในของแข็งเหล่านั้น

การเคี้ยวน้ำแข็งจัดอยู่ในกลุ่มพฤติกรรมที่เรียกว่ากิจกรรมการบดเคี้ยวนอกหน้าที่ของช่องปาก ร่วมกับการกัดฟัน ดูดนิ้ว กัดริมฝีปาก และการกระทำซ้ำในช่องปากแบบอื่นๆ โดยพฤติกรรมเหล่านี้มักพบในประชากรที่มีความเครียด ความวิตกกังวล และปัจจัยทางอารมณ์อื่นๆ สูงถึงร้อยละ 90

ความอยากและกินน้ำแข็งหรือของที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ดินหรือกระดาษ อาจเกี่ยวโยงกับปัญหาสุขภาพบางประการ เช่น การขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นผู้มีความอยากกินน้ำแข็งควรพูดคุยปรึกษากับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...