โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“สี จิ้นผิง” เตรียมหารือ “ปูติน” ย้ำสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 พ.ค. 2568 เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2568 เวลา 07.58 น.

"สี จิ้นผิง" เตรียมหารือ "ปูติน" ย้ำสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐ คาดพูดถึงโครงการท่อก๊าซ Power of Siberia 2-ออกแถลงการณ์ร่วมด้านเสถียรภาพยุทธศาสตร์

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 12.35 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมเดินทางเยือนกรุงรัสเซียในวันที่ 8 พ.ค.68 เพื่อพบหารือกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นแต่ซับซ้อนระหว่างสองประเทศ เพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐที่ไม่พอใจท่าทีของเครมลินในการยุติสงครามในยูเครน

สี จิ้นผิง ยังมีกำหนดเข้าร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) ในวันศุกร์นี้ ร่วมกับผู้นำจากประเทศกำลังพัฒนาราว 30 ประเทศ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 80 ปีของชัยชนะของสหภาพโซเวียตและฝ่ายสัมพันธมิตรเหนือเยอรมนีนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2

ตามคำเปิดเผยของ ยูริ อูชาโคฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซีย ประเด็นสำคัญในการหารือระหว่างสองผู้นำจะรวมถึงโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 ซึ่งเป็นแผนก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียไปยังจีนผ่านประเทศมองโกเลีย

นอกจากนี้ยังจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ ก่อนจะลงนามในแถลงการณ์ร่วม 2 ฉบับ ว่าด้วยเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และการกระชับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน

การเยือนครั้งนี้ของสี จิ้นผิง เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่จีนและสหรัฐที่จะมีขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเวทีหาทางออกจากสงครามภาษีระหว่างสองมหาอำนาจ ขณะเดียวกันจีนยังเผชิญความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับอินเดียและปากีสถาน ซึ่งต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์และมีความสัมพันธ์เชิงลึกกับรัสเซีย โดยรัสเซียเองเสนอทำหน้าที่เป็นคนกลางในข้อพิพาทดังกล่าว

ก่อนการเดินทาง สี จิ้นผิง ได้ตีพิมพ์บทความในสื่อรัสเซีย โดยกล่าวถึงสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ในศตวรรษที่ 20 พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัสเซียต่อต้านอย่างหนักแน่นต่อการใช้อำนาจฝ่ายเดียว ลัทธิเฮกีโมนี การรังแก และการใช้นโยบายบีบบังคับ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการวิจารณ์นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ตามข้อมูลของสถาบัน Mercator Institute for China Studies (MERICS) พบว่านับตั้งแต่ถูกรัฐบาลตะวันตกคว่ำบาตรจากกรณีรุกรานยูเครนในปี 2565 รัสเซียได้หันไปพึ่งพาจีนมากขึ้นทั้งในด้านการจัดหาอุปกรณ์อุตสาหกรรม และตลาดส่งออกน้ำมันและก๊าซใหม่ โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศทะยานสู่สถิติใหม่ที่ 2.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 66% จากปี 2564 ก่อนสงคราม

MERICS รายงานว่าการส่งออกของจีนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าใช้ได้ทั้งพลเรือนและทางทหาร เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องจักรความแม่นยำ และอุปกรณ์ผลิตชิป ส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียโดยจีนก็พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 54% จากปี 2564

ฟิลิปป์ เลอ กอร์เรอ (Philippe Le Corre) นักวิจัยอาวุโสจาก Asia Society Policy Institute กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า“ผมเชื่อว่ารัสเซียกับจีนจะยังคงร่วมมือกันต่อไป โดยจีนจะซื้อพลังงานในราคาพิเศษ ขณะเดียวกันก็ยังคงส่งมอบโดรนและเทคโนโลยีสองทางให้รัสเซียใช้ในสงครามยูเครน” พร้อมเสริมว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จีนได้เข้ามาแทนที่บทบาทของยุโรปในเศรษฐกิจรัสเซียในหลายมิติ

โดยผู้นำทั้งสองได้ต่ออายุพันธมิตรไร้ขีดจำกัด (no-limits partnership) ไปเมื่อต้นปี และคาดว่าจะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ร่วมกันในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ระบุว่า สี จิ้นผิงกำลังเดินเกมที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

แอสลี ไอดินทัสบาส (Asli Aydintasbas) นักวิจัยรับเชิญจาก Brookings Institution กล่าวว่า “จีนพยายามวางตัวให้เป็นประเทศที่มีเหตุมีผล และยึดมั่นในกฎกติกาสากล ท่ามกลางสงครามที่หลายประเทศประณาม”

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเคยหาเสียงด้วยคำมั่นว่าจะยุติสงครามยูเครนอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาลสหรัฐยังไม่สามารถโน้มน้าวให้รัสเซียและยูเครนเข้าสู่การเจรจาสันติภาพได้ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธว่า “เรากำลังเข้าสู่จุดที่ต้องมีการตัดสินใจบางอย่าง …ผมไม่พอใจเลย มันไม่น่าพอใจ”

ทั้งนี้คำพูดของเขามีขึ้นหลังจากรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) ระบุในวันเดียวกันว่า ฝ่ายรัสเซียเรียกร้องเงื่อนไขมากเกินไป ในการเจรจาสันติภาพ การเยือนมอสโกของสี จิ้นผิงจึงเป็นบททดสอบทางการทูตสำคัญ ว่าจีนจะรักษาสมดุลระหว่างการแสดงออกถึงความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย และการรักษาภาพลักษณ์ของประเทศที่เป็นกลางในเวทีโลกได้มากเพียงใด

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...