“สี จิ้นผิง” เตรียมหารือ “ปูติน” ย้ำสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐ
"สี จิ้นผิง" เตรียมหารือ "ปูติน" ย้ำสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐ คาดพูดถึงโครงการท่อก๊าซ Power of Siberia 2-ออกแถลงการณ์ร่วมด้านเสถียรภาพยุทธศาสตร์
วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 12.35 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมเดินทางเยือนกรุงรัสเซียในวันที่ 8 พ.ค.68 เพื่อพบหารือกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นแต่ซับซ้อนระหว่างสองประเทศ เพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐที่ไม่พอใจท่าทีของเครมลินในการยุติสงครามในยูเครน
สี จิ้นผิง ยังมีกำหนดเข้าร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) ในวันศุกร์นี้ ร่วมกับผู้นำจากประเทศกำลังพัฒนาราว 30 ประเทศ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 80 ปีของชัยชนะของสหภาพโซเวียตและฝ่ายสัมพันธมิตรเหนือเยอรมนีนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2
ตามคำเปิดเผยของ ยูริ อูชาโคฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซีย ประเด็นสำคัญในการหารือระหว่างสองผู้นำจะรวมถึงโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 ซึ่งเป็นแผนก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียไปยังจีนผ่านประเทศมองโกเลีย
นอกจากนี้ยังจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ ก่อนจะลงนามในแถลงการณ์ร่วม 2 ฉบับ ว่าด้วยเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และการกระชับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน
การเยือนครั้งนี้ของสี จิ้นผิง เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่จีนและสหรัฐที่จะมีขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเวทีหาทางออกจากสงครามภาษีระหว่างสองมหาอำนาจ ขณะเดียวกันจีนยังเผชิญความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับอินเดียและปากีสถาน ซึ่งต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์และมีความสัมพันธ์เชิงลึกกับรัสเซีย โดยรัสเซียเองเสนอทำหน้าที่เป็นคนกลางในข้อพิพาทดังกล่าว
ก่อนการเดินทาง สี จิ้นผิง ได้ตีพิมพ์บทความในสื่อรัสเซีย โดยกล่าวถึงสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ในศตวรรษที่ 20 พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัสเซียต่อต้านอย่างหนักแน่นต่อการใช้อำนาจฝ่ายเดียว ลัทธิเฮกีโมนี การรังแก และการใช้นโยบายบีบบังคับ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการวิจารณ์นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
ตามข้อมูลของสถาบัน Mercator Institute for China Studies (MERICS) พบว่านับตั้งแต่ถูกรัฐบาลตะวันตกคว่ำบาตรจากกรณีรุกรานยูเครนในปี 2565 รัสเซียได้หันไปพึ่งพาจีนมากขึ้นทั้งในด้านการจัดหาอุปกรณ์อุตสาหกรรม และตลาดส่งออกน้ำมันและก๊าซใหม่ โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศทะยานสู่สถิติใหม่ที่ 2.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 66% จากปี 2564 ก่อนสงคราม
MERICS รายงานว่าการส่งออกของจีนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าใช้ได้ทั้งพลเรือนและทางทหาร เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องจักรความแม่นยำ และอุปกรณ์ผลิตชิป ส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียโดยจีนก็พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 54% จากปี 2564
ฟิลิปป์ เลอ กอร์เรอ (Philippe Le Corre) นักวิจัยอาวุโสจาก Asia Society Policy Institute กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า“ผมเชื่อว่ารัสเซียกับจีนจะยังคงร่วมมือกันต่อไป โดยจีนจะซื้อพลังงานในราคาพิเศษ ขณะเดียวกันก็ยังคงส่งมอบโดรนและเทคโนโลยีสองทางให้รัสเซียใช้ในสงครามยูเครน” พร้อมเสริมว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จีนได้เข้ามาแทนที่บทบาทของยุโรปในเศรษฐกิจรัสเซียในหลายมิติ
โดยผู้นำทั้งสองได้ต่ออายุพันธมิตรไร้ขีดจำกัด (no-limits partnership) ไปเมื่อต้นปี และคาดว่าจะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ร่วมกันในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ระบุว่า สี จิ้นผิงกำลังเดินเกมที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง
แอสลี ไอดินทัสบาส (Asli Aydintasbas) นักวิจัยรับเชิญจาก Brookings Institution กล่าวว่า “จีนพยายามวางตัวให้เป็นประเทศที่มีเหตุมีผล และยึดมั่นในกฎกติกาสากล ท่ามกลางสงครามที่หลายประเทศประณาม”
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเคยหาเสียงด้วยคำมั่นว่าจะยุติสงครามยูเครนอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาลสหรัฐยังไม่สามารถโน้มน้าวให้รัสเซียและยูเครนเข้าสู่การเจรจาสันติภาพได้ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธว่า “เรากำลังเข้าสู่จุดที่ต้องมีการตัดสินใจบางอย่าง …ผมไม่พอใจเลย มันไม่น่าพอใจ”
ทั้งนี้คำพูดของเขามีขึ้นหลังจากรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) ระบุในวันเดียวกันว่า ฝ่ายรัสเซียเรียกร้องเงื่อนไขมากเกินไป ในการเจรจาสันติภาพ การเยือนมอสโกของสี จิ้นผิงจึงเป็นบททดสอบทางการทูตสำคัญ ว่าจีนจะรักษาสมดุลระหว่างการแสดงออกถึงความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย และการรักษาภาพลักษณ์ของประเทศที่เป็นกลางในเวทีโลกได้มากเพียงใด
อ้างอิง : asia.nikkei.com