โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวมให้แล้ว! อนุสัญญาสิ่งแวดล้อม ออกสอบบ่อย พร้อมทริคช่วยจำ

Dek-D.com

อัพเดต 06 มิ.ย. 2567 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. 2567 เวลา 15.13 น. • DEK-D.com
รวม! อนุสัญญาสิ่งแวดล้อม ออกสอบบ่อย ที่นักเรียนต้องรู้ พร้อมทริคช่วยจำ

เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)’ วันนี้คอลัมน์‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ จะพาน้องๆ ทุกคนไปทำความรู้จักกับ ‘อนุสัญญาสิ่งแวดล้อม’กันค่ะ เหตุผลที่ต้องรู้จักอนุสัญญาสิ่งแวดล้อม เพราะในหลักสูตรมีมาตรฐานการเรียนรู้ว่า ผู้เรียนต้องระบุมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา บทบาทขององค์การและการประสานความร่วมมือทั้งในประเทศและนอกประเทศเกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ได้นั่นเอง นอกจากนี้ ก็ยังเป็นหัวข้อที่ข้อสอบ A-Level วิชาสังคม นำมาออกสอบบ่อยอีกด้วยค่ะ

อนุสัญญาคืออะไร?

อนุสัญญา (Convention) คือ ความตกลงระหว่างประเทศ(รัฐกับรัฐ/รัฐกับองค์การระหว่างประเทศ/องค์การระหว่างประเทศกับองค์การระหว่างประเทศ) ที่จัดทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายระหว่างประเทศโดยมุ่งก่อให้เกิดสิทธิและพันธะทางกฎหมายแก่ประเทศที่เข้าร่วม ซึ่งอนุสัญญาอาจมีชื่อเรียกได้หลายอย่างขึ้นกับองค์ประกอบและปัจจัย เช่น

  • สนธิสัญญา (Treaty) / ความตกลง (Agreement) / บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding - MoU)
  • อนุสัญญา (Convention) มักใช้ในกรณีการจัดทำความตกลงพหุภาคี
  • พิธีสาร (Protocol) มักใช้ในกรณีที่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมความตกลงเดิมที่มีอยู่แล้ว
  • ข้อตกลง (Arrangement) มักใช้ในกรณีที่เป็นการทำความตกลงย่อย เสริมจากความตกลงหลักที่มีอยู่แล้ว
  • กฎบัตร (Charter) มักใช้ในกรณีที่เป็นความตกลงจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ
  • หนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange of Notes) ต้องมีสองฉบับขึ้นไปประกอบกันเป็นความตกลง

ทั้งนี้ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเรียกชื่อไหนก็ตาม หากเข้าหลักเกณฑ์องค์ประกอบตามที่ระบุไว้ข้างต้นก็ถือเป็นสนธิสัญญาทั้งหมดค่ะ

Note :การเรียกชื่อสนธิสัญญาที่แตกต่างกันนั้นก็มีเหตุผลหลายอย่าง เช่น บางประเทศจะใช้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาขั้นตอนการทำสนธิสัญญาในลักษณะที่แตกต่างกันตามกระบวนการกฎหมาย เช่น หากเรียกชื่อเป็นบันทึกความเข้าใจ ก็อาจไม่จำเป็นต้องเสนอต่อรัฐสภา แต่หากเรียกชื่อว่า สนธิสัญญา หรือความตกลง ต้องผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นต้น

ทำไมต้องมีอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม?

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรามักจะได้ยินเรื่องปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งนับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ บางปัญหาอาจเกิดขึ้นแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ก็ยังมีอีกหลายปัญหาที่ส่งผลกระทบข้ามประเทศเหมือนกัน เพราะระบบนิเวศของโลกเราเชื่อมโยงกัน เมื่อเกิดปัญหาก็ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน เช่น ปัญหาโลกร้อน การลักลอบค้าสิ่งมีชีวิตระหว่างประเทศ ฯลฯ ดังนั้น การที่จะทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ลดลงได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศทั่วโลก เพื่อหาแนวทางการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

โดยอนุสัญญาสิ่งแวดล้อมถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วม ได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทั่วทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ โดยข้อตกลงเหล่านี้มักมีความเชื่อมโยงกันทั้งในแง่ปัญหา สาเหตุ ผลกระทบ และการดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งข้อมูลของข้อตกลงต่างๆ จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ทุกประเทศที่เข้าร่วมสามารถเตรียมการรองรับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบที่จะเกิดขึ้นในประเทศของตน และเพื่อให้การดำเนินงานตามข้อตกลงเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันความขัดแย้งและการดำเนินงานที่ซับซ้อนนั่นเองค่ะ

สำหรับอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมที่มักจะพบในข้อสอบ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ, การจัดการของเสีย มลพิษ และสารเคมีอันตรายซึ่งในแต่ละด้านจะมีอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันออกไป ดังนี้

หมายเหตุ : อนุสัญญาที่มีเครื่องหมายดอกจันทน์ (*) ด้านหน้า เป็นอนุสัญญาที่เจอบ่อยในข้อสอบดังนั้น ควรเน้นจำอนุสัญญาเหล่านั้นเป็นพิเศษ

อนุสัญญาสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1.กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC)

เป็นอนุสัญญา “กรอบการทำงาน” ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ประเทศที่เข้าร่วมรักษาระดับความเข้มข้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ที่เป็นตัวการหลักในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพื่อให้ระบบนิเวศเกิดความสมดุล และเป็นการป้องกันผลกระทบที่รุนแรงต่อการผลิตอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

2.พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol)

เป็นพิธีสารที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเดิมที UNFCCC มีการเรียกร้องให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือเท่ากับระดับในปี พ.ศ. 2533 ภายใน พ.ศ. 2543 แต่มีการคาดการณ์ว่าระยะเวลาไม่เพียงพอ จึงนำมาสู่การประชุม และเกิดพิธีสารเกียวโต ใน พ.ศ. 2540 ตามมา

โดยพิธีสารฯ นี้มีจุดประสงค์หลัก คือ ให้ประเทศที่เข้าร่วมลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน, ไนตรัสออกไซด์, ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์, ก๊าซในกลุ่มไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (HFCs) และเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs)

*3.ความตกลงปารีส (Paris Agreement)

เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญา UNFCCC ซึ่งเป็นส่วนขยายและเพิ่มเติม ต่อจากพิธีสารเกียวโต เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเนื่องจากพิธีสารเกียวโตมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้อย่างเต็มที่ เพราะสหรัฐอเมริกาประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันต้นของโลก ไม่ได้เข้าร่วมของพิธีสารฉบับนี้ จึงได้นำไปสู่การเจรจาข้อตกลงใหม่

โดยความตกลงปารีสมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ จำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอุณหภูมิในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

*4.อนุสัญญาเวียนนา (Vienna Convention)

เป็นอนุสัญญาที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้นานาประเทศร่วมกันหาวิธีป้องกันชั้นโอโซนในบรรยากาศไม่ให้ถูกทำลาย และร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจารูโหว่ของชั้นโอโซนโดยสนับสนุนให้เกิดการวิจัย การเฝ้าสังเกตการณ์ชั้นโอโซนอย่างเป็นระบบ และความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างประเทศต่างๆ อีกด้วย

*5.พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol)

เป็นพิธีสารว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ที่จัดทำขึ้นเพื่อควบคุม ป้องกัน ยับยั้ง ให้ลดการผลิตสารเคมีที่ส่งผลเสียต่อชั้นบรรยากาศโลก ได้แก่ สาร CFCs (ตู้เย็น แอร์ สีสเปรย์) สารฮาลอน (ถังดับเพลิง) และเมทิลโบรไมด์ (ยาฆ่าแมลง)เพื่อรักษาโอโซนให้คงอยู่ต่อไป เนื่องจากถ้าไม่มีชั้นโอโซนที่คอยสะท้อนรังสี UV ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และทำให้มนุษย์เรามีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังมากขึ้น โดยในพิธีสารฯ นี้จะมีการจำแนกสารทำลายชั้นโอโซนออกเป็นกลุ่มๆ และเป็นแบ่งตารางเวลาที่บอกจำนวนปีว่าการผลิตสารเหล่านี้ต้องยุติลงและหมดสิ้นภายในปีไหนบ้าง

อนุสัญญาสิ่งแวดล้อมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ

*1.อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity - CBD)

เป็นอนุสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อให้รัฐบาลทุกประเทศ พัฒนาประเทศโดยไม่ละเลยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ, เพื่อใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

2.สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agricultural: ITPGR)

เป็นสนธิสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมพืช เพื่ออาหารและการเกษตรที่ยั่งยืนและการแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งเกิดจากการใช้ทรัพยากรนั้นอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน โดยสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ แต่สนธิสัญญาฯ นี้ จำกัดขอบเขตเฉพาะเรื่อง “ทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร” เท่านั้น

ในขณะที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) จะมีขอบเขตครอบคลุมความหลายหลายทางชีวภาพทั้งหมดทุกประเภทแต่ไม่ครอบคลุมเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรพันธุกรรมพืชที่อยู่นอกถิ่นที่อยู่ (ex situ collection) และเรื่องสิทธิของเกษตรกรเป็นการเฉพาะ จึงอาจถือว่าสนธิสัญญาฯ นี้เป็นส่วนเสริมของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพนั่นเอง

*3.อนุสัญญาแรมซาร์ หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsar Convention on Wetlands)

เป็นอนุสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเดิมทีมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยของนกน้ำ ต่อมาได้มีการขยายขอบเขตการดำเนินการของอนุสัญญาฯ ให้ขยายครอบคลุมกว้างขึ้นโดยเน้นการอนุรักษ์และยับยั้งการลดลงของพื้นที่ชุ่มน้ำในโลก และสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด

*4.อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (The Convention on International Trade in Endangered Spcies of Wild Fauna and Flora : CITES)

มีอีกหนึ่งชื่อเรียกว่า อนุสัญญาวอชิงตัน (Washington Convention) เป็นอนุสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่ออนุรักษ์และคุ้มครอง เน้นทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือมีการคุกคาม ทำให้ปริมาณร่อยหรอจนอาจเป็นเหตุให้สูญพันธุ์โดยใช้ระบบควบคุมและตรวจสอบการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในรูปของการส่งออกและนำเข้าสัตว์ป่า พืชป่า และผลิตภัณฑ์ รวมถึงการนำเข้ามาจากทะเล

สาเหตุที่ ต้องมี CITES เนื่องมาจากการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าทั่วโลก มีปริมาณและมูลค่าสูง และมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อทรัพยากรของพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าในธรรมชาติ ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จนบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

5.อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ หรืออนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก (The World Heritage Convention)

เป็นอนุสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อการอนุรักษ์และจัดการมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ที่ทรงคุณค่าโดดเด่นของโลก ทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้นและจากแหล่งธรรมชาติโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อสงวนรักษาคุ้มครองและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติให้คงอยู่ต่อไป

อนุสัญญาสิ่งแวดล้อมด้านการจัดการของเสีย มลพิษ และสารเคมีอันตราย

*1.อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal)

เป็นอนุสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน ทั้งนำเข้า ส่งออก และวิธีกำจัดให้มีความปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำของเสียอันตรายไปทิ้ง หรือกำจัดทำลายในประเทศด้อยพัฒนา และการป้องกันการขนส่งที่ผิดกฎหมาย

โดยกำหนดให้มีการแจ้งข้อมูลล่วงหน้า และไม่อนุญาตให้เริ่มการเคลื่อนย้ายข้ามแดนจนกว่าจะได้รับการยินยอมจากรัฐผู้นำเข้า และรัฐที่นำผ่านแดน รวมทั้งต้องจัดให้มีเอกสารการเคลื่อนย้าย การบรรจุหีบห่อ การติดฉลาก และการขนส่งด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรฐานสากล ตลอดจนต้องมีการประกันภัย พันธบัตรหรือหลักประกันทางการเงิน และต้องรับผิดชอบในการนำกลับของเสียภายใน 30 วัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อตกลง ถือเป็นการลักลอบเคลื่อนย้ายข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย

*2.อนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ (Rotterdam Convention on the Prior Informed Consent Procedure for Certain Hazardous Chemicals and Pesticides in International Trade : PIC)

เป็นอนุสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากอันตรายของสารเคมี และส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะเน้นควบคุมการนำเข้า และส่งออกสารเคมีอันตรายต้องห้ามหรือจํากัดการใช้อย่างเข้มงวด และสูตรผสมของสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ที่เป็นอันตรายอย่างร้ายแรง โดยได้กำหนดรายชื่อสารเคมีที่ควบคุมภายใต้อนุสัญญา

3.อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants)

เป็นอนุสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน โดยการลดหรือเลิก การผลิต การใช้ และการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน ซึ่งเป็นกลุ่มสารประกอบอินทรีย์ซึ่งย่อยสลายได้ยาก มีคุณสมบัติเป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์ ตกค้างยาวนาน สะสมได้ในเนื้อเยื่อไขมันของมนุษย์เเละสัตว์ และสามารถเคลื่อนย้ายได้ไกลในสิ่งแวดล้อม

ลงนามอนุสัญญาแล้วต้องทำอะไรต่อ?

หลังจากแต่ละประเทศได้เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาแล้วก็จะต้องดำเนินงานตามข้อตกลงในแต่ละอนุสัญญาที่ได้กำหนดไว้เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ประเทศที่เข้าร่วมจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการเปลี่ยนปลงสภาพอากาศ และดำเนินการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับแลกเปลี่ยนข้อมูลความก้าวหน้าเป็นระยะๆ ว่าสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกไปได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก

แจก! ทริคช่วยจำอนุสัญญาสิ่งแวดล้อม

รู้จักอนุสัญญาสิ่งแวดล้อมกันไปเรียบร้อยแล้ว มาถึงคิวการจำอนุสัญญาที่ออกสอบบ่อยให้แม่นแล้วค่ะ สำหรับทริคการจำที่นำมาฝากน้องๆ กันในวันนี้ เป็นวิธีการจำด้วยทำนองเพลงซึ่งทำนองเพลงที่จะใช้จำ คือ เพลง “นิ้วโป้งอยู่ไหน”ลองฟังทำนองเพลง แล้วลองร้องตามจังหวะได้เลย!

ไซเตสพืชสัตว์ / รอตเตอร์ดัมเคมี

ปารีสโลกร้อน / แรมซาร์ชุ่มน้ำ

มอนทรีออล เวียนนา โอโซน

บาเซล แคนเซิลขยะ

ได้ทริคจำอนุสัญญากันไปแล้ว มาลองวัดองค์ความรู้และความเข้าใจ กับข้อสอบ A-Level วิชาสังคม ปี 2566กันค่ะ

ความสัมพันธ์ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง

1. อนุสัญญาไซเตส - สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์

2. อนุสัญญาเวียนนา - ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

3. อนุสัญญาบาเซล - ของเสียอันตราย

4. อนุสัญญาแรมซาร์ - พื้นที่ชุ่มน้ำ

5. อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ - อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่า ความสัมพันธ์อนุสัญญาข้อไหนไม่ถูกต้อง คอมเมนต์คุยกันด้านล่างได้เลยค่ะ

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ หรือถ้าน้องๆ มีเรื่องราวน่าสนใจเรื่องไหน ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...