โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นโยบายจอมพล ป. ให้ผู้หญิงเป็นทหาร พร้อมตั้งค่ายทหารหญิง กรมทหารหญิง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ส.ค. 2568 เวลา 03.55 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2568 เวลา 00.20 น.
ว่าที่ร้อยตรี จันทนี นักเรียนนายร้อยหญิงรุ่นแรก รับกระบี่จาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม (ภาพจาก อนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม)

นโยบายจอมพล ป. ให้ผู้หญิงเป็นทหาร พร้อมตั้งค่ายทหารหญิง กรมทหารหญิง

เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้นโยบายชาตินิยมและทหารนิยมในการปกครองประเทศ ทำให้กองทัพกลายเป็นกลไกหลักในการนำพาความภาคภูมิมาสู่บ้านเมือง ด้วยการทวงคืนดินแดนที่สูญเสียให้กับฝรั่งเศสกลับคืนมา พร้อมกับการปลุกเร้าประชาชนให้เกิดความภาคภูมิในชาติ และแนวคิดชาตินิยม

ในส่วนของกองทัพนั้น แนวคิดทหารนิยมที่ จอมพล ป. ใช้ปกครองประเทศ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงกลุ่มผู้ชายเท่านั้น ทว่ายังมุ่งหมายให้ผู้หญิงรักและสนับสนุนทหารเช่นเดียวกัน อันนำไปสู่ถือกําเนิดของ “กรมทหารหญิง” ซึ่ง เทพ บุญตานนท์ ได้อธิบายไว้ใน “ทหารของพระราชา กับการสร้างสำนึกแห่งศรัทธาและภักดี” (สนพ.มติชน, มีนาคม 2565) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)

กรมทหารหญิง

นอกจากการปลูกฝังแนวคิดเรื่องชาตินิยมและทหารนิยมให้แก่ยุวชนชายผ่านการเป็นยุวชนทหารแล้ว จอมพล ป. ซึ่งต้องการให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการทหารยังก่อตั้งกรมทหารหญิงขึ้นใน พ.ศ. 2485 ด้วย อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นกองทัพไทย ยังไม่เคยมีทหารหญิงเข้าประจําการ อีกทั้งยังไม่เปิดรับให้ผู้หญิงเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยและโรงเรียนนายสิบ

แผนการทั้งหมดจึงเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยสําหรับผู้หญิงขึ้นก่อนใน พ.ศ. 2485 เพื่อผลิตนายทหารหญิง พร้อมกันนี้รัฐบาลยังได้ก่อตั้งโรงเรียนนายสิบหญิงสําหรับผลิตทหารชั้นประทวนหญิงเข้าประจําการในกองทัพไทย [1]

ข้อกําหนดพื้นฐานสําหรับผู้หญิงที่จะสมัครเรียนโรงเรียนนายร้อยหญิงนั้นมุ่ง สมรรถภาพทางร่างกายเป็นสําคัญ โดยจะต้องเป็นผู้หญิงที่มีอายุ 18-24 ปี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีร่างกายแข็งแรง หุ่นดี ยังไม่แต่งงาน และถือสัญชาติไทย เนื่องจากนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่จอมพล ป. ให้ความสําคัญและต้องการใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อส่งเสริมทั้งอํานาจทางการเมืองและการทหาร ทําให้การควบคุมดูแลโรงเรียนนายร้อยหญิงขึ้นตรงกับจอมพล ป. [2]

นักเรียนนายร้อยหญิงทุกนายจะต้องเข้ารับการศึกษาเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือนขึ้นไปก่อนออกไปประจําการ โดยปีแรกนั้นจะมุ่งเน้นการเรียนการสอนภาคทฤษฎี และการส่งเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นหลัก ดังนั้นนักเรียนนายร้อยหญิงจึงต้องเรียนวิชายุทธวิธีสงคราม จิตวิทยา สุขอนามัย และจริยธรรม เป็นต้น ขณะที่วิชายูโด ต่อยมวย ว่ายน้ำ และฟันดาบ ได้ถูกกําหนดให้เป็นวิชาที่นักเรียนนายร้อยหญิงจะต้องเรียนเช่นกันเพื่อการฝึกฝนร่างกาย [3] หลังจากผ่านพ้นปีแรกแล้ว การเรียนการสอนภาคปฏิบัติจะเริ่มต้นขึ้น โดยนักเรียนเหล่านี้จะต้องเรียนการยิงปืนประเภทต่างๆ ทั้งปืนสั้นและปืนกลๆ [4]

เฉกเช่นนักเรียนนายร้อยชาย เมื่อนักเรียนนายร้อยหญิงสําเร็จการศึกษา จะมีพิธีมอบประกาศนียบัตรและกระบี่ให้แก่นักเรียนนายร้อยหญิง โดยมีจอมพล ป. ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยาของจอมพล ป. และนายพันโทของกองทัพบก เป็นผู้มอบกระบี่ให้แก่นักเรียนนายร้อยหญิงที่สําเร็จการศึกษาและจะเข้าประจําการที่กองพันสุรนารี กรมสุริโยทัย ซึ่งสถาปนาขึ้นมาเพื่อเป็นกองพันสําหรับทหารหญิงโดยเฉพาะ [5]

แม้จะเป็นนโยบายของจอมพล ป. ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอํานาจเบ็ดเสร็จในการปกครองประเทศขณะนั้น แต่ก็มีคนจํานวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยหญิง และวิพากษ์วิจารณ์หลักสูตรของโรงเรียนนายร้อยหญิงที่ใช้เวลาเข้ารับ การศึกษาและการฝึกเพียง 1 ปี 6 เดือนก่อนออกประจําการ ขณะที่นักเรียนนายชายต้องเข้ารับการศึกษาและการฝึกถึง 5 ปี ตามหลักสูตรการศึกษา

ซึ่งเมื่อออกไปรับราชการแล้ว นายทหารใหม่ทั้งหญิงและชายที่สําเร็จการศึกษาจากโรงเรียนายร้อยต่างได้รับเงินเดือน เดือนละ 80 บาทเท่ากัน ญาติของนักเรียนนายร้อยชายจำนวนหนึ่งจึงมองว่านโยบายดังกล่าวนั้นไม่ยุติธรรมสําหรับนักเรียนนายร้อยชาย

อย่างไรก็ตาม จอมพล ป. และกองทัพไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวและยังคงให้นักเรียนนายร้อยหญิงเข้ารับการศึกษาและการฝึกเพียง 1 ปี 6 เดือนก่อนออกประจําการเช่นเดิม [6]

ด้วยคุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่ต้องสําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ขณะที่เวลานั้นมีเพียงผู้หญิงในตระกูลผู้ดีเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับดังกล่าวได้ ทําให้หลังก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยหญิงขึ้น ผู้หญิงจํานวนมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติขั้นพื้นฐานได้เขียนจดหมายอ้อนวอนมายังกระทรวงกลาโหม เพื่อขออนุโลมให้ตนได้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยหญิง แม้จะไม่สําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

หนึ่งในจดหมายที่ส่งมาเป็นของทองเชื้อซึ่งอาศัยอยู่ที่บางลําจาก พื้นที่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ทองเชื้อได้เล่าถึงความฝันของตนที่ต้องการเป็นทหารตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยข้อจํากัดเรื่องระดับการศึกษาทําให้เธอไม่สามารถสมัครเรียนโรงเรียนนายร้อยได้ ด้วยเหตุนี้ ทองเชื้อจึงต้องการให้กระทรวงกลาโหมอนุญาตให้เธอสมัครเรียนโรงเรียนนายร้อยหญิงเป็นกรณีพิเศษ [7]

จดหมายอีกฉบับหนึ่งจากนางสาวบุญล้อมซึ่งส่งตรงไปยังจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีคือจดหมายขออนุญาตให้เธอเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อย โดยไม่ต้องผ่านการสอบ เนื่องจากต้องการรับใช้ชาติ [8]

สิ่งที่น่าสนใจคือกระทรวงกลาโหมไม่ได้เพิกเฉยหรือโยนจดหมายเหล่านี้ทิ้ง แต่กลับส่งจดหมายต่อถึงปลัดกระทรวงกลาโหมเพื่อให้ตัดสินใจในกรณีดังกล่าว ทว่ากระทรวงกลาโหมก็ไม่มีจดหมายรายงานกลับมายังรัฐบาลแต่อย่างใด เป็นไปได้ว่ากระทรวงกลาโหมไม่อนุญาตให้ทั้งคู่ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยหญิงตามความต้องการ เพราะชื่อของคนทั้งคู่ก็ไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อนักเรียนนายร้อยหญิงในปีนั้น [9]

สุดท้ายแล้วจากผู้สมัครจํานวน 500 คน มีผู้หญิงที่ผ่านการสอบและสัมภาษณ์จํานวน 28 คน ได้เข้าศึกษายังโรงเรียนนายร้อยหญิงใน พ.ศ. 2486 ซึ่งหนึ่งในนั้น คือจีรวัสส์ พิบูลสงคราม บุตรสาวของจอมพล ป. ซึ่งเดิมทีนั้นศึกษาอยู่ ณ วิทยาลัย โกเชอร์ (Goucher College) เมืองบัลติมอร์ (Baltimore) ประเทศสหรัฐอเมริกา ทว่าหลังประเทศไทยประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะพันธมิตรของญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2485 จอมพล ป. จึงให้จีรวัสส์เดินทางกลับ ประเทศไทยเสียก่อนที่จะสําเร็จการศึกษา ในเวลาต่อมาจีรวัสส์จึงได้ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยหญิง [10]

ในเวลาเดียวกัน กองทัพได้ก่อตั้งโรงเรียนนายสิบหญิงขึ้นที่สวนจิตรลดา เพื่อผลิตทหารชั้นประทวนผู้หญิง โดยเป็นหลักสูตรหนึ่งตามหลักสูตรโรงเรียนนายสิบของผู้ชาย ปีแรกที่เปิดรับนักเรียนนายสิบนั้นมีผู้เข้ารับการศึกษาทั้งสิ้น 85 คน โดยต้องเรียนภาคทฤษฎีที่สวนจิตรลดา และไปฝึกภาคปฏิบัติที่ค่ายสมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี ทว่าจากนักเรียนจำนวน 85 คน ที่เข้ารับการศึกษาในวันแรกปรากฏว่าสำเร็จการศึกษาเป็นนายสิบหญิงแห่งกองทัพบกไทยรุ่นแรก 76 นาย โดยได้เข้าประจำการที่กรมสุริโยทัยในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2487 [11]

เมื่อผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่ผ่านการคัดเลือก หรือไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่จะเรียนในโรงเรียนนายร้อยหญิง ดังกรณีของทองเชื้อ ได้ขอร้องให้กระทรวงกลาโหมอนุญาตให้พวกเธอสมัครเป็นพลทหาร [12] กองทัพจึงได้ก่อตั้งกรมทหารหญิงขึ้นและได้เปิดรับสมัครผู้หญิงที่ไม่ได้เข้ารับการศึกษาทั้งจาโรงเรียนนายร้อยและโรงเรียนนายสิบมาเป็นพลทหารประจำกรมทหารหญิง โดยทหารหญิงที่อาสามารับใช้ชาติเหล่านี้จะต้องผ่านการฝึกทางทหารและเข้าประจำการเป็นเวลา 2 ปี เช่นเดียวกับทหารเกณฑ์ผู้ชาย

เพื่อสร้างแรงจูงใจและโน้มน้าวให้ผู้หญิงสมัครเป็นพลทหาร รัฐบาลได้ให้สิทธิพิเศษแก่ทหารหญิงที่ปลดออกมาเป็นทหารกองหนุน โดยรัฐบาลจะพิจารณารับทหารกองหนุนเหล่านี้เข้ารับราชการก่อนผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นทหารกองหนุน หรือหากเป็นข้าราชการอยู่แล้วก็ขอให้พิจารณาเลื่อนขั้นก่อนผู้หญิงที่ไม่เคยเป็นทหาร นอกจากนี้เมื่อมีการสอบคัดเลือกเพื่อเลื่อนชั้นราชการก็จะให้เพิ่มคะแนนสอบสัมภาษณ์ 10 คะแนน ให้แก่ข้าราชการที่เป็นทหารกองหนุนด้วย [13]

เนื่องจากกรมทหารหญิงเป็นนโยบายที่จอมพล ป. ให้ความสำคัญเป็นการส่วนตัว กองทัพบกจึงสนับสนุนงบประมาณและยุทโธปกรณ์ให้เป็นกรณีพิเศษ โดยเริ่มจากการปรับปรุงพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดลพบุรีให้เป็นกองบัญชาการของกรมสุริโยทัย นอกจากนี้ กองทัพบกยังได้จัดหายุทโธปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ ตามที่ผู้บังคับการกรมสุริโยทัยขอ รวมไปถึงการสร้างอาคารแห่งใหม่สำหรับหน่วยทหาร [14]

อย่างไรก็ตาม กรมทหารหญิง โรงเรียนนายร้อยหญิง และโรงเรียนนายสิบหญิงก็ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลชุดใหม่ที่ขึ้นมาปกครองในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2487 หลังจาก ที่จอมพล ป. ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี [15] ด้วยเหตุนี้ทหารหญิงทุกนายจึงถูกปลดประจําการ ยกเว้นนายทหารหญิงบางนายที่อยู่ในราชการทหารต่อมา เช่น องุ่น คงศักดิ์ โดยทหารหญิงนายอื่นๆ ได้โอนย้ายไปรับราชการกระทรวงอื่นต่อไป [16]

แม้โรงเรียนนายร้อยหญิงจะมีนักเรียนสําเร็จการศึกษาเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น และถูกปลดประจําการอย่างรวดเร็วโดยรัฐบาลชุดใหม่จนยากจะประเมินว่าแผนการ ของจอมพล ป. ครั้งนี้ประสบความสําเร็จมากน้อยเพียงใด แต่จํานวนผู้หญิงที่สมัครเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยหญิงรุ่นแรกที่มากถึง 500 คน และจดหมายขอร้องให้รับพวกเธอเข้าเป็นทหาร ก็อาจแสดงให้เห็นได้ว่าความปรารถนาของจอมพล ป. ในการปลูกฝังความรู้สึกรักและชื่นชมทหารน่าจะสําเร็จผลอยู่บ้าง เพราะมีคนจํานวนไม่น้อยให้การสนับสนุนและยินดีที่จะปฏิบัติตามนโยบายทางทหารเหล่านี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] หจช., บก.5/193 ประวัติโรงเรียนนายสิบหญิง, 22 มกราคม พ.ศ. 2486

[2] หจช., (2) สร.0201.4/34 นักเรียนนายร้อยหยิง และทหารหยิง, 1 กันยายน พ.ศ. 2485.

[3] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, บรรณาธิการ, “อยากลืมกลับจํา” สารคดีชีวประวัติลูกสาวจอมพล ป.: ชีวิต ความผันผวน และความทรงจําของจีรวัสส์ ปันยารชุน พิบูลสงคราม, น. 113-114.

[4] เรื่องเดียวกัน, น. 123

[5] เรื่องเดียวกัน, น. 126.

[6] หจช., สร.0201.40/1591 นายสนั่น ลือไชยกล่าวว่ามีคนครหานินทา การตั้งโรงเรียนนาย ร้อยหญิง, 11 กันยายน พ.ศ. 2485.

[7] หจช., (2) สร.0201.4/34 นักเรียนนายร้อยหยิง และทหารหยิง, 1 กันยายน พ.ศ. 2485

[8] หจช., (2) สร.0201.4/34 นักเรียนนายร้อยหยิง และทหารหยิง, 15 กันยายน พ.ศ. 2485

[9] เรื่องเดียวกัน.

[10] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, บรรณาธิการ, “อยากลืมกลับจํา” สารคดีชีวประวัติลูกสาวจอมพล ป.: ชีวิต ความผันผวน และความทรงจําของจีรวัสส์ ปันยารชุน พิบูลสงคราม, น. 127.

[11] หจช., บก.5/193 ประวัติโรงเรียนนายสิบหญิง, 22 มกราคม พ.ศ. 2486.

[12] หจช., (2) สร.0201.4/34 นักเรียนนายร้อยหยิง และทหารหยิง, 1 กันยายน พ.ศ. 2486.

[13] หจช., (2) สร.0201.4/34 นักเรียนนายร้อยหยิ่ง และทหารหยิง, 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2486.

[14] หจช., (2) สร.0201.4/34 นักเรียนนายร้อยหยิง และทหารหยิง, 24 มีนาคม พ.ศ. 2486.

[15] หจช., บก.5/193 ประวัติโรงเรียนนายสิบหญิง, 22 มกราคม พ.ศ. 2486.

[16] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, บรรณาธิการ, “อยากลืมกลับจํา” สารคดีชีวประวัติลูกสาวจอมพล ป. ชีวิต ความผันผวน และความทรงจําของจีรวัสส์ ปันยารชุน พิบูลสงคราม, น. 127.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 พฤษภาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นโยบายจอมพล ป. ให้ผู้หญิงเป็นทหาร พร้อมตั้งค่ายทหารหญิง กรมทหารหญิง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...