โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จัดพอร์ตลงทุนสำหรับวัยเกษียณ ลงทุนแบบไหนสร้างรายได้ต่อเนื่อง?

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 ก.ค. 2566 เวลา 15.17 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2566 เวลา 00.33 น. • The Bangkok Insight

จัดพอร์ตลงทุนสำหรับวัยเกษียณ เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เพื่อรักษาเงินต้นพร้อมกับสร้างรายได้ที่เข้ามาต่อเนื่อง

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำการสำรวจจำนวนผู้สูงอายุคนไทย พบว่า ณ สิ้นปี 2564 กลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีสัดส่วนสูงถึง 20% ของประชากรทั้งหมด และที่น่าสนใจ คือ ประชากรสูงอายุดังกล่าวมีแหล่งรายได้หลักมาจากการทำงาน 32% มาจากบุตรหลาน 32% เบี้ยยังชีพข้าราชการ 19% บำเหน็จ/บำนาญ 8% ขณะที่มาจากการออมเงินเพียง 2% สะท้อนว่าการวางแผนการเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ยามเกษียณอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในระยะยาว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือรักษาพยาบาล ที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ปรับตัวลง

จัดพอร์ตลงทุน

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นวางแผนการเงินเพื่อเกษียณ สามารถเข้าไปคำนวณจำนวนเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณได้ที่ >> คลิกที่นี่ ก็จะทราบว่าตัวเองควรออมเงินเท่าไหร่ จึงจะสามารถเกษียณได้อย่างมีคุณภาพโดยที่ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน

โดยคำถามแรก สำหรับผู้ที่เริ่มต้นวางแผน คือ จะนำเงินที่ไหนมาเก็บออม และ จะเริ่มลงทุนเมื่อไหร่ดี แม้ว่ายังไม่สามารถออมเงินต่อเดือนได้ตามที่ปรากฎในโปรแกรมคำนวณ แต่ถ้าเริ่มช้าก็ยิ่งต้องไปเร่งเก็บออมในช่วงใกล้เกษียณ ซึ่งเป็นวัยที่ไม่ควรต้องเคร่งเครียดกับการวางแผนการเงิน เพราะจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ และอาจทำให้ต้องนั่งทำงานต่อไปอีกหลายปี ดังนั้น ควรเริ่มลงมือวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่อายุน้อย ๆ ด้วยการมองหาแนวทางการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ถ้าทำได้ก็จะพบว่าการจัดพอร์ตลงทุนเพื่อเกษียณอายุแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ

1. ช่วงลงทุนเพื่อออมเงินไว้ใช้ ตามเป้าหมายหลังเกษียณอายุ ในกรณีนี้ นักลงทุนต้องคำนวณออกมาให้ได้ก่อนว่าต้องการใช้เงินหลังเกษียณจำนวนเท่าไหร่ เช่น ถ้ามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท (ปีละ 240,000 บาท) และคาดว่าจะใช้ชีวิตถึงอายุ 80 ปี แสดงว่าต้องมีเงิน ณ วันที่เกษียณ 4,800,000 บาท (ยังไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อ และผลตอบแทนจากการลงทุน)

สมมติว่า มีเวลาออมเงิน 15 ปี (180 เดือน) และคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5% ก็ต้องเริ่มลงทุนให้ได้เดือนละ 18,000 บาท (โดยที่ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งอาจกระทบต่อผลตอบแทนที่ได้รับจริง) ก็จะมีเงินเก็บออมตามเป้าหมายที่วางไว้ 4,800,000 บาท

จัดพอร์ตลงทุน

2. ช่วงลงทุนเพื่อสร้างรายได้จากสินทรัพย์ (Recurring Income) และรักษามูลค่าของเงินที่ต้องใช้ในยามเกษียณ เพื่อไม่ให้ถูกกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งอาจทำให้มูลค่าเงินลงทุนเหลือน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ใช้ในช่วงเกษียณอายุ การลงทุนในช่วงนี้จะเน้นรักษาเงินลงทุนเป็นหลัก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เป็นการให้ความสำคัญกับความเสี่ยงในการลงทุนมากกว่าผลตอบแทน ซึ่งต่างจากกรณีแรกที่จะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนมากกว่าความเสี่ยง

โดยในช่วงแรกที่ลงทุนเพื่อเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ พอร์ตลงทุนที่ประกอบไปด้วย หุ้นคุณค่า (Value Stock) และ หุ้นเติบโต (Growth Stock) ถือว่ามีความเหมาะสม เพราะยังมีระยะเวลาลงทุนอีกหลายปีและเพียงพอที่จะทำให้มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น (ภายใต้ความเสี่ยงในการลงทุนที่ถูกหักล้างด้วยระยะเวลาในการลงทุนที่นานเพียงพอ)

โดยระดับผลตอบแทนที่ต้องการ เช่น เฉลี่ยปีละ 5% ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป เช่น ดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นในช่วง 20 ปีย้อนหลัง เฉลี่ย 7% ต่อปี จึงประเมินว่าการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย สามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายเพื่อการเกษียณได้

จัดพอร์ตลงทุน

คำแนะนำในการลงทุน

การลงทุนในตลาดหุ้นไทย ควรเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เช่น SET100 ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เพราะเป้าหมายเพื่อเกษียณมีความสำคัญมาก จึงไม่ควรไปลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความผันผวนค่อนข้างสูง โดยนักลงทุนควรใช้กลยุทธ์เลือกกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Selection) และเลือกหุ้น (Stock Selection) รวมถึงติดตามและปรับพอร์ตลงทุนสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายการเกษียณได้เร็วขึ้น

เมื่อเกษียณไปแล้ว จะเป็นช่วงเน้นลงทุนเพื่อรักษาเงินต้นพร้อมกับสร้างรายได้ที่เข้ามาต่อเนื่อง (Recurring Income) ไปในตัว แนะนำให้ลงทุนใน หุ้นกลุ่มที่มีความปลอดภัย (Defensive Stock) หุ้นจ่ายเงินปันผล (Dividend Stock) หรือหุ้นที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืน หรือหุ้น ESG เพราะเป็นการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงในการลงทุน ตรงกับวัตถุประสงค์การลงทุนในช่วงหลังเกษียณที่ควรให้ความสำคัญกับการปกป้องเงินลงทุน มากกว่าการมุ่งเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน

โดยหุ้นกลุ่มที่มีความปลอดภัย จะเป็นบริษัทที่ผลประกอบการไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจมากนัก มีอัตราการเติบโตไม่สูง แต่เติบโตอย่างมั่นคง และสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม สื่อสาร และโรงไฟฟ้า เป็นต้น

จัดพอร์ตลงทุน

ขณะที่หุ้นจ่ายเงินปันผล จะเป็นบริษัทที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และพยายามรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ให้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต เพื่อเป็นการจูงใจให้นักลงทุนถือหุ้นในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นมีความผันผวนน้อย และจะวนกลับมาช่วยให้บริษัทสามารถรักษาระดับผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีได้ในระยะยาว แต่อัตราการเติบโตของบริษัทเหล่านี้มักจะไม่สูง เพราะผลจากการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่มากเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ (Dividend Payout Ratio) จะทำให้บริษัทไม่เหลือเงินไปลงทุนเพื่อยกระดับการเติบโต ซึ่งบริษัทในกลุ่มนี้จะอยู่ในช่วงเติบโตเต็มที่ หรือเปรียบได้กับ Cash Cow Company ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ แต่ยังไม่เจอ New S-Curve ที่น่าสนใจ โดยสามารถคัดเลือกหุ้นปันผลที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนได้จาก ดัชนี SETHD หรือ SET High Dividend 30 Index ที่ประกอบไปด้วยหุ้น 30 หลักทรัพย์ ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง มีสภาพคล่องในการซื้อขายดี และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ชุดหุ้นที่เหมาะกับการลงทุนในแต่ละช่วงอายุ อาจแบ่งเป็น 6 ประเภท คือ Blue Chip, Value Stock, Growth Stock, Defensive Stock, Dividend Stock, และ Cyclical Stock ซึ่งการคัดเลือกหุ้นก็ควรให้เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของตัวเอง และสิ่งสำคัญประการหนึ่งไม่ว่าจะเพื่อเป้าหมายทางการเงินในรูปแบบใด คือ ควรตระหนักถึงความเสี่ยง เพราะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น และช่วยลดความกังวลในการลงทุน ที่ถือเป็นสาเหตุหนึ่งในการยกเลิกแผนการลงทุนก่อนกำหนด

โดยวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเพิ่มเกณฑ์คัดเลือกหลักทรัพย์ทุกประเภทโดยใช้ปัจจัยด้าน ESG ซึ่งบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การดูแลพนักงานและช่วยเหลือสังคมเป็นอย่างดี รวมถึงมีบรรษัทภิบาลในการดำเนินธุรกิจ มักเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจต่ำ และการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นมักมีความผันผวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นโดยภาพรวม

เช่น ในช่วงก่อนเกษียณ นักลงทุนจัดพอร์ตการลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับกลาง ประกอบด้วยหุ้น 50% พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ 30% และกองทุนรวมตลาดเงิน 20% โดยในขั้นตอนการคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน สามารถเลือกเฉพาะสินทรัพย์ลงทุนที่มีคะแนนด้าน ESG สูง ๆ เช่น สัดส่วนของหุ้น 50% ของพอร์ตการลงทุน เริ่มต้นจากการคัดเลือกหุ้นคุณค่าที่น่าสนใจ 10 หลักทรัพย์ แล้วนำมาพิจารณาต่อด้วยคะแนนด้าน ESG (ศึกษาข้อมูลจาก www.settrade.com) เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 5 หลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติทั้งความเป็นหุ้นคุณค่าและหุ้น ESG ที่มีความเสี่ยงต่ำไปในตัว

จัดพอร์ตลงทุน

ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ในตลาดเงิน สามารถคัดเลือกจากกองทุนรวมที่ให้ความสำคัญด้าน ESG เป็นทางเลือกในการลงทุน และเมื่อได้พอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพแล้ว ให้ติดตามมูลค่าของพอร์ตลงทุนและคอยปรับพอร์ตเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงไป เช่น ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นถึงราคาเหมาะสมแล้ว หรือคะแนนด้าน ESG ปรับตัวลงจากความเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ให้เปลี่ยนไปยังหลักทรัพย์ที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนมูลค่าที่เหมาะสม และมีคะแนนด้าน ESG ในระดับสูงแทน

กล่าวโดยสรุป สำหรับการคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุนเข้ามาอยู่ในพอร์ตเกษียณอายุ นักลงทุนสามารถคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุนประเภทใดก็ได้ ที่สอดคล้องกับสไตล์การลงทุนและระดับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง เพียงแต่ขอให้นำองค์ประกอบด้าน ESG เข้ามาเป็นเครื่องมือในการช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินเพื่อเกษียณง่ายขึ้น

ที่มา : ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...