จากเด็กลาดกระบัง สู่การเป็น 'นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี' เรียนต่อ KAIST ด้านธุรกิจไอที!
สวัสดีค่ะชาว Dek-Dช่วงนี้ก็เรียกว่าใกล้ฤดูกาลเปิดรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ (GKS)ระดับปริญญาโทเข้ามาทุกทีแล้ว (ปกติจะเปิดรับสมัครเดือนกุมภาพันธ์) ถ้าใครกำลังอยากเก็บข้อมูลหรือหารีวิวไว้เป็น reference ประกอบการเตรียมตัว วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์จาก‘พี่มีน - พิชญานิน ชูติพัฒนะ’ คนไทยที่คว้าทุนนี้ไปเรียนต่อ ป.โท สาขา Business and Technology Management (BTM) ที่ Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST)นอกจากจะเป็นอันดับ 2 ของประเทศแล้ว ยังเด่นเทคโนโลยีจนขึ้นชื่อว่าเป็น MIT ของเกาหลีใต้เลยค่ะ
ในบทสัมภาษณ์นี้พี่มีนจะมาแชร์โพรไฟล์ คะแนนที่ใช้ยื่น การเตรียมตัวขอทุน การเลือกคณะ คำแนะนำการเขียน Personal Statement และ SoP รวมถึงรีวิวการเรียนปรับภาษาด้วย ทีมเกาหลีห้ามพลาดค่า :)
ศึกษาระเบียบการ GKS ป.โท ของปีก่อนไว้เตรียมตัว
https://www.dek-d.com/studyabroad/57248/
. . . . . .
เหตุผลที่ตัดสินใจสมัครทุนนี้
มีนได้ยินชื่อทุนรัฐบาลเกาหลีครั้งแรกตอน ม.6 และเคยสมัครของระดับ ป.ตรีค่ะ เพียงแต่ตอนนั้นไม่ผ่านการคัดเลือก เลยตั้งใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยในไทยจนจบ แล้วลองสมัคร ป.โทอีกครั้ง คราวนี้สมหวังแล้ว แถมยังได้เรียน KAIST ที่อยากเข้ามาตั้งแต่ ม.ปลายด้วยค่ะ ^^
แต่ทั้งนี้คือมีนผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์กับทางสถานทูตแล้วติดตัวสำรอง หลังจากนั้นทางสถานทูตจะส่งรายชื่อและประวัติของผู้สมัครทั้งตัวจริงและตัวสำรองไปยัง National Institute for International Education (NIIED) ที่เกาหลี
ตอนนั้นเราก็ยังมีความหวังอยู่นะ พยายามไปนั่งเสิร์ชจริงจังว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเคยมีตัวสำรองจะมีโอกาสขึ้นมาเป็นตัวจริงมั้ย ปรากฏว่ามีตัวสำรองชาวไทยเกือบครึ่งเลยที่ได้รับเลือกจาก NIIED ให้เป็น “ผู้ผ่านการคัดเลือก”(ทุกคนที่มีรายชื่อในประกาศคือตัวจริงค่ะ ไม่มีตัวสำรองเเล้วในรอบนี้) ในการประกาศผลรอบถัดมา เราคิดในใจว่า “เฮ้ยยย เรายังมีโอกาส เราอาจเป็นหนึ่งในนั้นก็ได้”
ผลออกมาว่าเราได้เป็น “ผู้ผ่านการคัดเลือก” จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัย 3 เเห่งตามปกติ ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เราเลือกไว้ ไม่มีเรียกสัมภาษณ์เพิ่มเเล้วค่ะ คัดเลือกจากprofileล้วนๆเลย สรุปคือ หลังจากส่งใบสมัครเราได้สัมภาษณ์เพียงครั้งเดียว คือสัมภาษณ์กับสถานทูตเกาหลี ทางออนไลน์ค่ะ
. . . . . .
โพรไฟล์และคะแนนตอนสมัคร
- เรียนจบ ป.ตรี สาขา Business Information Technology (International Program) คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
- เกรดเฉลี่ย ป.ตรี 3.78 (ใช้เกรด 7 เทอมเพราะยื่นสมัครทุนตอนเรียนปี 4 เทอม 2)
- คะแนนวัดระดับภาษาอังกฤษ TOEIC Listening & Reading Test 950
มีนไม่ได้ยื่นคะแนนภาษาเกาหลีเลยค่ะ แต่ถ้าย้อนเวลาไปได้คงไม่กล้าทำแบบนั้นแล้ว เพราะถ้าเรามีคะแนน TOPIK เกิน 3 จะได้คะแนนพิเศษเพิ่มประมาณ 10% ด้วยนะคะ
. . . . . .
หลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่ยื่น
เนื่องจากสมัคร Embassy Track จะเลือกได้ 3 อันดับ มีนเรียนจบ Business IT และสนใจด้านนี้จริงจัง เลยเลือกมหาวิทยาลัยที่สอนสาขาที่ตอบโจทย์เรา และทุกที่ล้วนแต่ส่งเสริม Start Up ในแคมปัสด้วยค่ะ
อันดับ 1 Business and Technology Management (BTM) ที่ KAISTเพราะเป็นความฝันของมีนตั้งแต่ ม.ปลายแล้ว พยายามหาข้อมูลของ KAIST กับหลักสูตร BTM มาตลอด แล้วยังเคยเข้างาน Open House แบบออนไลน์ของ KAIST ด้วย
อันดับ 2 Technology Management ที่ Hanyang Universityตรงสายที่เราสนใจเป๊ะๆ เรียนเป็นภาษาเกาหลี แต่ไม่ require คะแนน TOPIK
อันดับ 3 Business Administration ที่ Kumoh National Institute of Technology เรียนภาษาอังกฤษล้วน และ Kumoh มีวิชา Technology Management ที่เราสนใจก็เลยเลือก (อันดับ 3 คือมหาวิทยาลัยท้องถิ่นตามรายชื่อใน Type B)
ช่องทางหลักของ KAIST
https://www.facebook.com/KAIST.official
BTM KAIST
https://www.facebook.com/kaistBTM
Note:
กรณีสมัครผ่านสถานทูตหรือ Embassy Track สามารถเลือกได้ 3 คณะ แบ่งเป็นกลุ่ม Type A, B ซึ่งจะบังคับให้เลือก B 1 แห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครได้คว้าโอกาสติดมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยกลุ่ม B จะค่อนข้างไปทางนอกเมืองหน่อยแต่มีชื่อเสียงและศักยภาพดีเหมือนกัน
กรณีสมัครผ่านมหาวิทยาลัย หรือ University Track เราสามารถพุ่งเป้าหมายไปยังคณะที่จะสมัครได้เลย เขาจะได้เห็นถึงความตั้งใจว่าอยากเรียนจริงๆ (ขั้นตอนน้อยกว่า แต่ก็เลือกอันดับได้น้อยกว่า)
. . . . . .
คำแนะนำการเขียนเรียงความสมัครทุน
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้สมัครต้องเขียนก่อน ซึ่งทางทุนรัฐบาลเกาหลีกำหนดไกด์ไลน์หัวข้อที่เค้าอยากอ่านมาแล้ว เราควรตอบให้ครอบคลุมทุกประเด็น
นอกจากนี้ควรใช้ระดับภาษาที่คำนึงถึงผู้อ่าน เช่น มีนเป็นผู้สมัครรอบ Embassy Track ก็จะมีกรรมการของสถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย เจ้าหน้าที่ NIIED ที่เกาหลี และ Admission Staff ของมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัครเรียน เราต้องเล่าเรื่อง field ที่เรียนให้คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจได้ ภาษากระชับได้ใจความและไม่อ่านยากจนเกินไป เพราะเรากำลังเขียนเพื่อให้ผู้อ่านรู้จักเรามากขึ้นในประเด็นที่ทุนกำหนด
Personal Statement
ใน 1 Paragraph มีนจะเขียนแค่ 1 เรื่องเพื่อให้อ่านง่าย โดยประโยคแรกของทุก Paragraph ควรทำให้ผู้อ่านรู้ว่าเค้ากำลังจะอ่านอะไรในย่อหน้านั้น (อ่านเพิ่มเติม)ส่วน Paragraph สุดท้ายควรเป็นการสรุปทุกย่อหน้าด้านบน
อย่ายึดพวก theme การเขียนเรียงความที่คนเขียนกันเยอะๆ เพราะจะทำให้ Personal Statement ของเราไม่โดดเด่น พูดง่ายๆ คือเลี่ยงการเขียนสิ่งที่คนอื่นก็อาจเขียนได้เหมือนกัน
ในทางกลับกันเราควรเขียนสิ่งที่เป็นเรื่องของเราจริงๆ แล้วอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนแต่ไม่เยิ่นเย้อ (อ่านเพิ่มเติม)
เขียนโดยลำดับเวลาและเหตุการณ์ของเรื่องที่เล่า จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น มีนเล่าเรื่องกิจกรรมและผลงานที่ผ่านมาว่า เราได้ทำกิจกรรม A และได้เรียนรู้บางอย่างมา จากนั้นก็นำไปใช้ทำกิจกรรม B และ C ต่อได้ ส่วนกิจกรรม รางวัล และความสำเร็จ แนะนำให้เขียนว่า ก่อนหน้านี้เคยเป็นยังไง ได้ทำอะไร แล้วได้เรียนรู้ทักษะอะไรใหม่ๆ บ้าง โดยเขียนโฟกัสที่ตัวเราเป็นหลัก
ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ลองถามตัวเองว่า “ผู้อ่านคือใคร” “ผู้อ่านอยากอ่านอะไร” “เราได้เขียนทุกอย่างที่ผู้อ่านอยากอ่านรึยัง”
อย่าสะกดผิด อย่าเขียนผิดหลักไวยากรณ์ เพราะอาจแสดงถึงความไม่ตั้งใจได้
Statement of Purpose (SoP)
มีนจะขออธิบายแยกเป็น 3 ส่วนที่ทุนกำหนด
1. Language Study Planส่วนตัวมีนเลือกเขียนเป็นข้อๆ (bullet) เพราะคิดว่าอ่านง่ายที่สุดแล้ว และดูเป็นข้อที่ไม่จำเป็นต้องบรรยาย (มีนลองเขียนบรรยายแล้วพบว่า อ่านยาก) ถ้าใครอยากศึกษาเพิ่มเติม สามารถพิมพ์ค้นหาใน google ว่า “How to write bullet journal” // ด้านล่างนี้คือตัวอย่างรูปแบบการเขียน แต่ไม่ใช่ข้อความที่มีนเขียนลงใน SoP นะคะ
March - July 2021
- Listen to English podcasts based on my interests: Technology, Business, and Philosophy
2. Goal of the study และ Future Plan
เนื่องจากเรากำลังขอทุนอยู่ ควรเขียนว่าสิ่งที่เรา“จะทำ” และ“อยากทำ” จะส่งผลลัพธ์และสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกต่อประเทศไทยและเกาหลีอย่างไรบ้าง **สิ่งที่ตอบจะต้องเป็น plan และ goal ของเรา แต่ก็ควรคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย
ส่วนตัวมีนสนุกกับการนั่งค้นหาข้อมูลมาใช้ประกอบการเขียน Personal Statement และ SoP มากๆ ค่ะ โดยจะมีเขียนโครงร่าง (Outline) ก่อนเพื่อไม่ให้หลุดประเด็นจากนั้นพักไว้แล้วค่อยกลับมาแก้ไขเรื่อยๆ นอกจากนี้ก็มีนำไปให้ Advisor เพื่อน กับครอบครัวช่วยอ่าน เพื่อให้เราได้ความคิดเห็นจากหลายมุมมองด้วย
**โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ สำหรับเราๆ ได้ศึกษามาว่าหลักการเหล่านี้น่าจะเหมาะกับมหาวิทยาลัย สาขา Track และทุนที่เราสมัคร ดังนั้นถ้าใครต้องการสมัครอะไรก็ควรศึกษาสาขาและมหาวิทยาลัยนั้นให้ดี เพื่อมาใช้วางแผนการเขียน
กิจกรรมที่นำเสนอในเรียงความ
มีนมีอธิบายกิจกรรมและผลงานที่เคยทำไปทั้งใน SoP, Personal Statement รวมถึงแนบ CV และประกาศนียบัตรที่มีไปด้วย มีนจะขอเล่าเรียงลำดับเวลานะคะ เช่น
Full Scholarship (2017-2021) ได้รับการยกเว้นค่าเทอมตลอด 4 ปี จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ลาดกระบัง ซึ่งคัดเลือกจากคะแนนตอนสอบเข้าเรียนที่นั่น
ทุนเรียนดี ลาดกระบัง (2017-2020) จากการได้เกรดเฉลี่ยสูงสุดของสาขาในแต่ละปีค่ะ
เคยทำหน้าที่เป็นพิธีกรภาษาอังกฤษ ในงาน The 11th International Conference on Information Technology and Electrical Engineering (2019) มีผู้ร่วมงานกว่าร้อยคน จาก สจล. และ Universitas Gadjah Mada Yogyakarta ประเทศอินโดนีเซีย ที่มานำเสนอผลงานวิชาการค่ะ
เคยได้รับเกียรติบัตรนักกิจกรรมดีเด่น สจล. (2019) จากการรับหน้าที่พิธีกรภาษาอังกฤษ ในงานมอบเนคไทและเข็มพระมหามงกุฎ เป็นงานที่สเกลใหญ่มากๆ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 5,000 คน ทั้งตื่นเต้นเเละท้าทายเลยค่ะ เราได้ฝึกทักษะการเป็นพิธีกร ทักษะการสื่อสารกับผู้ฟัง เเละทักษะการพูด
เคยเป็นรองประธาน ค่ายไอทีสานสัมพันธ์ (เมษายน 2018) ซึ่งเป็นงานจัดค่ายสเกลใหญ่ครั้งแรก มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน ทีมงานอีกร่วมร้อยคน (เพื่อนๆ ที่ช่วยกันจัดงานนี้ขึ้น) ได้เรียนรู้ทักษะการจัดการ การหาแผนสำรอง และรู้จักเอาใจใส่กับรายละเอียดเล็กๆ มากขึ้นค่ะ
มีนสมัครทำงานอาสาให้กับ United Nations Volunteers (ธันวาคม 2020 - ปัจจุบัน) เนื่องจากช่วงนั้นทำ thesis ปริญญาตรีร่วมด้วย จึงสมัคร scope เล็กๆ 2 งาน งานแรกเราช่วยแปลใบสมัครของผู้สมัครโครงการ Youth Innovation for Human Mobility Challenge เป็นภาษาอังกฤษ และอีกงานเราช่วยแปลใบปลิวเป็นภาษาไทย ให้กับ UNV Asia and the Pacific ค่ะ
นอกจากนั้นก็เคยเข้าร่วมกิจกรรม เช่น Workshop LINE Chatbots และอื่นๆ อีกหลายกิจกรรม
(อ่านต่อ) รีวิวขอทุน & สัมภาษณ์ โดยพี่มีน
. . . . . .
แชร์ประสบการณ์ช่วงเรียนปรับภาษา
(เริ่มเกาหลีกึบ 1)
มีนได้ไปเรียนสถาบันภาษาแห่งหนึ่งที่กรุงโซล แต่เป็นตอนเหนือๆ เขตชานเมืองเลยค่ะใช้หนังสือแบบเรียนของ ม.โซล (Seoul National University) แต่ละบทจะมีครบ 4 พาร์ตทั้งฟัง-พูด-อ่าน-เขียน มีครบทั้งไวยากรณ์ คำศัพท์ เราจะได้ฝึกฟัง ต่อบทสนทนา อ่านบทความสั้นๆ ซึ่งมีนเองไปเริ่มที่กึบ 1 ได้ฝึกเขียนประโยคสั้นๆ มีการบ้านทุกวัน วันละ 10-15 หน้า หรือบางครั้งก็มีให้พรีเซนต์หรือ Writing ส่วนการสอบจะมีแบ่งเป็นมิดเทอมและไฟนอลค่ะ
เราเคยคิดว่าจะชิลล์ แต่จริงๆ คือภาพลวงตาชัดๆ 5555 จริงๆ แล้วเนื้อหาเลเวลนี้ยังไม่ยากมาก เพียงแต่ทุกอย่างใหม่หมดสำหรับเรา และช็อกกับการผัน verb ที่มีรายละเอียดเยอะ ที่สำคัญคืออัดแน่น ถ้าให้เทียบกับความเข้มข้นสมัยเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนรัฐบาล เล่มนึงใช้เวลาเรียน 1 เทอม แต่พอมาเรียนเทอมละ 2 เล่ม ซึ่ง 1 เทอม = 2 เดือน เรียนสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 4 ชั่วโมง (ตอนนี้กำลังเรียนกึบ 2 และมีช่วงติว TOPIK ตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นด้วย)
ความรู้สึกหลังจากเรียนมาถึงกึบ 2 เอาแบบไม่เทียบกับคนอื่นนะ ตอนแรกเราพื้นฐานภาษาเกาหลีน้อยมาก แต่ตอนนี้เรามาไกล สั่งข้าวกินได้แล้ว~ แค่นี้ก็รู้สึกคอมพลีทมากๆ สำหรับเราแล้วค่ะ ><
แล้วข้อดีคือสถาบันภาษาจะมีจัดกิจกรรมให้เยอะ (ยกเว้นช่วงโควิดจะยังทำอะไรไม่ค่อยได้) รวมถึงมีจัดบัดดี้ชาวเกาหลีให้ ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถขอความช่วยเหลือได้ และทำให้ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันไปในตัว
. . . . . .
รีวิวสั้นๆ 3 ความประทับใจที่เกาหลี
Cashless Society แม้แต่ร้านเล็กๆ ก็ยังรับบัตร และมักจะเจอตู้ Kiosk Machine สั่งอาหารอัตโนมัติจะจ่ายบัตรหรือเงินสดก็ได้ สะดวกมากๆ
มาตรการตรวจโควิดมีจุดตรวจทั่วประเทศให้เราเลือกไปได้ตามที่สะดวก ตรวจฟรีไม่มีเงื่อนไข รอผลทาง SMS รู้ผลได้ใน 1 วัน
ระบบขนส่งสาธารณะ เท่าที่ไปเที่ยวมา จะเห็นว่าในกรุงโซลและเมืองรอบๆ สามารถนั่ง Metro เข้าถึงได้ทุกที่จริงๆ หรือถ้าไกลออกไปหน่อยก็มีรถบัส ไม่จำเป็นต้องนั่งแท็กซี่ต่อ // ใช้ App ดูเวลารถที่มาถึงได้แบบ real-time บางป้ายรถเมล์ที่มีคนขึ้นเยอะๆ จะมีจอบอกเวลาว่าอีกกี่นาทีจะมาถึง ช่วยให้วางแผนชีวิตง่ายมาก