เมื่อสาวอ้วนยอดอัจฉริยะต้องมาอยู่ในร่างของคุณหนูตกอับ
ข้อมูลเบื้องต้น
"โอ๊ย!…เจ็บหัว ปวดหัวจัง นี่เราตายแล้วไม่ใช่หรอ? แล้วทำไมตายแล้วเรายังต้องรู้สึกเจ็บ แล้วยังรู้สึกปวดหัวอยู่อีกวะเนี้ย ตายแล้วไม่เห็นจะไปสวรรค์ สุขสบาย ไม่ต้องทนเจ็บ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาณเหมือนคนเป็นๆ อย่างที่คนสูงวัยทั่วๆ ไปชอบพูดกันตามงานศพเลยว้า
"เอ๊ะ หรือว่าเราตกนรกกันนะ? ถึงยังรู้สึกเจ็บอยู่"
"เฮ้อ! คิดว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ไปแอ๋วเทวดาหนุ่มๆ หล่อๆ เสียหน่อย ที่ไหนได้กลับต้องมานอนให้พญายมหน้าดุ ตัวแดงเอาหอกแทงร่างกายเสียนี่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าขา….ปันปันไม่ถูกไม่ถูกใจสิ่งนี้เจ้าค่ะ"
นิยายเรื่องนี้แต่ขึ้นมาจากความมโนล้วนๆ ไม่ได้อ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆ
เน้นเบาสมอง อ่านได้เรื่อยๆ ไม่เครียดตามสไตล์ไรท์เอง
ชื่อตัวละคร สำนวนอาจไม่ได้เลิศเลอแต่ก็ตั้งใจเขียนเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งอาจจะติดภาษาตัวเองไปบ้าง
ติชมได้ แต่ขอเบาๆ ไรท์ใจบาง
หากไม่ถูกใจใครหลายๆ คนก็ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย
ฝากกด ❤ เพื่อเป็นกำลังใจ และอย่าลืมกดติดตามกันนะค่ะเพื่อไม่ให้พลาดตอนต่อไป
1
บทที่ 1
โดย : น้ำค้างบนยอดดอย
"โอ๊ย!…เจ็บหัว ปวดหัวจังวะ นี่เราตายแล้วไม่ใช่หรอ? แล้วทำไมคนตายแล้วยังต้องรู้สึกเจ็บ รู้สึกปวดหัวอยู่อีกวะเนี้ย ตายแล้วไม่เห็นจะไปสวรรค์ สุขสบาย ไม่ต้องทนเจ็บ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนคนเป็นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างที่คนสูงวัยทั่วๆ ไปชอบพูดกันตามงานศพเลยว๊า
"เอ๊ะ หรือว่าเราตกนรกกันนะ? อืมคงเป็นงั้นละมั้งถึงยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ หนูทำบาปทำกรรมมากหรือไร ไยสวรรค์จึงต้องลงโทษกันเช่นนี้ เศร้าใจ"
"เฮ้อ! คิดว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ไปแอ๋วเทวดาหนุ่มๆ หล่อๆ เสียหน่อย ที่ไหนได้กลับต้องมานอนให้พญายมหน้าดุ ตัวแดงเอาหอกทิ่มแทงร่างกายเสียนี่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าขา….ปันปันไม่ถูกไม่ถูกใจสิ่งนี้เจ้าค่ะ"
ปันปันคิดว่าการที่เธอรู้สึกเจ็บปวดอยู่ในตอนนี้เป็นผลมาจากการที่เธอนั้นตกนรกแล้วกำลังถูกพญายมลงทัณฑ์ตนเองอยู่ โดยที่ไม่ยอมลืมตาขึ้นมามองดูว่าความจริงเป็นอย่างไร
เมืองหนานเฉิง หมู่บ้านป่าหมอก
"นี่นางยังไม่ตื่นขึ้นมาอีกรึนี่…ดีจริงๆ นี่ตระกูลรุ่ยของข้าแต่งเอาหลานสะใภ้เช่นไรเข้ามาในตระกูลกันนี่ ตะวันขึ้นจะตรงหัวอยู่แล้วนางยังไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาทำงานอีก หรือนางคิดว่าตนเองยังคงเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลหลันอยู่อีกหรือไรถึงคิดจะหลับนอนถึงตอนไหนก็ได้ ในเมื่อเจ้าแต่งเข้ามาในตระกูลรุ่ยแล้ว หากเจ้าไม่ตื่นลืมตาขึ้นมาทำงานก็ไม่มีทางที่จะมีกินได้หรอกนะ " แม่เฒ่ารุ่ยยังคงยืนส่งเสียงบ่นให้หลานสะใภ้คนใหม่ที่ตนเองเพิ่งจะรับเงินค่าจ้าง 500 ตำลึงเพื่อยอมรับนางให้เข้ามาเป็นสะใภ้ในตระกูลเมื่อวานนี้ โดยนางให้หลานชายอย่างรุ่ยหวังเหว่ยจากบ้านสามเป็นคนแต่งงานกับหลันซูซินเพื่อแลกกับเงินเพียง 10 ตำลึง
"ท่านแม่จะส่งเสียงดังให้เหนื่อยไปทำไมกัน ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือไรว่านังคุณหนูนี่สติไม่ดี ดูไม่สมประกอบ นางจะทำอะไรเป็นกันเล่า รูปร่างรึก็อ้วนออกอย่างนี้บ้านไหนจะยอมแต่งไปเป็นสะใภ้กัน เพราะแบบนี้ไงฮูหยินคนใหม่ของท่านเศรษฐีหลันถึงได้ว่าจ้างให้ตระกูลรุ่ยของเรารับนางเข้ามาเป็นสะใภ้ ในเมื่อตอนนี้นางก็เป็นเมียของเจ้าหวังเหว่ยมันแล้วท่านแม่ก็ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของพวกมันสองคนพี่น้องต่อไปเถอะนะ" รุ่ยลู่จื้อลูกชายคนโตของแม่เฒ่ารุ่ย ทนลำคานเสียงของแม่ตนเองไม่ได้จึงได้เอ่ยเตือนความจำของแม่เฒ่า
"จริงซิ ข้าเองก็ลืมไปเลยว่านางนั้นสติไม่ดี เห็นว่าบางทีก็อารมณ์ร้าย ขี้โมโห ฉุนเฉียวง่ายบางวันก็ไล่ตีบ่าวไพร่ในเรือนอยู่บ่อยๆ แล้วนี่ถ้าหากวันใดนางเกิดคลุ้มคลั่งไล่ตี ไล่ทำร้ายพวกเราขึ้นมาจะทำอย่างไรกันดีรึเจ้าใหญ่" แม่เฒ่ารุ่ยเมื่อคิดได้ก็อดที่จะกลัวหลานสะใภ้คนใหม่คนนี้ไม่ได้
"จะไปยากอะไรละท่านแม่ พวกเราก็ให้เจ้าหวังเหว่ยแยกบ้านออกไปก็สิ้นเรื่อง แล้วก็ให้มันเอาน้องชายขี้โรคอย่างหวังหย่ง และเมียสติไม่สมประกอบของมันออกไปด้วยให้หมด ทีนี้พวกเราก็ได้ไล่ตัวภาระออกจากบ้านไปถึง 2 คนเลย" รุ่ยลู่จื้อแนะนำแม่เฒ่ารุ่ย
"ท่านแม่ ท่านพี่ กะอีแค่แยกบ้านจะไปพออะไรไม่สู้พวกเราตัดขาดพวกมันไปเลยจะไม่ดีกว่าหรือ หากวันใดเจ้าหวังหย่งเกิดป่วยหนักขึ้นมาอีก ไม่พ้นเจ้าหวังเหว่ยจะต้องมาขอร้องขอเงินจากท่านแม่ไปซื้อยามารักษาน้องชายของมันอีก ดูอย่างครั้งนี้ซิเจ้าหวังเหว่ยถึงกับยอมแต่งงานกับหญิงอ้วน สติไม่ดีอย่างหลันซูซินมาเป็นเมียเพื่อแลกกับเงิน 10 ตำลึงเพื่อพาน้องชายไปหาหมอถึงในเมือง แล้วตอนนี้ก็คงจะพาเจ้าหวังหย่งไปหาหมอที่ในเมืองแต่เช้าเป็นแน่ หากมันรู้ว่าท่านแม่ได้รับเงินค่าจ้างมาถึง 500 ตำลึง พวกท่านไม่คิดหรือว่าเจ้าหวังเหว่ยจะมาขอส่วนแบ่งจากท่านแม่เพิ่ม อีกอย่างลู่เสียน กับนังจางลี่พ่อ แม่ของพวกมันก็นอนป่วยติดเตียงทำอะไรก็ไม่ได้อยู่ที่ท้ายหมู่บ้านอย่างนั้น ข้าว่าท่านแม่ก็ตัดขาดบ้านสามไปเลยเสียทั้งหมดเถิด"
ซูเม่ย ลูกสะใภ้คนโตของแม่เฒ่ารุ่ยเสนอความคิดเห็น เพราะนางนั้นไม่ชอบหลานชายทั้งสองคนอย่างหวังเหว่ย และหวังหย่งเป็นอย่างมาก นั่นเพราะนางเคยแอบชอบรุ่ยลู่เสียนผู้เป็นพ่อของหลานชายทั้งสองคนมาก่อน แต่รุ่ยลู่เสียนกลับไปชอบพอ และแต่งงานกับนางจางลี่แทนที่จะเป็นนาง นางซูเม่ยจึงรู้สึกแค้นและรังเกียจคนทั้งสองมาโดยตลอด นางซูเม่ยจึงยอมที่จะแต่งกับรุ่ยลู่จื้อเพื่อที่จะได้เข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่ในตระกูลนี้ และความโกรธ เกลียดชังนี้ก็พาลมาถึงลูกของทั้งสองคนอย่างหวังเหว่ย และหวังหย่งด้วยเช่นกัน ถึงแม้ตอนนี้รุ่ยลู่เสียน และนางจางลี่จะกลายเป็นคนป่วยนอนติดเตียงเพียงเพื่อรอวันตายอยู่ที่กระท่อมท้ายหมู่บ้านในที่ดินของตระกูลรุ่ยก็ตาม
"จริงอย่างที่เมียข้าพูดมานะท่านแม่ เจ้าสามกับเมียของมันอาการก็นับว่าแย่ลงทุกวัน หากเจ้าหวังเหว่ยมาขอเงินไปรักษาก็คงต้องใช้เงินอีกมาก และไม่รู้ว่าจะรักษาหายหรือไม่ ข้าว่าเรามอบเงินให้สักเล็กน้อยพร้อมกับที่ท้ายหมู่บ้านให้พวกนั้นได้อยู่อาศัยร่วมกันจะดีกว่านะท่านแม่ "
"แต่หวังเหว่ยเป็นเด็กฉลาดมากนะ อาจารย์ที่สำนักศึกษายังยอมให้เขาเข้าศึกษาได้โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักตำลึง เพราะหวังว่าเจ้าเด็กนี่จะสร้างชื่อให้กับสำนักศึกษาได้ หากวันใดที่หวังเหว่ยได้ดีขึ้นมาเล่าเจ้าใหญ่"
"ท่านแม่ รุ่ยซีห่าว ลูกของข้าก็ฉลาดไม่ด้อยไปกว่าเจ้าเด็กหวังเหว่ยหากพวกเราสนับสนุนให้เขาได้เข้าสำนักศึกษาที่ดีกว่านี้ ข้าว่าลูกข้าต้องได้ดีกว่าหวังเหว่ยเป็นแน่ อีกอย่างต่อให้หวังเหว่ยสอบได้เป็นอันดับหนึ่งของเมืองหนานเฉิง แต่ไม่มีเงินให้ได้ไปศึกษาต่อยังเมืองหลวงแล้วอนาคตเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนกันเล่าท่านแม่ เงิน 500 ตำลึง กับสินเดิมที่ติดตัวหลันซูซินมานี่ก็มิได้เพียงพอให้เราส่งพวกเขาให้ไปศึกษาต่อได้ทั้งสองคนด้วย ท่านแม่ต้องเลือกแล้วว่าจะส่งซีห่าวลูกของข้าไป หรือเจ้าหวังเหว่ยแล้วยังต้องดูแลคนทั้งหมดในบ้านสามที่มีแต่จะเป็นภาระของพวกเรา"
แค่สามีบอกว่าจะแบ่งเงินและที่ดินให้คนพวกนั้นนางก็รู้สึกขัดใจแล้ว นี่ท่านแม่ยังแสดงความเป็นห่วงเจ้าหลานแสนน่าชังนั่นอีก ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะต้องขัดขวางให้จงได้ นางจะไม่มีวันยอมให้เด็กจากบ้านสามได้ดีไปกว่าลูกชายของตนเองเป็นแน่ ดีนะที่ท่านแม่มีลูกชายแค่ 2 คน ส่วนลูกสาวคนรองนั้นก็ได้ตบแต่งไปเนิ่นนานแล้ว ทีนี้เงินจำนวนนี้ก็จะไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวหรือขอส่วนแบ่งได้อีก เมื่อคิดดูแล้วเงินนี่เมื่อส่งเสียให้ลูกของตนได้ไปร่ำเรียนยังเมืองหลวง ก็ยังคงเหลือเงินอีกมากให้พวกนางได้ใช้กันอย่างสบาย ต่อให้ไม่มีหวังเหว่ยมาคอยทำงานอีก แต่นางก็ยังสามารถจ้างแรงงานคนในหมู่บ้านให้มาทำได้เช่นกัน
ปันปันทนนอนฟังเสียงบ่นจนเธอทนไม่ไหวอีกต่อไป ต้องลืมตาขึ้นมาดูว่าท่านพญายมบ่นอะไรกันนักหนา เธอรึก็ยอมให้ลงโทษแต่โดยดียอมทนเจ็บปวดอยู่แล้วนี่อะไรยังไม่พอใจต้องบ่นกันไม่หยุดอีก
"บ่นไรกันนักหนาอะท่านยม หนูก็ยอม…….เอ่อ…นรกหน้าตาเป็นแบบนี้หรอวะ?" ปันปันลืมตาขึ้นมามองดูก็พบว่าเธอนอนอยู่ภายในบ้านดินเก่าๆ โทรมๆ หลังคาหญ้าคาที่ผุพังหมดแล้วก็รู้สึกตกใจ
"ต่อให้ที่นี่ไม่ใช่นรกแต่ก็ไม่มีทางเป็นสวรรค์แน่ๆ อ่ะไอ้ปันปันเอ๊ย….ที่นี่ที่ไหนวะเนี้ยกุ….ไม่ใช่เราตายไปแล้วพร้อมกับทุกคนแล้วหรอกหรอ?"
"เมื่อวานนี้เรากดระเบิดเองกับมือแล้วนี่นา บิ๊กบอส องค์กรลับ ทุกอย่างไม่มีแล้ว แต่บ้านดินข้างหน้าเรานี่คืออะไร ยังชุดแดงที่สวมนี่อีกตรุษจีนหรือไงนังปันปัน กรี๊ดดดดดดดดดด"
2
บทที่ 2
โดย : น้ำค้างบนยอดดอย
ปันปันสาวน้อยชาวไทย ผิวขาวจั๊วะ ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ ปากนิด จมูกหน่อย รวมๆ แล้วดูน่ารักไม่หยอก เธอเข้าสู่วัยเบญจเพส อายุได้ 25 ปีเต็มได้เพียง 1 วันก็ถูกบิ๊กบอสขององค์กรลับS ที่เธอสังกัดอยู่ยิงตาย ตัวเธอเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกนำมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านทานตะวันที่เป็นหน่วยงาน องค์กรช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า ถูกทิ้ง ขาดสารอาหาร และครอบครัวยากจน โดยเบื้องหลังบ้านทานตะวันนั้นมีองค์กรลับS ที่คอยดูแลและช่วยเหลืออยู่ หากเด็กคนใดดูมีแววฉลาด ไหวพริบดี สุขภาพแข็งแรง หรือมีแววความเด็ดเดี่ยว โหดตั้งแต่ยังเด็ก องค์กรลับS จะแยกเด็กๆ เหล่านั้นไปดูแล และฝึกฝนตามความสามารถของแต่ละคน เพื่อในอนาคตจะได้ใช้งานเด็กๆ เหล่านั้นในภารกิจขององค์กรลับS
มีทั้งที่ถูกฝึกให้เป็นสายลับที่ถูกส่งให้ไปแฝงตัวอยู่ตามหน่วยงาน องค์กร หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจตามประเทศต่างๆ เพื่อล้วงความลับต่างๆ ที่องค์กรต้องการ และการขายข้อมูลลับที่สายลับขององค์กรหามาได้ นักฆ่าที่ถูกฝึกมาอย่างหนักและโหดเหี้ยมจนเก่งกาจและไร้หัวใจตามแบบฉบับนักฆ่า ฝีมือเป็นที่ยอมรับในตลาดมืดเพราะทำงานไม่เคยผิดผลาดแม้แต่น้อย เมื่อการทำงานดี ไม่ทิ้งหลักฐานใดๆ ให้ตามตัวได้ราคาค่าจ้างต่อหัวก็ย่อมสูงตามไปด้วย
และนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นแหล่งสร้างรายได้หลักจำนวนมหาศาลให้แก่องค์กร ที่คอยคิดค้นตัวยา หรือไวรัสร้ายแรงใหม่ๆ ตามความต้องการของลูกค้าที่มักจะเป็นระดับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งปันปันนั้นยังพอจะโชคดีอยู่บ้างที่แม้จะกำพร้า แต่เธอกลับมี IQ และEQ สูงเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันมากจนเรียกได้ว่าเป็นเด็กอัจฉริยะก็ว่าได้ เธอมีความจำที่ดีมากสามารถเรียนรู้ภาษา และพูดได้คล่องถึง 4 ภาษานอกเหนือจากภาษาไทยตั้งแต่ยังเด็ก สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี และเธอยังมีมือที่หนักมากอีกด้วย มีครั้งหนึ่งตอนที่เธออายุเพียงแค่ 10 ขวบถูกเด็กชายรุ่นพี่วัย 15 ปีที่ถูกฝึกฝนให้เป็นนักฆ่ากลั่นแกล้ง เพียงแค่เธอตบหัวเขาเบาๆ ทีเดียว เด็กชายวัย 15 ปีคนนั้นถึงกับกะโหลกศีรษะร้าว สมองช้ำต้องพักรักษาตัวอยู่นานนับปีเลยทีเดียว
องค์กรลับจึงให้เธอฝึกฝนทั้งการเป็นสายลับ นักฆ่า และนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเธอเองก็ไม่ทำให้องค์กรลับผิดหวัง เธอทำได้ดีทั้งการเป็นสายลับ และนักวิทยาศาสตร์ ส่วนนักฆ่าอาจจะได้ผลรับที่ไม่ดีนักสำหรับองค์กรเพราะเธอจะฆ่าก็ต่อเมื่อรู้ว่าเหยื่อนั้นสมควรตาย และใช่เธอหันมาเอาดีทางด้านวิทยาศาสตร์นี้มากกว่าที่จะรับงานด้านสายลับ หรือนักฆ่า นานวันไปจากสาวหุ่นดีก็กลายร่างเป็นยัยตุ้ยนุ้ย สาวร่างอวบระยะปลายน้ำหนักกว่า 85 กิโลกรัมเพราะเอาแต่กินขนมหวานไปด้วยคิดค้นงานวิจัยไปด้วย จนเธอสามารถคิดค้นตัวยารักษาโรคใหม่ๆ ได้หลายตัว ไวรัสร้ายแรงเธอเองก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้เช่นกัน แต่ทุกครั้งที่ทำสำเร็จเธอจะทำลายมันทิ้งไปจนหมดทั้งไวรัส และเอกสารต่างๆ ทำให้ไม่มีใครสามารถสร้างขึ้นมาได้อีกนอกจากตัวเธอเพียงคนเดียว นั่นเป็นเพราะเธอรู้ว่าองค์กรจะต้องขายไวรัสที่เธอสร้างให้กับพวกที่กระหายสงครามที่ต้องการใช้ไวรัสของเธอเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสงครามเป็นแน่ ซึ่งเธอไม่เห็นด้วย และไม่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงพวกนี้ เธอจึงทำลายทิ้งทุกครั้งหลังจากที่สร้างมันขึ้นมาสำเร็จตามที่คิดไว้ เพราะเธอเพียงแค่เป็นคนชอบคิดค้น เมื่อสร้างได้เธอก็ทำลายได้เช่นกัน เห็นจะมีแต่การเป็นนักฆ่าเท่านั้นที่เธอมักจะปฏิเสธไม่ค่อยรับงาน เพราะบางครั้งเหยื่อที่ถูกว่าจ้างให้ปลิดชีพนั้นก็เป็นคนดี ส่วนลูกค้าที่มาว่าจ้างองค์กรกลับเป็นคนเลวที่ควรถูกกำจัดเสียมากกว่า
และเพราะเธอมักจะปิดบังขั้นตอนการสร้างเชื้อไวรัส และทำลายไวรัสร้ายแรงทิ้งทันทีหลังจากที่สร้างขึ้นมาได้สำเร็จ ทำให้บิ๊กบอสขององค์กรลับS ไม่พอใจเป็นอย่างมากที่เธอทำลายสิ่งที่สามารถจะสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับองค์กรลับ จึงได้วางแผนที่จะให้เธอได้ทดลองสร้างเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงในการคร่าชีวิตตามคำสั่งซื้อไวรัสของลูกค้าใหญ่ชาติหนึ่งที่เสนอเงินให้เป็นจำนวนที่สูงมาก และช่วงชิงมันมาก่อนที่เธอจะทำลายทิ้งเหมือนกับทุกๆ ครั้ง หากเธอปฏิเสธหรือขัดคำสั่งของเขาทำลายเชื้อไวรัสทิ้งอีก เขาก็คิดจะกำจัดเธอทิ้งเสีย
แต่ทางองค์กรลับS นั้นกลับไม่เคยล่วงรู้เลยว่าเธอยังเป็นนักประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยมมากอีกด้วย ทุกครั้งที่เธอขอลาหยุดเพื่อท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ เธอมักจะใช้เวลาเหล่านั้นในการสร้างเครื่องดักฟัง กล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่องค์กรลับไม่สามารถตรวจเจอได้ รวมไปถึงระเบิดจิ๋วแต่มีพลังทำลายล้างสูง ทั้งสามสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมาได้ถูกแอบติดตั้งไว้ที่ฐานลับขององค์กรทั่วทุกจุด หลังจากที่เธอรู้ถึงแผนการของบิ๊กบอส
"ถ้าเราทำลายไวรัสพวกนี้ทิ้ง แล้วไม่ยอมมอบสูตรในการสร้างให้ก็คิดจะฆ่ากันให้ถึงตายอย่างนั้นหรอ ฮึฮึ คิดว่าคนอย่างนังปันปันมือเหล็กจะกลัวรึไงยะ อย่างมากก็แค่ตายเอง ที่ผ่านมาฉันว่าก็ได้ทำงานจ่ายคืนสิ่งที่องค์กรลงทุนกับฉันไปจนหมดแล้วนะ ถ้ายังคิดเอาแต่ได้ เห็นแก่เงินทองและเหยียบย่ำทำลายคนบริสุทธิ์ไม่เลิก เราก็ลองมาแลกกันดูสักตั้งก็ได้นะบิ๊กบอส"
ปันปันยืนมองหน้าตนเองในกระจกสายตามุ่งมั่นตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ และเริ่มลงมือจัดการตามที่ได้ตั้งใจไว้ เธอสืบรู้มาว่าอีก3วันเหล่านักฆ่ามืออาชีพขององค์กรที่ขึ้นชื่อว่าโหด และไร้จิตใจมากที่สุดไม่ว่าจะเหยื่อจะเป็นเด็กเล็ก หญิงท้อง คนชราพวกเขาก็สามารถลงมือปลิดชีพได้อย่างไม่รู้สึกผิดใดๆ เพียงเพื่อให้งานสำเร็จและเพื่อเงินค่าจ้างจะกลับมาพัก และกบดานที่ฐานลับเป็นการชั่วคราวก่อนที่จะออกปฏิบัติการครั้งต่อไป ที่สำคัญนักฆ่าพวกนี้ยังได้รับคำสั่งลับให้จัดการเธอปลิดชีพเธอได้ทันทีหากเธอขัดขืน หรือทำลายเชื้อไวรัสทิ้ง เธอจึงวางแผน และแอบนัดแนะให้เพื่อนนักวิทยาศาสตร์ทุกคนหยุดงานและไปเที่ยวกันในวันนั้น เพราะหากทุกอย่างมันร้ายแรงเกินกว่าที่เธอจะควบคุมสถานการณ์ได้ และเธอต้องแลกกับบิ๊กบอส เธอก็ไม่อยากให้ทุกคนมาจบชีวิตไปกับเธอ
"ถ้าองค์กรลับS ที่ค้าทุกอย่างไม่สนว่าจะถูกหรือผิดกฎหมายหายไปจากโลกนี้ได้ นักฆ่าในอนาคตก็จะลดลงไปได้ส่วนหนึ่ง ไวรัสที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ก็จะลดลงไปได้อีกส่วนหนึ่ง คนอย่างบิ๊กบอส นักฆ่าไร้ใจพวกนั้นรวมถึงลูกค้าใหญ่รายนี้ก็จะไม่สามารถมีโอกาสไปทำร้ายใครได้อีก แลกกับการช่วยเหลือคนบริสุทธิ์ทั่วโลก และสมาชิกองค์กรที่ต้องฝืนทำตามคำสั่งขององค์กรชั่วจะได้เป็นอิสระก็ถือว่าคุ้มค่านะ หากชาติหน้ามีจริงก็ขอให้ลูกได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่กับธรรมชาติ ชีวิตไม่ต้องวุ่นวายแต่ขอให้ลูกสวย น่ารัก เก่ง ฉลาด แข็งแรงทรงพลังเหมือนช้าง เหมือนควายดั่งชาตินี้ด้วยเทอญ…อ่อๆ ที่สำคัญขอให้ลูกเกิดมาร่ำรวยแต่เด็ก คาบช้อนเงิน ช้อนทองมาแต่เกิดเลยนะเจ้าคะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าขา…..สาธุจ้า" ปันปันยืนพนมมือ แหงนหน้ามองฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แม้มองด้วยตาป่าวไม่เห็นแต่เธอมั่นใจว่ามี เพียงไม่นานก็มีกลุ่มดาวตกที่ส่องแสงสว่างเคลื่อนที่พาดผ่านท้องฟ้าดั่งฝนดาวตกเกิดเป็นภาพสวยงามชวนมอง
"อุ๊ต๊ะ!…..มาเป็นฝนดาวตกขนาดนี้แสดงว่าคำขอของลูกต้องสุขสมหวังทุกข้อเป็นแน่ใช่มั้ยเจ้าคะ งั้นปันปันขอแก้บนด้วยการมอบรำไทยชุดพิเศษให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเลยเจ้าคะ" แล้วปันปันก็เริ่มทำการเปิดเพลงจากโทรศัพท์มือถือ แล้วดัดมือให้อ่อนช้อย ตั้งท่ากางแขนไปด้านหน้า ออกสเต็ปร่ายรำเดินหน้า 3 ก้าวแล้วเด้งเอวใส่ จากนั้นก็ถอยหลังอีก 3 ก้าวแล้วเด้งเอวใส่ตามจังหวะเพลงสามช่าที่เธอเปิด
"โย้วๆ เชิ๊บๆ เดียวหนูแถมให้อีกเพลงนะเจ้าคะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าขา" แล้วปันปันก็เริ่มทำการร่ายรำด้วยการเดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้างอยู่อย่างนั้นเกือบทั้งคืนเพราะติดลม
และแล้วก็ถึงวันที่เธอจะต้องทำการทดลองประสิทธิภาพของเชื้อไวรัสให้บิ๊กบอสได้ดู และวันนี้บิ๊กบอสยังพาลูกค้ารายใหญ่มาดูการทดลองของเธออีกด้วย เมื่อเห็นว่าทุกอย่างพร้อมแล้วและบิ๊กบอสก็ส่งสัญญาณให้เธอเริ่มลงมือทำการทดลองการสร้างเชื้อไวรัส ปันปันเริ่มลงมือทดลองให้ทุกคนได้ดูทุกขึ้นตอน เมื่อทดลองเพาะเชื้อไวรัสได้สำเร็จในตอนที่ปันปันกำลังจะหยดสารเคมีเพื่อทำลายเชื้อไวรัส บิ๊กบอสใหญ่ก็ได้ยิงปืนใส่เธอหนึ่งนัด ปันปันยืนส่งรอยยิ้มให้กับทุกคนทั้งๆ ที่เธอนั้นกำลังกระอักเลือดออกมา รอยยิ้มนั้นชวนให้ทุกคนรู้สึกขนหัวลุกเป็นอย่างมากแล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ปันปันกดปุ่มให้ระเบิดที่แอบติดตั้งไว้ทำงานทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากพร้อมกับเสียงหัวเราะสุดท้ายของปันปัน
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไปเที่ยวนรกด้วยกันเถอะนะ ไปด้วยกันเยอะๆ สนุกดี"
"บรึ้มมมมมมมม!!" แรงระเบิดทำลายล้างสิ่งก่อสร้างในองค์กรลับจนสูญสิ้น ปันปันจากไปพร้อมกับองค์กรลับจบสิ้นทุกอย่าง
3
บทที่ 3
โดย : น้ำค้างบนยอดดอย
"เมื่อวานนี้เรากดระเบิดแล้วนี่นา บิ๊กบอส องค์กรลับ ทุกอย่างไม่มีแล้ว แต่บ้านดินข้างหน้าเรานี่คืออะไร ยังชุดแดงที่สวมนี่อีกตรุษจีนหรือไงนังปันปัน กรี๊ดดดดดดดดดด"
หลังจากที่ปันปันลืมตาขึ้นมา และมองดูสภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากที่เธอจินตนาการไว้ เธอรู้สึกช็อกจึงกรีดร้องอย่างหนักจากนั้นก็หมดสติไปอีกครั้ง
"อั๊ยหย๊า!….หัวใจจะวายใครเป็นอะไรกันอีกละนั่นเจ้าใหญ่ ร้องเสียงดังเสียแม่ตกอกตกใจหมดเลย"
"เสียงน่าจะมาจากทางห้องด้านหลังบ้าน ข้าคิดว่าคงไม่พ้นเป็นเสียงกรีดร้องของหลานสะใภ้คนใหม่อย่างหลันซูซินที่พวกเราเพิ่งรับเข้าตระกูลมานั่นละท่านแม่"
"นั่นไง ท่านแม่ ท่านพี่พวกท่านเห็นหรือยังนางสติไม่ดีแต่งเข้าตระกูลมาได้วันเดียวก็คลุ้มคลั่งส่งเสียงกรีดร้องไปทั่วเสียแล้ว หากว่านางอาการหนักกว่านี้นางไม่วิ่งออกมาไล่ตี ทำร้ายพวกเราเอาหรอกรึ แล้วนี่หากนางตีพวกเราจนตาย หรือแขนขาหักไปแล้วพวกเราจะทำเช่นไรจะจับนางส่งทางการได้หรือไม่ ในเมื่อนางเป็นคนสติไม่ดีเช่นนี้ นี่ข้าต้องทนอยู่อย่างหวาดผวากับคนสติไม่ดีหรือนี่" นางซูเม่ยได้ทีก็รีบพูดใส่ไฟให้แม่เฒ่ารุ่ย และรุ่ยลู่จื้อคิดตามทันที
"นั่นสิท่านแม่ นอกจากจะต้องคอยหวาดระแวงว่านางจะอาการกำเริบ คลุ้มคลั่งไล่ตีผู้คนแล้วพวกเราจะไม่ต้องเป็นที่อับอายของชาวบ้านหรอกหรือที่มีหลานสะใภ้ทั้งทีก็ดันเป็นหญิงสติไม่ดี" รุ่ยลู่จื้อเป็นคนหูเบาไม่ว่านางซูเม่ยจะพูดอะไร เขาก็มักจะเห็นด้วยเสมอ
"เอาๆ เช่นนั้นเจ้าใหญ่แกรีบไปบอกท่านผู้นำหมู่บ้านให้รู้เรื่อง แล้วรีบให้ท่านมาจัดการทำการตัดขาดกับบ้านสามเลย สะใภ้ใหญ่เจ้าเองก็รีบไปขังนางเอาไว้เสียก่อนอย่าได้ปล่อยนางให้ออกมาทำร้ายพวกเราได้ หากทำเรื่องเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าหวังเหว่ย กับหวังหย่งยังไม่กลับมาเสียที เจ้ากับเจ้าใหญ่ก็หอบเอานางขึ้นรถเข็นแล้วลากไปส่งที่บ้านเจ้าสามที่ท้ายหมู่บ้านเลยแล้วกัน ข้าเองก็ไม่อยากเห็นหน้านางนานนักหรอกเกรงว่านางจะไล่ทุบตีข้าเอาได้ ไปๆ พากันไปจัดการให้เรียบร้อย" แม่เฒ่าพูดจบก็รีบเดินหนีเข้าบ้านแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาทันที
ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปจัดการเรื่องของตนทันทีตามที่แม่เฒ่ารุ่ยสั่ง นางซูเม่ยแอบย่องไปดูว่าตอนนี้หลันซูซินอาการเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเห็นว่าหลันซูซินนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียง นางซูเม่ยจึงย่องเข้าไปหอบเอาข้าวของทั้งเสื้อผ้า ตำราของหวังเหว่ยและหวังหย่งมากองใส่รถเข็นเตรียมไว้เพื่อที่ทันทีที่หวังเหว่ย และหวังหย่งกลับมา ทั้งสองคนนั้นจะได้พานังสติไม่ดีคนนี้ออกจากบ้านไปให้พ้นๆ สายตาของเธอเสียที
"ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกำจัดพวกลูกนก ลูกกาให้ออกไปจากบ้าน อ่อ…ไม่ซิในที่สุดเรายังได้กำจัดพวกมารหัวใจให้ไปพ้นๆ บ้านรุ่ยเสียที"
ทางด้านของรุ่ยลู่จื้อนั้น เขาเองได้ไปตามท่านผู้นำหมู่บ้านให้ช่วยมาจัดการเรื่องแยกบ้าน ทำการตัดขาดกันที่บ้านใหญ่รุ่ย ท่านผู้นำหมู่บ้านซักถามแม่เฒ่ารุ่ยอยู่นานนางก็ไม่เปลี่ยนใจ ท่านผู้นำจึงส่งคนให้ไปแจ้งเรื่องนี้ให้คนบ้านสามรุ่ยลู่เสียน และนางจางลี่ที่นอนป่วยอยู่ที่บ้านหลังเก่าที่อยู่ท้ายหมู่บ้านได้ทราบ ทั้งสองคนต่างก็รู้ดีว่าไม่นานคงจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนต่างก็เป็นคนไร้ประโยชน์สำหรับแม่เฒ่ารุ่ย และคนบ้านใหญ่ พวกเขาทั้งสองคนได้แต่นอนรอความตายก็เท่านั้น
คิดอีกทีหากแยกบ้านกันได้อาจจะส่งผลดีกับลูกๆ ทั้งสองคนของพวกเขาที่จะได้ไม่ต้องคอยทำงานให้กับคนบ้านใหญ่อีก รุ่ยลู่เสียนจึงตกลงที่จะทำการแยกบ้านและตัดขาดกันไปเสีย ท่านผู้นำหมู่บ้านจึงเป็นธุระจัดการเรื่องนี้ให้ทันที ยังดีที่แม่เฒ่ารุ่ยยังเห็นแก่หลานชายอย่างหวังเหว่ยที่ยอมแต่งงานกับหลันซูซิน นางจึงยกที่ดินท้ายหมู่บ้าน และเงินอีก 20 ตำลึงให้แก่บ้านสาม แต่ต่อไปบ้านสามไม่อาจมาเรียกร้องหรือรบกวนเรื่องใดกับบ้านใหญ่ได้อีก ให้ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกันและกันอีกต่อไป ท่านผู้นำหมู่บ้านได้บันทึกทุกอย่างไว้เป็นหลักฐานและเขียนขึ้นมา 3 ฉบับให้แม่เฒ่ารุ่ยลงนาม และนำไปให้รุ่ยลู่เสียนลงนามจากนั้นจึงให้แต่ละฝ่ายเก็บกันไว้คนละชุด ส่วนอีกชุดท่านจะนำไปยื่นต่อทางการ
เมื่อจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้นำหมู่บ้านก็ได้ขอตัวกลับบ้านไปก่อน แต่ระหว่างทางก็ได้พบรุ่ยหวังเหว่ยที่กำลังเข็นรถเข็นพาน้องชายอย่างรุ่ยหวังหย่งเดินทางกลับบ้านหลังจากที่ไปหาหมอในเมืองกันมา
"เจ้าหวังเหว่ย อาการของน้องชายเจ้าเป็นอย่างไรบ้างเล่าดีขึ้นบ้างหรือยัง"
"ท่านลุงมู่ รุ่ยหวังหย่งน้องข้าอาการดีขึ้นบ้างแล้วหลังจากที่ท่านหมอได้ดูอาการ และได้จ่ายยาให้แต่คงต้องกินยาอีกหลายวันจึงจะหายขอรับท่านลุง"
"อืมดีแล้ว เจ้าหวังหย่งอายุยังน้อยแค่เพียง 4 ปีเท่านั้นต่อไปก็ต้องบำรุงกันให้มากจะได้แข็งแรงขึ้น เออ…ข้าจะบอกเจ้าว่าเมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งไปจัดการทำเรื่องแยกบ้าน และตัดขาดระหว่างบ้านสาม และบ้านใหญ่รุ่ยมาตามคำเรียกร้องของแม่เฒ่ารุ่ย แต่เรื่องนี้พ่อ และแม่ของเจ้าก็รู้เรื่องนี้แล้วนะ"
"ท่านย่าต้องการถึงขั้นตัดขาดกันเลยอย่างนั้นหรือท่านลุงมู่" หวังเหว่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย
"ใช่แล้วละ แม่เฒ่ามู่ยอมยกที่ดินท้ายหมู่บ้านให้กับบ้านสาม พร้อมกับเงินอีก 20 ตำลึง ต่อไปพวกเจ้าอาจจะลำบากกันมากหน่อย แต่เชื่อว่ามันอาจจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับพวกเจ้านะรุ่ยหวังเหว่ย เอาละๆ ข้าขอตัวกลับบ้านก่อนนะ หากมีเรื่องอะไรให้ช่วยเหลือก็รีบบอกข้าได้ เจ้าเองก็รีบกลับไปเอาของจากบ้านใหญ่เถอะ ข้าเห็นสะใภ้ใหญ่อย่างนางซูเม่ยจัดการหอบเอาข้าวของพวกเจ้ามากองไว้จนเต็มรถเข็นแล้ว"
"เอ่อ…ขอบพระคุณขอรับท่านลุงมู่"
ภายในใจของหวังเหว่ยนั้นไม่ได้รู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้แต่อย่างใด เพียงแต่แปลกใจอยู่บ้างก็เท่านั้นในเมื่อที่ผ่านมาท่านย่าก็ดูจะหวังกับตนเองเอาไว้มากถึงขนาดไม่ยอมให้เขาและน้องชายไปอยู่กับท่านพ่อ ท่านแม่ที่ท้ายหมู่บ้านแต่ให้อยู่บ้านใหญ่เพื่ออ่านหนังสือ และไปเรียนที่สำนักศึกษาเท่านั้น แต่หากสุดท้ายแล้วท่านย่าอยากจะแยกบ้าน หรือตัดขาดกันเขานั้นก็เต็มใจและยินดีเพราะถึงแม้ท่านย่าจะให้เขานั้นตั้งใจในการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่นั่นไม่ใช่กับท่านลุงใหญ่ และท่านป้าสะใภ้ใหญ่ พวกท่านทั้งสองคนต่างใช้ให้ตนเองและน้องชายนั้นทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะงานบ้าน งานสวน หรือแม้แต่ให้ไปรับจ้างหาเงินเข้าบ้านหากเขาไม่ทำพวกท่านทั้งสองคนก็จะหาเรื่องตีน้องชายของตนเอง หรือบางครั้งก็หาเรื่องไม่ให้หวังหย่งนั้นกินข้าวเย็น
เมื่อรู้เรื่องเช่นนี้เขาจึงเข็นรถพาน้องชายกลับไปไว้ที่บ้านท่านพ่อ ท่านแม่เสียก่อนแล้วจึงจะกลับไปเก็บข้าวของที่เหลือ อีกอย่างเขาเองก็อยากจะกลับไปดูท่านพ่อเสียก่อนด้วย เพราะเรื่องนี้เห็นจะมีก็แต่ท่านพ่อที่อาจจะเสียใจเมื่อรู้ว่าท่านย่าทำเรื่องตัดกันขาดเช่นนี้ หวังเหว่ยรีบเร่งกลับมาส่งน้องชายที่บ้านแล้วก็พบว่าท่านพ่อ ท่านแม่ของตนนั้นเพียงแต่นั่งมองดูเอกสารการตัดขาดในมือกันอยู่เฉยๆ ดูแล้วพวกท่านก็มิได้เสียใจกับเรื่องนี้สักเท่าใด
"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านเป็นอย่างไรกันบ้าง"
"พ่อไม่เป็นไรหรอกลูก เพียงแต่วันนี้จะรู้สึกไอมากไปหน่อยเท่านั้น"
"แม่เองรู้สึกดีขึ้นมากแล้วลูก ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วอาการของหวังหย่งเป็นอย่างไรบ้างเล่า เจ้าทำเช่นไรท่านย่า กับลุงใหญ่ของเจ้าจึงยอมให้เงินพาน้องไปหาหมอได้"
"เอ่อ…." หวังเหว่ยไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบอกเรื่องที่เขายอมแต่งงานเพื่อแลกกับเงิน 10 ตำลึงอย่างไรดี เพราะเพียงแค่เขานั้นไปขอร้องท่านย่าในตอนเช้าและตกลงที่จะทำตามที่พวกท่านต้องการ พอตกเย็นก็มีคนนำเจ้าสาวร่างโตมาส่งให้เขาพร้อมกับเงิน 10 ตำลึงถึงห้องทันที
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าและพี่ใหญ่เจอท่านลุงมู่ที่กลางทาง ท่านลุงบอกว่าท่านย่าทำเรื่องตัดขาดกับพวกเราแล้วจริงหรือ ต่อไปข้าจะได้อยู่ที่นี่กับท่านพ่อ ท่านแม่แล้วใช่มั้ย" รุ่ยหวังหย่งเอ่ยปากถามขึ้นมาก่อน ทำให้หวังเหว่ยค่อยเบาใจ อย่างน้อยเขาจะได้มีเวลาคิดว่าจะพูดเช่นไรให้ท่านพ่อ ท่านแม่นั้นไม่ตกใจจนอาการทรุดหนักไปอีก
"เป็นเรื่องจริง ต่อไปพวกเราทุกคนจะได้อยู่ด้วยกันที่นี่ เจ้ากับพี่ชายจะได้ไม่ต้องทำงานหนักตามที่ลุง และป้าสะใภ้ของเจ้าบังคับให้ทำอีกแล้วนะ ดีใจหรือไม่หวังหย่ง" รุ่ยลู่เสียนพูดไปก็ลูบหัวของลูกชายคนเล็กไปด้วย เขาอาศัยอยู่ที่นี่กับเมียไม่มีเรี่ยวแรงไปทำงาน หรือดูแลลูกชายแต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ข่าวว่าลูกชายของตนนั้นต้องลำบากเช่นไรยามที่อยู่บ้านใหญ่
"ลูกดีใจมากเลยท่านพ่อ ท่านแม่" หวังหย่งพูดจบก็เริ่มรู้สึกง่วงนอนเพราะยาที่กินไปเริ่มออกฤทธิ์เด็กน้อยจึงนอนหลับไปบนตักของลู่เสียนทั้งอย่างนั้น
"หวังเหว่ย ลูกเองก็กลับไปจัดการเอาข้าวของ ของเจ้ากับน้องมาเสียให้หมดเถิด เดียวแม่จะทำอาหารไว้รอลูกกลับมากิน" นางจางลี่วันนี้เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาบ้างจึงอยากจะทำอะไรให้ทุกคนได้กิน
"ท่านแม่ กับท่านพ่อพักผ่อนกันเถิด เดียวลูกกลับมาจัดการเอง และลูกมีคนที่อยากจะแนะนำให้พวกท่านได้รู้จักด้วยขอรับท่านพ่อ ท่านแม่" หวังเหว่ยพูดจบเขาก็รีบเดินจากไปบ้านใหญ่ทันที ด้านลู่เสียนและนางจางลี่ก็ได้แปลกใจกับคำพูดของลูกชาย แต่ครั้นจะถามก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว เพราะลูกชายได้เดินออกไปแล้ว