โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ผักอะไรไม่ควรกินดิบ

Health Daily

อัพเดต 30 พ.ค. 2565 เวลา 09.58 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2565 เวลา 11.00 น. • สุขภาพดีดี

ผักอะไรไม่ควรกินดิบ

ทุกคนคงพอทราบกันดีว่าการรับประทานผักและผลไม้นั้นเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมาก เนื่องจากผักมีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ แต่อย่างไรก็ตามการรับประทานผักนั้นควรรับประทานแต่พอดี และรู้วิธีการรับประทานที่ถูกต้อง ผักบางชนิดนั้นควรรับประทานสุกไม่ควรกินดิบ และถ้ารับประทานผิดวิธี จะเป็นการทำลายสุขภาพแทน โดยการทำให้สุกในผักบางชนิดนั้นจะทำให้สารพิษต่างๆที่ตกค้างอยู่ในผักนั้นหมดไป

วันนี้ สุขภาพดีดี.com ได้รวบรวมชนิดของผักทั้งหลายที่ไม่ควรรับประทานดิบมาให้ทุกคนได้อ่านกัน และแนะนำวิธีการรับประทานที่ถูกต้องให้กับทุกคนในหัวข้อ ผักอะไรไม่ควรกินดิบ มาเริ่มกันเลย!!

ผักอะไร ไม่ควรกินดิบ ?

1.กะหล่ำปลี

เนื่องจากในกะหล่ำปลีดิบมี สารออกซาเลต ซึ่งเราจะได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกาย เมื่อมีการรับประทานกะหล่ำปลีดิบ ๆ ในปริมาณมาก ซึ่งถ้าหากมีสารออกซาเลตเข้าไปที่กรวยไต อาจจะทำให้เกิดโรคนิ่วขึ้นได้ และนอกจากนี้กะหล่ำปลีดิบ

ยังคงมีสารกอยโตรเจน ซึ่งเป็นสารที่คอยยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมโทรอยด์ในร่างกายของเรา ซึ่งจะส่งผลทำให้ร่างกายของเรานั้น ดึงไอโอดีนจากเลือด เพื่อนำไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ จนทำให้เกิดโรคคอหอยพอกขึ้นได้ แต่สำหรับสารนี้สามารถสลายตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อน เพราะฉะนั้น การบริโภคกะหล่ำปลีแบบสุก ๆ ถือได้ว่าปลอดภัยอย่างมากที่สุด

2.ถั่วงอก

เนื่องอาจมีเชื้อจุลินทรีย์หรือสารฟอกขาวปนเปื้อนได้ หากพูดถึงกระบวนการการเพาะ เมื่อเพาะถั่วงอกจะต้องอาศัยความชื้น ซึ่งเหมาะที่จุลินทรีย์จะเติบโตได้ง่าย อย่างพวกเชื้อซัลโมเนลลา และเชื้ออีโคไล ซึ่งหากกินดิบ โดยล้างไม่สะอาดก็อาจรับเชื้อเหล่านี้ ดังนั้น ทางที่ดีหากจะกินดิบ ก็ควรแช่น้ำด่างทับทิมก่อนเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ แต่หากไปกินตามร้านอาหาร ก็ไม่แน่ใจว่าจะสะอาดหรือไม่ ยิ่งในคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อย่างเด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์ก็ย่อมเสี่ยงรับเชื้อโรคได้ง่ายกว่าคนร่างกายแข็งแรง

3.ถั่วฝักยาว

ในส่วนที่ต้องระวังมากที่สุดคือ สารกำจัดศัตรูพืช เนื่องจากหากมีการฉีดสารเคมีป้องกันพวกแมลงศัตรูพืชนั้น ปกติจะต้องทิ้งไว้ประมาณ 7 วันเพื่อให้สารสลายไปเองตามธรรมชาติ แต่ไม่สามารถทราบได้ว่ามีการทิ้งระยะการเก็บหลังฉีดพ่นยาตามระยะเวลาดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากมีการปนเปื้อนจะเป็นอันตราย

เนื่องจากสารที่ใช้คือโมโนโครโตฟอส (monocrotophos) ถั่วฝักยาวจะดูดซึมสารเคมีนี้ไว้ภายใน การล้างจากภายนอกอาจไม่เพียงพอ ซึ่งหากจะรับประทานนอกจากล้างน้ำภายนอกแล้ว ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สัก 5 นาที โดยอาจทำ 2 ครั้ง หรืออาจหักเป็นท่อนๆ ก่อนล้างเพื่อให้สารเคมีออก

4. หน่อไม้

เนื่องจากในหน่อไม้สดจะมีสารไซยาไนด์ ซึ่งจะเป็นพิษต่อร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับสารนี้ในปริมาณมาก สารนี้จะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบิน ส่งผลทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน จนทำให้หมดสติ และอาจจะเสียชีวิตได้ในที่สุด เพราะฉะนั้น ถ้าหากใครอยากจะรับประทานหน่อไม้ ควรปรุงสุกด้วยความร้อนเสียก่อน ถึงจะปลอดภัย

5. มันสำปะหลัง

กรมควบคุมโรค ได้ประกาศแจ้งเตือนว่า หากมีการรับประทานมันสำปะหลังดิบ โดยเฉพาะในส่วนหัว รากและใบ อาจจะมีพิษส่งผลทำให้ถึงตายได้ ซึ่งพิษในมันสำปะหลังจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของระบบหัวใจ ในรายที่ได้รับพิษน้อยที่สุด จะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ มีอาการปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ และอุจจาระร่วง

6. ผักโขม

เนื่องจากภายในผักโขมดิบ ๆ จะมีกรดออกซาลิก ซึ่งจะส่งผลทำให้ลำไส้ของเราระคายเคือง และยังเป็นตัวขัดขวาง ที่จะทำให้ไม่ร่างกายของเรานั้น ได้ดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม ซึ่งในภายหลังจะส่งผลทำให้เราเป็นโรคนิ่ว

7. บรอกโคลี

เนื่องจากบรอกโคลี เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับกะหล่ำปลี จึงมีน้ำตาลที่ส่งโทษทำให้เกิดอาการท้องอืดได้เช่นกัน หากมีการนำมารับประทานแบบดิบ ๆ อีกทั้งในบรอกโคลี ยังคงมีฮอร์โมนบางชนิด ที่กระตุ้นทำให้เกิดโรคไทรอยด์ได้ อีกเช่นเดียวกัน

เห็นแบบนี้แล้ว ควรระวังการรับประทานผักให้ถูกต้อง เนื่องจากผักบางชนิดก็ไม่สามารถที่จะรับประทานแบบดิบได้ ดังนั้นควรทราบข้อมูลเบื้องต้น และลักษณะสำคัญของผักนั้นๆไว้คร่าวๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของการรับประทานนะคะ

ที่มาข้อมูล : ผัก 8 ชนิดที่ไม่ควรกินดิบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...