โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Laura Dern ถูกบังคับให้ออกจากมหาวิทยาลัย หลังตัดสินใจลาเรียนเพื่อไปแสดงหนัง 'Blue Velvet'

BT Beartai

อัพเดต 30 ก.ค. 2567 เวลา 09.28 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2567 เวลา 14.32 น.
Laura Dern ถูกบังคับให้ออกจากมหาวิทยาลัย หลังตัดสินใจลาเรียนเพื่อไปแสดงหนัง 'Blue Velvet'

กว่าที่คนคนหนึ่งจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงในฮอลลีวูด ล้วนต้องผ่านอุปสรรคนับร้อยพันอย่าง ไม่เว้นแม้แต่กับ ลอรา เดิร์น (Laura Dern) นักแสดงสาวรุ่นใหญ่ วัย 57 ปี ที่รู้จักกันจากบทบาท ดร. เอลลี แซทเลอร์ นักบรรพชีวินวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์ ใน ‘Jurassic Park’ (1993) หรือถ้าเป็นคนรุ่นใหม่จะจำเธอได้จากบทบาทพลเรือโทโฮลโด แม่ทัพสุดเฮี้ยบผมสีม่วง ผู้สละชีพปกป้องฝ่ายต่อต้านในตอนท้ายของหนัง ‘Star Wars: The Last Jedi’ (2017)

แม้ว่าเธอจะเคยมีผลงานการแสดงมาบ้างแล้ว แต่ชีวิตในอาชีพการแสดงของเธอก็ไม่ได้ง่ายเลย และครั้งหนึ่งเธอเคยถูกบังคับให้ออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากเข้าเรียนในวิชาเอกจิตวิทยา และวิชาเอกการสื่อสารมวลชน ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส หรือ UCLA ได้เพียง 2 วัน เพียงเพราะการตัดสินใจลาเรียนไปแสดงหนังอาชญากรรมนีโอนัวร์ ‘Blue Velvet’ (1986) ที่นับเป็นหนังแจ้งเกิดของเธอในฮอลลีวูด

เดิร์นได้มีโอกาสเล่าเรื่องนี้ในระหว่างสัมภาษณ์กับพอดแคสต์ Where Everybody Knows Your Name

“ตอนนั้นฉันอายุ 17 ปี ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้เข้าเรียนที่ UCLA ฉันเข้าเรียนที่นั่นได้แค่ 2 วัน ก่อนที่ฉันจะออดิชัน และได้รับข้อเสนอให้รับบทในหนัง ‘Blue Velvet’ ฉันดีใจมาก ฉันเองเคารพ เดวิด ลินช์ (David Lynch) และทุกคนที่อยู่ในหนัง ‘Eraserhead’ (1977) และ ‘The Elephant Man’ (1980) ที่เขาเคยสร้างมามาก ๆ”

Laura Dern 'Blue Velvet

เดิร์นเล่าว่า เธอตัดสินใจติดต่ออาจารย์ และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเพื่อขอคำปรึกษาว่า เธอจะสามารถขอลาหยุดเพื่อไปถ่ายทำหนังเรื่องนี้ได้หรือไม่ แต่คำตอบที่ได้ก็คือปฏิเสธ แม้เธอจะพยายามแสดงออกถึงความตั้งใจในการเรียนให้จบตามหลักสูตรไปพร้อม ๆ กันมากแค่ไหนก็ตาม

“ฉันบอกกับอาจารย์ว่า ฉันจะกลับมาเขียนรายงาน ฉันจะกลับมาเรียนซ้ำทั้ง 2 วิชา ฉันจะจ้างติวเตอร์ ฉันจะตั้งใจเรียน ฉันจะส่งการบ้านกลับมาทางไปรษณีย์ ตอนนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตเหมือนในปัจจุบัน ฉะนั้นมันจึงยากมากที่จะทำอะไรต่าง ๆ ผ่านออนไลน์ ฉันจำได้ว่าฉันเคยบอกพวกเขาไป แต่สุดท้ายเธอก็ตอบกลับมาว่า ‘ไม่'”

นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จาก ‘Marriage Story’ (2020) เล่าต่อไปอีกว่า เพื่อต้องการแรงสนับสนุน เธอตัดสินใจถือบทภาพยนตร์ ‘Blue Velvet’ เพื่อเข้าไปขอคำปรึกษากับหัวหน้าภาควิชาภาพยนตร์ แต่ศาสตราจารย์ผู้เป็นหัวหน้าภาควิชากลับกล่าวกับเธอว่า

“ฉันบอกเขาว่า ‘ฉันได้รับโอกาสนี้มา และเขาก็ตอบว่า ‘โอเค ถ้าคุณจะให้ผมดูบท ผมก็จะดูบทให้ แต่คุณคงไม่ได้รับใบลาออกหรอกนะ มันเป็นไปไม่ได้เลย มันไม่ได้เป็นเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับการแพทย์”

หลังจากอ่านบทแล้ว เธอถูกเรียกตัวกลับไปที่สำนักงานของมหาวิทยาลัย ก่อนที่เธอจะได้คำตอบที่ไม่คาดคิด

“ก่อนอื่นเลย ถ้าหากคุณเลือกแบบนี้ คุณจะไม่ได้รับการต้อนรับจาก UCLA อีกต่อไป คุณจะต้องออกจากมหาวิทยาลัย และอีกอย่างก็คือ เมื่อได้อ่านบทนี้แล้ว การที่คุณคิดจะสละการศึกษาในมหาวิทยาลัยเพื่อสิ่งนี้ มันเป็นเรื่องที่บ้ามาก ๆ”

หลังจากมีผลงานการแสดงมาในระดับหนึ่ง เดิร์นในวัย 17 ได้รับบทบาทที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของเธอด้วยการรับบทเป็น แซนดี วิลเลียมส์ ใน ‘Blue Velvet’ หนังอาชญากรรมเซอร์เรียลนีโอนัวร์ เรต R เรื่องแรกของเธอ และผลงานการกำกับเรื่องที่ 4 ของลินช์ นำแสดงโดยเดิร์น, อิซาเบลลา รอสเซลลินี (Isabella Rossellini) และไคล์ แม็คลัคแลน (Kyle MacLachlan)

หนังเล่าเรื่องของเจฟฟรีย์ เด็กหนุ่มที่เดินทางจากมหาวิทยาลัย กลับมาบ้านที่รัฐนอร์ธแคโรไลนา เพื่อมาเยี่ยมพ่อที่ล้มป่วยกะทันหัน แต่สายตาของเขากลับพลันไปพบชิ้นใบหูของมนุษย์ตกอยู่บนสนามหญ้า เขาจึงนำไปให้ตำรวจเพื่อสืบสวนต้นตอ

แต่แซนดี วิลเลียมส์ ลูกสาวของตำรวจสืบสวน จอห์น วิลเลียมส์ กลับให้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับโดโรธี นักร้องสาวในไนต์คลับ เจฟฟรีย์จึงตัดสินใจเดินทางไปยังอะพาร์ตเมนต์ของโดโรธีเพื่อเดินเกมสืบสวนสอบสวนที่มาของใบหูปริศนาด้วยตัวเอง ก่อนที่เขาจะพบกับความชั่วร้ายสุดเซอร์เรียลที่แฝงอยู่ในบรรยากาศชานเมืองอันสงบสุขแบบอเมริกันชน

Laura Dern 'Blue Velvet

หลังจากผิดหวังกับผลงานกำกับหนังฟอร์มยักษ์ ‘Dune’ (1984) ลินซ์กลับมาทำงานที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และนับเป็นการกลับมาแก้มือได้สำเร็จ เป็นหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชมในทางที่ดี การแสดงของนักแสดงนำทั้งรอสเซลลินี, แม็คลัคแลน และเดิร์นได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ เป็นหนังเรื่องที่ 2 ในชีวิตของเขาที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม

และยังเป็นหนังที่แจ้งเกิดให้เดิร์นเป็นที่รู้จักในฮอลลีวูดมากขึ้นในเวลาต่อมา ก่อนที่เดิร์นและลินซ์จะได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน ‘Wild at Heart’ (1990) หนังดราม่าอาชญากรรมที่เธอแสดงนำร่วมกับ นิโคลัส เคจ (Nicolas Cage)

เดิร์นกล่าวทิ้งท้ายอย่างเข้าใจถึงความหวือหวาของบทหนังที่เป็นเรต R ที่เต็มไปด้วยคำหยาบคาย มีการแสดงภาพเปลือย มีฉากการใช้ยาเสพติด มีภาพเลือด ฉากน่ากลัว และความรุนแรง แต่สิ่งที่เธอดูจะไม่ค่อยเข้าใจก็คือตลกร้ายที่ในท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้ก็ถูกเลือกเข้าไปอยู่ในโปรแกรมสอนวิชาภาพยนตร์ ในหลักสูตรปริญญาโทของ UCLA เสียอย่างนั้น

“แน่นอนว่ามันเป็นบทหนังที่น่าตกใจอย่างมาก ฉันจะจบเล็กเชอร์ด้วยการบอกว่า หลังจาก 2 วันนั้นของฉัน ทุกวันนี้ ถ้าคุณจะต้องการเรียนปริญญาโทด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยนี้ ตอนคุณเขียนวิทยานิพนธ์ มีหนัง 2-3 เรื่องที่คุณต้องดูเพื่อศึกษา และคุณรู้ไหมว่า 1 ในนั้นคือเรื่องอะไร ? มันทำให้ฉันโคตรจะโกรธเลย…”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...