โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดจับตานโยบายทรัมป์ หลัง Fed คงดอกเบี้ยตามคาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ม.ค. 2568 เวลา 02.03 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2568 เวลา 12.51 น.

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ตลาดจับตานโยบายทรัมป์ หลัง Fed คงดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณว่า “ไม่รีบร้อน” ในการปรับนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (30/01) ที่ระดับ 33.75/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (29/01) ที่ระดับ 33.75/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ดินปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (29/01) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาดในการประชุมครั้งล่าสุด และไม่ได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับช่วงเวลาในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 4.25%-4.50% ในการประชุมเมื่อวานนี้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยแถลงการณ์ของเฟดระบุว่า อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และภาวะตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

ทางด้านเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า เฟดไม่รีบร้อนในการปรับนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่านโยบายการเงินของเฟดอยู่ในสถานะที่เหมาะสมในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่

นอกจากนี้ พาวเวลล์กล่าวว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่านโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลอย่างไร และเฟดจะต้องใช้เวลาในการประเมินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

แถลงการณ์ของคณะกรรมการเฟดและการแสดงความเห็นของพาวเวลล์ไม่ได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับช่วงเวลาในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันข้างหน้า ขณะที่แมทเธียส ไชเบอร์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Allspring Global Investments คาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนการประชุมเดือน พ.ค. และคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนวน 2 ครั้งในปีนี้

ด้านปัจจัยภายในประเทศ คลังเผยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือน ธ.ค. 2567 ได้รับปัจจัยหนุน “การส่งออก-ท่องเที่ยว” ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี บริโภคภาคเอกชนสินค้าคงทนยังคงชะลอตัว ทั้งพร้อมจับตาภาคการผลิตอุตสาหกรรม นโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างใกล้ชิด

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนธันวาคม 2567 ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยนเดือนธันวาคม 2567 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 สอดคล้องกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทนยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ของภาคการผลิตอุตสาหกรรมและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป”

นอกจากนี้ แนวโน้มเงินเฟ้อในหลายประเทศที่ยังคงชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในหลายประเทศ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป โดยในวันนี้ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบระหว่าง 33.71-33.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.71/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (30/01) ที่ระดับ 1.0420/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (29/01) ที่ระดับ 1.0404/06 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการประชุมประจำปี 2025 ของ World EconomicForum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ช่วงวันที่ 20-24 มกราคม 2525

หัวข้ออภิปรายด้าน “การค้า” ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจากประเด็นภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้

โดยมารอส เซฟโควิช (Maros Sefcovic) กรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรป หรืออียู (EU) ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการแสวงหาพันธมิตรและคู่ค้าใหม่ ๆ และได้ยกตัวอย่างข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปกับเมอร์โคซูร์ (EU-mercosur Partnership Agreement) การยกระดับความร่วมมือระหว่างอียูกับเม็กซิโก และการที่อียูกลับมาเจรจาการค้ากับอินเดียและมาเลเซียอีกครั้ง

นอกเหนือจากนั้น นักลงทุนรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 30 ม.ค. ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองว่า ECB จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง หรือ 0.75% สู่ระดับ 2.00% ในปีนี้ โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0400-1.0428 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0405/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ส่วนค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (30/01) ที่ระดับ 154.54/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (29/01) ที่ระดับ 155.37/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดจับตาดูตัวเลข Tokyo Core CPI ประจำเดือนธันวาคมที่จะเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 154.28-155.24 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 154.50/51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ของสหรัฐ ได้แก่ ประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐอเมริกา (30/01), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (30/01), ยอดขายที่อยู่อาศัยที่ปิดการขายของสหรัฐ ประจำไตรมาสที่ 4 (30/01), ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของโตเกียว (31/01), ดัชนีราคาผู้บริโภคของเยอรมนี (31/01), ดัชนีราคาค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (31/01), ดัชนีอัตราค่าจ้างแรงงานของสหรัฐ (31/01)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -5.6/-5.55 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.2/-2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดจับตานโยบายทรัมป์ หลัง Fed คงดอกเบี้ยตามคาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...