โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้นไทย มิ.ย.ไม่เกิน 1,200 จุด ไร้ปัจจัยบวกหนุน แนะเก็บหุ้นบิ๊กแคปราคาลงลึก

efinanceThai

เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 07.36 น.

วงการผสานเสียง SET เดือน มิ.ย. ยืนเหนือ 1,200 จุดยาก เหตุไร้ปัจจัยใหม่หนุน แถมกลางเดือนคาดมีการชะลอลงทุนรอดูความชัดเจนศาลไต่สวนคดี "ทักษิณ ชินวัตร" ด้วย แต่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนคาดดัชนีรีบาวดืได้บ้าง จากเม็ดเงิน Thai ESGX ใหม่ราว 5 พันล้านบาท กลยุทธ์ช่วงนี้แนะเก็งกำไรเป็นรอบ เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นต่างประเทศมากขึ้น หลังยังไม่เห็นตัวกระตุ้นดัชนียืนเหนือ 1,200 จุดอย่างชัดเจน ส่วนหุ้นเด่นมิ.ย. แนะสะสมหุ้นบิ๊กแคปราคาลงลึก !

*** กูรูส่วนใหญ่คาด SET เดือน มิ.ย. ยืนเหนือ 1,200 จุดยาก

"ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า ประเมินดัชนีหุ้นไทยเดือน มิ.ย.นี้ เคลื่อนไหวในกรอบ 1,160 - 1,200 จุด แต่คาดทั้งเดือนลุ้นยืนเหนือ 1,200 จุด ยาก โดยมองว่าการฟื้นตัวของ SET Index ในช่วงต้นเดือนดังกล่าวยังเป็นไปได้ แต่ด้วยมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยที่แพงกว่าหุ้นในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้ยังเห็นการฟื้นตัวแบบจำกัด

เชนเดียวกับ "กรรณ์ หทัยศรัทธา" นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส อินเตอร์ เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ที่เสริมว่า ดัชนีหุ้นไทยเดือน มิ.ย.นี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,135 - 1,200 จุด แต่ยังฝ่าแนวต้าน 1,200 จุด ยาก แต่อาจได้รับแรงหนุนเล็กน้อย จากความชัดเจนการเจรจาภาษีระหว่างไทย กับ สหรัฐฯ คาดจะมีภาพชัดขึ้นในเดือน มิ.ย.นี้ เนื่องจากใกล้ครบกำหนด โดยคาดวว่า สหรัฐฯอาจยอมลดภาษีให้ไทยลงมาเหลือ 10 - 15% (เดิมจะเรียกเก็บ 36%)

ด้าน "กิจพณ ไพรไพศาลกิจ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินดัชนีหุ้นไทยเดือน มิ.ย.นี้ เคลื่อนไหวแบบ Sideway Down ในกรอบ 1,100 - 1,200 จุด และประเมินว่า SET index น่าจะยังไม่สามารถฝ่าแนวต้านสำคัญที่ 1,200 จุด ไปได้ เนื่องจากเดือนดังกล่าวยังไม่เห็นสัญญาณบวกใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มเติม

ขณะที่ "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเชีย พลัส ที่ประเมินว่า SET Index เดือน มิ.ย.นี้ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,100 - 1,200 จุด มองตลาดหุ้นไทยเดือนถัดไปไม่น่ากังวลมากนักเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยคาดดัชนีหุ้นไทยน่าจะจำกัดการปรับตัวลงจากเดือนก่อนได้ เนื่องด้วย SET Index เดือน พ.ค.นี้ ปรับตัวลงค่อนข้างแรงมาพอสมควรแล้ว

*** กลางเดือนในประเทศยังมีปัจจัยรบกวนอยู่ แต่คาดผ่านไปได้

"ณรงค์เดช จันทรไพศาล" กลับมากล่าวต่อว่า มีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าช่วงเข้าใกล้วันที่ 13 มิ.ย.นี้ จะมีแรงขายในตลาดหุ้นไทยออกมาเพื่อรอดูสถานการณ์คดีของ "ทักษิณ ชินวัตร" กรณีศาลฎีกานัดไต่สวนการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ขณะถูกคุมขังในเรือนจำจะมีทิศทางหรือพัฒนาการเช่นไร โดยปัจจัยดังกล่าวจะเป็นสิ่งรบกวนต่อตลาดหุ้นไทยระยะสั้น เนื่องด้วยนักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการเห็นความชัดเจน เพื่อจะประเมินกลยุทธ์อย่างถูกต้องหลังจากนั้น

เช่นเดียวกับ "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ที่มองว่า ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ ยังต้องจับตาปัจจัยการเมืองในประเทศวันที่ 13 มิ.ย.นี้ หลังศาลฎีกาจะมีการนัดไต่สวน "ทักษิณ ชินวัตร" กรณีรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ จะมีคำตัดสินออกมาอย่างไร ซึ่งอาจเป็น Sentiment กดดันต่อตลาดหุ้นเล็กน้อยในช่วงดังกล่าว แต่มองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน "ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณี "ทักษิณ ชินวัตร" ประเมินว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจจะทำให้ปริมาณการซื้อขายช่วงก่อน 13 มิ.ย.นี้ ลดลงบ้าง เนื่องด้วยนักลงทุนต้องการประเมินสถานการณ์ แต่เมื่อหลังผ่านวันดังกล่าว จะทำให้นักลงทุนที่ชะลอการลงทุนกลับมาลงทุนอีกครั้ง

อีกทั้ง ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายเดือน มิ.ย.นี้ ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทย จากการที่จะมีเม็ดเงินกองทุน Thai ESGX ใหม่ไหลเข้ามาอีกราว 5,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยในช่วงดังกล่าว สามารถดีดตัวขึ้นไปได้บ้าง

สอดคล้องกับ "กรรณ์ หทัยศรัทธา" ที่ระบุว่า ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามในเดือน มิ.ย.นี้ คือ การผ่านร่างบประมาณปี 2569 ประเมินว่า จะผ่านไปได้ด้วยดี แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) บ้าง ประกอบกับ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนดังกล่าว คาดจะเห็นแรงซื้อกองทุน Thai ESGX ใหม่เข้ามาหนุน Sentiment ตลาดหุ้นไทยได้บ้าง

*** แนะเก็งกำไรเป็นรอบได้ในช่วงดัชนีไม่ผ่าน 1,200 จุด

"เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ระบุว่า ในช่วงที่ดัชนีหุ้นไทยยังวนเวียนอยู่ในระดับ 1,100 กลาง ๆ - 1,200 จุด ถือว่า เป็นจังหวะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงยังสามารถลงทุนเก็งกำไรเป็นรอบ ๆ ได้ โดยใช้กลยุทธ์ขายทำกำไรหุ้นเมื่อช่วงดัชนีเข้าใกล้บริเวณ 1,200 จุด และเมื่อ SET Index ปรับตัวลงมาหาแนวรับเดิม ก็จะเป็นจังหวะในการทยอยเข้าสะสมหุ้นอีกครั้ง

ขณะที่ "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในภาวะที่ SET Index ยังซึมออกข้างแบบนี้ นักลงทุนยังสามารถเก็งกำไรเป็นรอบสั้นได้ โดยแนะนำให้นักลงทุนเข้าสะสมหุ้นเมื่อดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงมาแถว ๆ จุดที่ทำโลว์เดิม บริเวณ 1,150 - 60 จุด และเมื่อ SET Index ปรับตัวขึ้นใกล้บริเวณ 1,200 จุด จะเป็นจังหวะในการขายทำกำไร

เพราะเศรษฐกิจไทย และ GDP ไทยยังมีจุดแข็งแกร่ง คือ จะไม่ถดถอยจนทำให้ถึงจุดล่มสลาย เพียงแต่ยังเติบโตต่อได้ยาก เพราะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศยังเป็นธุรกิจแบบดั้งเดิม จึงทำให้ไม่มีเสน่ห์ที่จะไปต่อเหนือช่วงดัชนี 1,200 จุด แต่พอดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงมาก็ยังเป็นโอกาสที่จะเข้าไปซื้อหุ้นได้อยู่

"ถ้าถามว่า SET Index จะกลับไปยืนเหนือ 1,200 จุด ได้เพราะอะไร ณ ตอนนี้ยังเป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน ดัชนีหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวเพื่อหามูลค่าที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้ง จึงยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่การที่จะทำให้ SET Index ยืนเหนือ 1,200 จุด อย่างแข็งแรงในระยะถัดไป

จำเป็นอย่างมากที่รัฐบาลไทยจะต้องมีความจริงใจในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้เกิดความสำเร็จขึ้น เพราะต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนการท่องเที่ยว และการส่งออกที่ดูเหมือนจะอยู่ในช่วงย่ำแย่ อาจจะต้องเป็นการลงทุนเรื่องเทคโนโลยี แต่ไม่ใช่ AI เพราะถ้าจะลงทุน AI เราไม่สามารถตามเขาทันแล้ว เราตกขบวนไปแล้ว ถ้าจะทำอาจจะต้องนำหน้าลงทุนควันตัมเทคโนโลยีไปเลย ถึงจะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีเสน่ห์อีกครั้ง" ณรงค์เดช จันทรไพศาล กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงที่ดัชนีหุ้นไทยไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปไหนได้ไกล แนะนำนักลงทุนปรับพอร์ตมาถือหุ้นสหรัฐฯสัดส่วน 50% เพราะยังมีศักยภาพในการไปต่อได้สูง อีก 30% แบ่งมาถือหุ้นจีนเพราะยังมีแนวโน้มเติบโตได้ไม่ต่างจากสหรัฐฯ ส่วนอีก 20% แบ่งมาสะสมหุ้นไทยในช่วงที่ปรับตัวลงหนัก ๆ และไปขายทำกำไรในช่วงที่รีบาวด์ขึ้นมา

เช่นเดียวกับ "กิจพณ ไพรไพศาลกิจ" ที่เสริมว่า ในช่วงภาวะตลาดหุ้นไทยแบบนี้ นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงยังสามารถเก็งกำไรเป็นรอบได้ แต่อาจจะต้องเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ที่มีรายได้หลักจากต่างประเทศ เนื่องด้วยหลาย ๆ ประเทศยังเห็นทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ต่างจากเศรษฐกิจไทยที่ในช่วงไตรมาส 2/68 เห็นสัญญาณเชิงลบมากขึ้น

ส่งผลให้หุ้นหลาย ๆ บริษัทมีความเสี่ยงที่จะถูกนักวิเคราะห์ในตลาดปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 68 และราคาเหมาะสมลงได้ จึงทำให้เป้นแรงกดดันให้ SET Index ไม่สามารถขยับขึ้นไปยืนเหนือดีชนี 1,200 จุด ได้อย่างแข็งแกร่ง จนกว่าจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป จึงจะเป็นเเรงเสริมให้ SET Index ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

*** พบ 10 หุ้น โบรกฯแนะลงทุนเดือน มิ.ย.นี้

ขณะที่ เมื่อสำรวจหุ้นแนะนำที่น่าลงทุนของโบรกเกอร์ทั้งหมด พบว่า เดือน มิ.ย.นี้ มีหุ้นแนะนำทั้งหมด 10 บริษัท ดังนี้

4 โบรกฯชี้เป้า 10 หุ้นเด่นเดือน มิ.ย.

บล.

ชื่อย่อหุ้น

ราคาเหมาะสม (บ.)

%อัปไซด์*

หยวนต้า

BEM

9.5

75.93

BCH

20.4

52.24

BCPG

9

36.36

ADVANC

315

9.38

ยูโอบีฯ

CPALL

79

63.73

CPAXT

30.13

59.42

MINT

38

50.50

ERW

2.7

29.81

ซีจีเอสฯ

GULF

63

39.23

MINT

34

34.65

ไอร่า

GULF

61.48

35.87

TRUE

14.31

12.68

ADVANC

317.65

10.30

*อัปไซด์เทียบราคาปิด 29 พ.ค.68

10 บริษัทดังกล่าว เป็นหุ้นในดัชนี SET100 ทั้งหมด โดยกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ, พลังงานและสาธารณูปโภค, พาณิชย์ และเทคโนโลยีและการสื่อสาร ติดโผมากสุด 2 บริษัท เท่ากัน

บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เป็นบริษัทที่มีนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันมากที่สุด บริษัทละ 2 โบรกเกอร์เท่ากัน

*** "BEM" อัปไซด์ทะลักสูงสุดถึง 73%

บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์มากที่สุด 75.93% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 9.50 บาท/หุ้น รองลงมา คือ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 63.73% หลังถูกโบรกเกอร์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 79 บาท/หุ้น

นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 บริษัท ที่ราคาหุ้นล่าสุด มีอัปไซด์มากกว่า 50% ประกอบด้วยบมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 59.42% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 30.13 บาท/หุ้น, บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 52.24% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 20.40 บาท/หุ้น

ปิดท้ายด้วย บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 34.65 - 50.50% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 34 - 38 บาท/หุ้น

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...