โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยดอกเบี้ยแบงก์ลงกระทบ NIM ชี้ Q2/68 ลดลงมาอยู่ที่ 2.83% แม้ช่วยลดต้นทุนของลูกหนี้

efinanceThai

เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 02.55 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยดอกเบี้ยแบงก์ลงกระทบ NIM ชี้ Q2/68 ลดลงมาอยู่ที่ 2.83% แม้ช่วยลดต้นทุนของลูกหนี้

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -16 พ.ค. 68 9:55: น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด NIM ของระบบแบงก์มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในไตรมาส 2/68 มาอยู่ที่ 2.83% พร้อมประเมิน NIM มีโอกาสลดลงต่อเนื่องอีกในช่วงครึ่งหลังของปี 68 ชี้ผลของการลดดอกเบี้ยส่งผลดีต่อลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจและรายย่อย คาดสินเชื่อธุรกิจ - สินเชื่อบ้าน - สินเชื่อบุคคลที่มีหลักประกันได้รับอานิสงส์จากการลดดอกเบี้ยเงินกู้ก่อนสิ้นปี 68 จะมีสัดส่วนประมาณ 56.6% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบแบงก์ไทย

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย์ ว่า หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของกนง. เมื่อปลายเดือนเม.ย. 68 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-SIBs หลายแห่งเริ่มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MOR ลงในกรอบ 0.05-0.15% ซึ่งรูปแบบของการปรับดอกเบี้ยของแบงก์ในรอบนี้เป็นการปรับลดดอกเบี้ย 2 ขา โดยธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทั่วไปบางตัวลงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปที่การลดดอกเบี้ยของ กนง. 3 รอบที่ผ่านมา (เดือนต.ค. 67 เดือนก.พ.68 และ เดือนเม.ย. 68) พบว่า มีการทยอยส่งผ่านมายังอัตราดอกเบี้ยและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM: Net Interest Margin) ในระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ หรือ ระบบแบงก์ไทย เพราะแม้ผลในด้านหนึ่งจากการปรับลดดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการระดมเงินฝากลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็กดดันให้ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อลดลงตามไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่อานิสงส์จากการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังมีจำกัดตามสัญญาณอ่อนแอของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

สำหรับ NIM ระบบแบงก์ไทยที่ชะลอลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 นั้น สะท้อนผลจากต้นทุนเงินฝากที่ขยับลงช้ากว่าผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ เพราะอานิสงส์จากการปรับลดดอกเบี้ยจะทยอยมีผลต่อการรับรู้ต้นทุนเงินฝากตามรอบการครบกำหนดของระยะเวลาฝากเงิน โดยจากโครงสร้างพอร์ตเงินฝากของระบบแบงก์ไทยเป็นที่น่าสังเกตว่า ยอดเงินรับฝากในสกุลเงินบาทส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 69% ของเงินรับฝากโดยรวม อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์มีการปรับลดลงค่อนข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น ต้นทุนการระดมเงินฝากมักจะขยับตามรอบของเงินฝากประจำ โดยเงินฝากประจำระยะไม่เกิน 3 เดือน , ระยะ 3-6 เดือน และ ระยะ 6-12 เดือนมีสัดส่วนประมาณ 5% , 3% และ 17% ตามลำดับ

นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปมองภาพรวมการปรับดอกเบี้ยของแบงก์ตามรอบการปรับดอกเบี้ยนโยบายของกนง. ระหว่างเดือนต.ค. 67 - เม.ย. 68 จะพบว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมีช่วงเวลาที่หน่วง และ ช้ากว่าการปรับลดดอกเบี้ยในฝั่งเงินกู้อยู่ประมาณ 1 รอบ ทั้งนี้ เมื่อรวมผลของการปรับลดดอกเบี้ย 2 ขาของธนาคารพาณิชย์ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 68 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า NIM ของระบบแบงก์ไทยมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2/68 มาอยู่ที่ 2.83% จาก 2.92% ในไตรมาสที่ 1/67 และ คาดว่า NIM ยังมีโอกาสลดลงต่อเนื่องไปอยู่ที่ระดับประมาณ 2.75% ในช่วงครึ่งหลังของปี 68 ภายใต้สมมติฐานที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศอาจปรับลดลงอีก 1 ครั้งเพื่อช่วยประคองแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่การฟื้นตัวของสินเชื่อในภาพรวมยังต้องใช้เวลา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะเห็นธนาคารพาณิชย์เร่งปรับลดต้นทุน และ ค่าใช้จ่ายลงอีกในช่วงที่ 3 เหลือของปี 68 (แม้จะมีความพยายามดำเนินการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา) ท่ามกลางแนวโน้มของ NIM ที่จะยังลดลงต่อตามทิศทางดอกเบี้ยในประเทศในครึ่งปีหลังขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกระทบการปล่อยสินเชื่อทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัวช้า รวมถึงทำให้ความเสี่ยงขาขึ้นของหนี้ด้อยคุณภาพยังมีอยู่

ในขณะที่ผลดีของการลดดอกเบี้ยรอบนี้จะอยู่ที่ลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจ และ สินเชื่อบ้านที่จะเข้าสู่ช่วงปรับดอกเบี้ยเป็นหลัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้าน และ สินเชื่อบุคคลที่มีหลักประกันอื่น ๆ ที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก่อนสิ้นปี 68 จะมีสัดส่วนประมาณ 56.6% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบแบงก์ไทย โดยผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในรอบนี้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้รายย่อย และ ลูกหนี้ธุรกิจปรับลดลงประมาณ 4,400-4,900 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานที่เริ่มคำนวณผลของภาระดอกเบี้ยเงินกู้รอบนี้ที่ลดลงในช่วงระหว่างเดือนพ.ค.-ธ.ค. 68

เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.comอนุมัติ โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...