โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลุงสีเลี้ยวซ้าย : 3) ปล่อยให้บางคนรวยก่อนจนสุดเหลื่อมล้ำ/การเมืองวัฒนธรรม เกษียร เตชะพีระ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 พ.ย. 2564 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 02.49 น.

การเมืองวัฒนธรรม

เกษียร เตชะพีระ

 

ลุงสีเลี้ยวซ้าย

: 3) ปล่อยให้บางคนรวยก่อนจนสุดเหลื่อมล้ำ

 

การที่รัฐบาลประธานสีจิ้นผิงไม่เพียงป่ายขวาใส่พวกนายทุนขุนโจร (robber-baron capitalists) หากยังหวดซ้ายใส่กลุ่มลัทธิเหมาใหม่ (neo-Maoists) ด้วยนั้น บ่งชี้ว่าการเลี้ยวซ้ายของนโยบายเศรษฐกิจ การเมืองไปในแนวทางที่สีเรียกว่า “ความไพบูลย์ร่วมกัน” (????) จะไม่ซ้ายจัดสุดโต่งอย่างอดีตประธานเหมาเจ๋อตงสมัยการปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1966-1976)

ข้อไม่ควรลืมคือครอบครัวสีจิ้นผิงถูกเล่นงานอย่างหนักสมัยประธานเหมาเรืองอำนาจโดยเฉพาะในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม สีจงซุน พ่อของสีจิ้นผิงซึ่งเป็นอดีตผู้นำจรยุทธ์คอมมิวนิสต์สมัยการปฏิวัติและได้ครองตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1950 นั้นถูกกวาดล้างทางการเมืองในปี 1962 และติดคุกอยู่เกือบสิบปี

ส่วนสีจิ้นผิงเองซึ่งอายุแค่ 13 ปีเมื่อเหมาเปิดฉากปฏิวัติวัฒนธรรม ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นลูกของ “พวกเลวร้าย” โดนรังควาน คุมขัง และสุดท้ายส่งไปทำงานในพื้นที่ชนบทยากไร้ที่ซึ่งสีต้องอาศัยนอนในถ้ำที่เต็มไปด้วยตัวหมัด กว่าสีจิ้นผิงจะได้ฟื้นคืนฐานะอย่างเป็นทางการก็ใน ค.ศ.1978 หลังเหมาตายและการปฏิวัติวัฒนธรรมยุติลงสองปี

ในวาระโอกาสต่างๆ ประธานสีจึงประเมินทั้งเหมาเจ๋อตงและการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันเป็นภัยพิบัติทั้งเพ ซึ่งสอนให้รู้ว่าผู้คนอาจทำอะไรเลยเถิดได้บ้างหากรัฐบาลคุมไม่อยู่ เช่น :-

“การปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นการแสดงออกของ ‘ประชาธิปไตยขนานใหญ่’ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม แต่กลับไปสอดคล้องกับไสยศาสตร์แทน” (ทศวรรษที่ 1980 https://asia.nikkei.com/Spotlight/The-Big-Story/Bombard-the-headquarters-Xi-Jinping-s-crackdown-keeps-growing)

“บรรดาผู้นำการปฏิวัติไม่ใช่เทพเจ้า หากเป็นมนุษย์ เราไม่อาจบูชาพวกเขาเหมือนเทพเจ้าได้ แต่เราก็ไม่ควรโละพวกเขาทิ้งและลบล้างผลงานในประวัติศาสตร์ของพวกเขาทั้งหมดเพียงเพราะพวกเขาทำผิดพลาด” (คำปราศรัยของสีจิ้นผิงในวาระครบรอบวันเกิดเหมาเจ๋อตง 120 ปี, 26 ธันวาคม 2013 https://www.ft.com/content/63a5a9b2-85cd-11e6-8897-2359a58ac7a5)

สี่สิบปีก่อน เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้นำจีนคนแรกที่พาพรรคคอมมิวนิสต์จีนเลี้ยวขวาเข้าสู่แนวทางการสร้างเศรษฐกิจตลาดทุนนิยมภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ-พรรคด้วยคำขวัญ “ร่ำรวยไม่ใช่บาปกรรม”

ด้วยพลวัตของการเปิดปล่อยกิเลสโลภและการแข่งขันทางเศรษฐกิจของทุนนิยมเอกชนดังกล่าว ในชั่วหนึ่งอายุคน คนจีนก็ได้เปลี่ยนผ่านจากการประคองชามข้าวไว้แน่นและหันไปถือกระเป๋าหลุยส์ วิตตองอวดกันแทน

ทว่าใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะเข้าถึงบันไดเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจสังคมเดียวกันนั้นไม่ เติ้งจึงประกาศกำชับไว้แต่แรกด้วยว่า : “บุคลิกลักษณะเฉพาะของสังคมนิยมไม่ใช่ความยากไร้ แต่คือความไพบูลย์ หมายถึงความไพบูลย์ร่วมกันของคนทั้งปวง” ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าคนทั้งปวงจะมั่งคั่งไพบูลย์ขึ้นมาในเวลาเดียวกัน หากเป็นว่า ณ ที่ๆ สภาพเงื่อนไขเอื้ออำนวย “ควรปล่อยให้บางคนได้ร่ำรวยขึ้นมาก่อน” แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะได้หันมาช่วยเหลือพวกที่ล้าหลังกว่าให้ไล่ทัน เพื่อที่ว่าเมื่อเวลาผ่านล่วงไป คนทั้งปวงจะมั่งคั่งไพบูลย์ไปด้วยกัน (http://keywords.china.org.cn/2018-10/30/content_69084823.htm)

(ซึ่งละม้ายเหมือนทฤษฎียุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจแบบ ‘เติบโตอย่างไม่สมดุล’ หรือ unbalanced growth ของไทยเราที่ ดร.อำนวย วีรวรรณ รับมาจากศาสตราจารย์ Albert O. Hirschman https://www.matichon.co.th/columnists/news_142789 และคล้ายคลึงกับการเปิดปล่อยกิเลสโลภ และบริโภคนิยมของชาวรากหญ้าต่างจังหวัดของไทยเข้าสู่เศรษฐกิจแบบไม่พอเพียงอย่างระเบิดเถิดเทิงสมัยรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ดูบทวิเคราะห์ของ Claudio Sopranzetti, “Burning Red Desires : Isan Migrants and the Politics of Desire in Contemporary Thailand”, 2012, www.jstor.org/stable/23752622)

ปรากฏว่าสี่สิบปีให้หลัง จีนกลายเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำกันทางเศรษฐกิจเกือบเท่าสหรัฐอเมริกา แถมยังมีชาวจีนที่กลายเป็นเจ้าสัวพันล้านจำนวนมากกว่าบิลเลียนแนร์ชาวอเมริกันด้วยซ้ำ

คนจีนที่รวยที่สุด 10% ของประชากร 1.4 พันล้านคนถือครองส่วนแบ่งของรายได้ประชาชาติไว้ถึง 41% ในปี 2015 เพิ่มจากเดิมที่ 27% เมื่อปี 1978 (ดูแผนภูมิการคำนวณของ Thomas Piketty กับคณะเมื่อปี 2019 ด้านล่าง https://blogs.lse.ac.uk/businessreview/2019/04/01/income-inequality-is-growing-fast-in-china-and-making-it-look-more-like-the-us/)

และจากการศึกษาของธนาคาร Credit Suisse คนจีนที่รวยที่สุด 1% ถือครองส่วนแบ่งทรัพย์สินของชาติไว้ถึง 30.6% เพิ่มขึ้นถึง 10% จากเมื่อ 20 ปีก่อน และเจ้าสัวทั้งหลายจะไม่หยุดความโลภโมโทสันไว้แค่นี้ โดยธนาคารยังคาดการณ์ต่อไปว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจำนวนเศรษฐีเงินล้านของจีนจะเพิ่มขึ้นอีก 92% ของปัจจุบันอันนับเป็นประวัติการณ์ของโลกเลยทีเดียว

แต่ขณะเดียวกัน หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนก็ชี้ว่าทุกวันนี้ยังมีคนจีน 600 ล้านคนยังชีพอยู่ด้วยเงินไม่ถึงพันหยวนต่อเดือน (966.33 หยวนหรือราว 5,000 บาท https://www.lemonde.fr/economie/article/2021/08/31/prosperite-commune-le-nouveau-mantra-de-xi-jinping-pour-la-chine_6092818_3234.html)

ฉะนั้น เสียงเรียกร้องให้ “แบ่งเค้กกันอย่างเป็นธรรมยิ่งขึ้น” เพื่อไปสู่ความไพบูลย์ร่วมกันเสียทีจึงดังระงม

(ต่อสัปดาห์หน้า)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...