“ค่ายรถจีน” เร่งใช้ชิปจีน 100% ภายในปี 2570 หนีการพึ่งพาตะวันตก
ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน ทั้ง BYD, Geely, SAIC และ Great Wall เตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่ใช้ชิปพัฒนาและผลิตในประเทศ 100% ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า หวังลดการพึ่งพาชิปสหรัฐ
วันที่ 17 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีน อาทิ SAIC, Changan, Great Wall, BYD, Li Auto และ Geely เตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่ใช้ชิปผลิตเอง 100% โดยคาดว่าอย่างน้อย 2 แบรนด์ จะเริ่มผลิตจำนวนมากได้เร็วสุดในปี 2569
โดยรุ่นแรกที่จะเริ่มผลิตจำนวนมากจะเป็นรุ่นปรับปรุงของรถที่มีอยู่แล้ว ซึ่งผลิตโดยบางแบรนด์ ก่อนที่แบรนด์อื่น ๆ จะทยอยตามมา ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ของรัฐบาลจีนที่ต้องการเพิ่ม การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีชิป ท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นกับสหรัฐ
โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ซึ่งเรียกร้องให้ผู้ผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ ทำการประเมินตนเองเกี่ยวกับอัตราการใช้ชิปที่ผลิตในประเทศ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เป้าหมายนโยบายล่าสุดของรัฐบาลจีนคือให้รถยนต์ใช้ชิปที่พัฒนาและผลิตในประเทศ 100% ภายในปี 2570 ซึ่งถือว่าเป็นการเร่งเป้าหมายจากเดิมที่ตั้งไว้เพียง 25% ภายในปี 2568
แม้เป้าหมาย 100% จะไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย แต่เป็นกรอบนโยบายที่ ใช้กระตุ้นให้ภาคธุรกิจแสดงความตั้งใจและศักยภาพในการสนองนโยบายรัฐ อย่างไรก็ตามเกณฑ์การนับอัตราการพึ่งพาชิปภายในประเทศยังไม่ชัดเจน บางฝ่ายนับตามจำนวนชิปทั้งหมดในรถ ขณะที่บางฝ่ายนับตามจำนวนชนิดของชิปที่พัฒนา/ผลิตในประเทศ ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของจีน ได้แก่ SAIC, FAW Group, GAC Group, BYD, Geely, Changan และ Great Wall ต่างถูกขอให้เพิ่มการใช้ชิปที่ผลิตหรือพัฒนาในประเทศ
ผู้บริหารจากบริษัทชิปจีนรายหนึ่งเผยว่า ลูกค้าหลายราย เช่น Geely ระบุว่า หากมีชิปที่ผลิตในประเทศให้เลือก จะเลือกใช้ชิปจีนก่อนแม้จะมีชิปต่างชาติที่ผลิตในจีนก็ตาม
กลุ่มบริษัทบางแห่ง เช่น GAC Group กำลังร่วมมือใกล้ชิดกับผู้ผลิตชิปแบบรับจ้าง (contract foundries) อย่าง Semiconductor Manufacturing International Corp. และ CanSemi เพื่อทบทวนทั้งห่วงโซ่อุปทานและรับรองทางเลือกที่พัฒนาในประเทศ
ในปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์จีนยังคงพึ่งพาชิปจากสหรัฐและต่างชาติ โดยเฉพาะในระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (autonomous driving) เช่น รถหรูยังใช้ชิป AI ของ Nvidia หรือชิปควบคุมห้องโดยสารอัจฉริยะของ Qualcomm การที่รัฐบาลสหรัฐค่อย ๆ จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ทำให้ผู้ผลิตจีนวิตกว่าจะไม่สามารถเข้าถึงส่วนประกอบที่จำเป็นได้ในอนาคต
ในบริบทนี้ บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของโลก เช่น STMicroelectronics, NXP และ Infineon ได้เร่งร่วมมือกับผู้ผลิตชิปจีนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับซัพพลายให้ผู้ผลิตรถยนต์จีน
ซีอีโอของ Infineon กล่าวว่า ลูกค้าจีนเรียกร้องให้บริษัทย้ายฐานการผลิตชิปเพื่อรองรับตลาดในประเทศจีนโดยเฉพาะ
ทั้งนี้แนวโน้มลดการพึ่งพาต่างประเทศ บวกกับความต้องการลดต้นทุนของผู้ผลิต กำลังพลิกโฉมห่วงโซ่อุปทานชิปยานยนต์ในจีน อดีตที่ผ่านมา การทดสอบและรับรองคุณภาพชิปยานยนต์ใช้เวลานาน 3–5 ปี แต่ตอนนี้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเลือกใช้ชิปเกรดผู้บริโภค (consumer-grade) สำหรับฟังก์ชันที่ไม่สำคัญ เช่น ระบบอินโฟเทนเมนต์ (infotainment)
ผู้บริหารบริษัทจอแสดงผลรายหนึ่งเผยว่า“การผ่านมาตรฐานของบริษัทรถยนต์ยุโรปใช้เวลา 3–5 ปี แต่กับผู้ผลิตจีนใช้แค่ 6–9 เดือน”
ผู้บริหารอีกรายเสริมว่า ลูกค้ารถยนต์จีนเริ่มเร่งให้ใช้ซัพพลายในประเทศแม้ในส่วนประกอบย่อย เช่น driver ICs และวัสดุเฉพาะทางอย่างแผ่นฟิล์มแสง (optical films) ซึ่งเคยถูกครองตลาดโดยบริษัทอเมริกัน โดยกำหนดเส้นตายให้เปลี่ยนผู้ผลิตเป็นบริษัทจีนภายในปีหน้า
Driver ICs คือชิปที่ควบคุมการทำงานของวงจรหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น เช่น หน้าจอหรือไฟ แต่เดิมชิปในรถยนต์จะเป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ เซ็นเซอร์ และชิปอนาล็อกที่ควบคุมไฟ ระบบเบรก หน้าต่าง และความปลอดภัย แต่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติทำให้ปริมาณชิปต่อคันพุ่งสูงขึ้น โดยต้องใช้ทั้งชิปประมวลผล กล้อง มอเตอร์ หน้าจอ และระบบจัดการแบตเตอรี่ ข่าวดีสำหรับจีนคือ ชิปเหล่านี้จำนวนมากสามารถผลิตได้ด้วยเครื่องจักรรุ่นเก่า ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงแบบ cutting-edge
Brian Matas นักวิเคราะห์จาก TechInsights กล่าวว่า “จีนเดินหน้าเร่งขยายเทคโนโลยีการผลิตรุ่นเก่าหรือ mature nodes อย่างจริงจัง ส่งผลให้ราคาชิปบางกลุ่มถูกกดดัน”
ตัวอย่างคือ ชิปอนาล็อกและไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) มีการเติบโตช้า เนื่องจากราคาถูกกดลงจากซัพพลายจีน
อย่างไรก็ตามจีนยังต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะพึ่งพาตนเองได้เต็มที่ โดย TechInsights ประเมินว่า ในปี 2568 จีนจะผลิตชิปได้เพียง 17.5% ของความต้องการในประเทศ จากตลาดรวมมูลค่าราว 185,000 ล้านดอลลาร์
ข้อมูลจาก SEMI ยังระบุว่ากำลังการผลิตชิปรุ่นเก่าในจีนจะคิดเป็นเกือบ 40% ของทั่วโลกภายในปี 2570 เพิ่มขึ้นจาก 31% ในปี 2566 ขณะที่สหรัฐจะอยู่ที่เพียงประมาณ 5%
อ้างอิง : asia.nikkei.com