โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สรรพากรจะเก็บภาษีกำไรลงทุนต่างประเทศ ทำ Private Fund ป่วน ธนาคารเตรียมโยกเงินลูกค้ากลับ

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 19 ก.ย 2566 เวลา 10.03 น. • ทันข่าว Today

จากกรณีคำสั่งกรมสรรพากร เรื่อง การเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัฐฎากร โดยมีสาระสำคัญ เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับคนที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีที่ผ่านมา จากการทำงานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป
ดร.สาธิต ผ่องธัญญา ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ เผยผลกระทบจากการเก็บภาษีเงินได้ที่มาจากต่างประเทศตามมาตรา 41 เป็นเรื่องที่นักลงทุนกำลังรอดูความชัดเจนของกฎหมายฉบับนี้ โดยอาจจะทำให้นักลงทุนกังวล แต่ก็เริ่มทบทวนการถือครองทรัพย์สินของตัวเองว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในบางทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศก็อาจจะไม่เข้าข่าย เพราะไม่ได้ลงทุนตรงในต่างประเทศ เช่น การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ บริหารจัดการโดยบริษัทจัดการลงทุนหรือการลงทุนใน DR ที่เป็นตราสารที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศแต่เป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในประเทศไทยก็ไม่ถือว่าเป็นการลงทุนในต่างประเทศ
หากเป็นการลงทุนไว้ก่อนปี 2565 ก็อาจจะเริ่มนำกลับเข้าประเทศก่อนที่กฎหมายจะมีผลในปี 2567 แต่ไม่แนะนำให้นำกลับเข้ามาหมดเพราะอาจจะทำให้นักลงทุนสับสนเรื่องปีปฏิทิน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ธนาคารเข้าไปช่วยนักลงทุนจัดการทรัพย์สินของพวกเขา
โดยปกตินักลงทุนแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
1. นักลงทุนที่ลงทุนในไทยเป็นหลักไม่มีการลงทุนนอกประเทศ แต่สนใจการลงทุนในต่างประเทศก็จะลงทุนผ่านสถาบันการเงินไทยที่มีค่าธรรมเนียมการลงทุน
2. กลุ่มที่ลงทุนในต่างประเทศเป็นหลักคุ้นเคยกับการลงทุนในต่างประเทศเป็นอย่างดี ซึ่งกลุ่มนี้จะไม่ได้กังวลมากและไม่ได้ทำให้ต้องถอนการลงทุนในต่างประเทศกลับมาเพราะมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ถ้าจะเอาทรัพย์สินกลับมาประเทศในอนาคตจะมีเรื่องภาษีที่ต้องจัดการซึ่งอาจจะมีผลตอบแทนที่คุ้มค่าพออยู่แล้ว
3. นักลงทุนกลุ่มตรงกลางที่ยังไม่เชี่ยวชาญการลงทุนในต่างประเทศแต่มีการลองลงทุนในต่างประเทศไว้บ้าง ก็อาจจะพิจารณาเอาเงินลงทุนที่อยู่ในต่างประเทศกลับมาบางส่วน ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เพื่อมาตั้งหลักก่อน
การตัดสินใจนำทรัพย์สินในต่างประเทศกลับเข้ามา เจ้าของทรัพย์สินต้องมีการแยกการลงทุนทั้งหมดว่ากำไรเป็นของปีไหน และเป็นการลงทุนในอะไรบ้าง ก็จะยุ่งยากบ้าง ซึ่งสถาบันการเงินที่ให้บริการด้าน Private Banker ก็อาจจะช่วยลูกค้าได้
แต่ลูกค้าไม่ได้ใช้ Private Banker รายเดียวและมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายแห่งจึงต้องมีการจัดการเอกสารการลงทุนที่มากขึ้นกว่าเดิม
ดร.สาธิต กล่าวว่านักลงทุนที่ลงทุนในต่างประเทศมักจะมีสินทรัพย์มั่งคั่งสูงระดับ Ultra-high net worth หรือมากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งหากเป็นนักลงทุนรายเล็กก็ไม่ได้มีการลงทุนตรงในต่างประเทศมากส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกองทุนไทยและซื้อหุ้นกู้ไทยเป็นหลัก
อย่างไรก็ตามต้องรอคำอธิบายเพิ่มเติมจากกรมสรรพากรในเรื่องนี้เพื่อความชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งก็อาจจะมีการยกเว้นในบางเรื่องตามมาในอนาคตก็ได้ โดยกฎหมายฉบับปัจจุบันที่ออกมายังเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมทั้งหมด แต่อาจจะมีการออกข้อยกเว้นในรายละเอียดตามมาได้
ด้าน Jitta Wealth Asset Management สตาร์ทอัพ WealthTech และเป็นผู้บริหารกองทุนส่วนบุคคล และ แพลตฟอร์มการลงทุนผ่านระบบออนไลน์ เสนอรัฐทบทวนการจัดเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศให้มีความชัดเจนและเป็นธรรมกับนักลงทุนมากขึ้น
นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ระบุอยากเห็นความชัดเจนในแนวปฏิบัติ อยากให้ภาครัฐยกเว้น Capital Gain Tax หรือกำไรจากการซื้อขายหุ้น จากการลงทุนหุ้นต่างประเทศได้ เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้นไทย พร้อมเป็นตัวแทนนักลงทุนหารือทางออกร่วมกับสรรพากร
ทั้งนี้นายตราวุทธิ์ อธิบายว่า ปัจจุบันนักลงทุยนายเล็กๆสามารถลงทุนในทรัพย์สินต่างประเทศผ่าน เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ด้วยเงินจำนวนน้อยหลักร้อย หลักพันเท่านั้น ซึ่งจะได้รับผลกระทบไปด้วย รวมทั้งกองทุนส่วนบุคคล ที่ไม่ได้รับการยกเว้น
โดยการลงทุนในต่างประเทศนั้นจะช่วยนักลงทุนบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน นอกจากนี้การจัดเก็บภาษีเฉพาะช่วงที่มีกำไร ก็ไม่เป็นธรรม เพราะบางปีก็ขาดทุน แต่ไม่มีความชัดเจนว่านำมาหักลบได้หรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...