โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SABINA รับภาวะเศรษฐกิจฉุดกำลังซื้อ คอลแลบ“หมีเนย” ประคองยอดขายไตรมาสแรกได้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 พ.ค. 2568 เวลา 16.09 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2568 เวลา 09.09 น.

SABINA รับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คอลแลบกับแบรนด์ “น้องเนย” ทำให้ประคองยอดขายในช่วง 3 เดือนแรกได้อย่างน่าพอใจ หนุนรายได้รวมแตะ 845.1 ล้านบาท ลดลง 6.8% กำไรสุทธิ 102.7 ล้านบาท ลดลง 16.3% จากปีก่อนหน้า คาด 9 เดือนที่เหลือกลับมาโตตามเป้า

นางสาวดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2568 ของบริษัทฯ ที่มีรายได้รวมและกำไรสุทธิลดลง 6.8% และลดลง 16.3% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจนทำให้สำนักวิจัยเศรษฐกิจต่างๆ พากันปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัวลง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาดีกว่าที่บริษัทฯ คาดไว้ ซึ่งมาจากการที่ฝ่ายบริหารของบริษัทฯ ประเมินถึงผลกระทบด้านรายได้ล่วงหน้า ทำให้วางแผนออกคอลเลกชันใหม่ด้วยการคอลแลบกับแบรนด์ “น้องเนย” ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายในกลุ่มแฟนคลับ ขณะเดียวกัน SABINA ยังเดินหน้าควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่างๆ อย่างรัดกุม เพื่อประคับประคองผลการดำเนินงาน ทั้งค่าใช้จ่ายด้านแรงงานที่แม้ค่าแรงขั้นต่ำจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ด้วยการบริหารจัดการของ SABINA ที่เน้นเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน

ทำให้บริษัทฯ ควบคุมจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับปริมาณงาน โดยรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งมั่นใจว่าในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีนี้ แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนและมีปัจจัยท้าทายรออยู่ แต่ SABINAจะสามารถกลับมาสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้ได้อย่างแน่นอน โดยจะยังมีสินค้าคอลเลกชันใหม่ๆ ทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน แม้ว่า SABINAจะมีรายได้จากการส่งออกในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) ในสัดส่วน 6% ของรายได้รวม แต่บริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า จากการที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นกำแพงภาษีกับประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากลูกค้าในต่างประเทศของบริษัทฯ เป็นลูกค้ากลุ่มสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเป็นหลัก แม้ว่าในที่ผ่านมา จะมีลูกค้าจากสหรัฐอเมริกาสนใจติดต่อเข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการขยายฐานลูกค้าและขยายตลาด แต่อาจจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม

“ปัจจุบันเรามีสัดส่วนลูกค้า OEM หรือรับจ้างผลิต 6% ของรายได้รวม ซึ่งถ้าเป็นช่วงปี 2549 ก่อนเราเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ตอนนั้นเราทำ OEM เกือบ 100% และส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ถึง 70% แล้วมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เราได้รับผลกระทบ 100% แน่นอน แต่หลังจากเราปรับ Business Model มีรายได้หลายทาง ทั้งจากช่องทางค้าปลีก (Retail) ช่องทางไม่มีหน้าร้าน (Non-Store Retailing - NSR) และช่องทาง OEM ทำให้โครงสร้างรายได้ของเรายืดหยุ่นมากขึ้น และรับมือกับผลกระทบต่างๆ ได้ดีขึ้น

ตอนนี้เรายังมั่นใจว่าโครงสร้างรายได้จากทั้ง 3 ช่องทางยังมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่โครงสร้างรายได้จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต โดยเฉพาะช่องทางไม่มีหน้าร้าน หรือ NSR ที่ยังมีโอกาสขยายตัวได้อย่างมีศักยภาพตามการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...