'แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ-อดีตคณบดีนิติฯ มธ.' แจงเหตุผลที่ไม่อาจใช้ 'Confidence & Supply' กับการเมืองไทย
‘แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ-อดีตคณบดีนิติฯ มธ.’ แจงเหตุผลที่ไม่อาจใช้ ‘Confidence & Supply’ กับการเมืองไทย
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์เฟซบุ๊ก “Sakesit Yaemsanguansak” เกี่ยวกับเรื่อง “Confidence and supply” โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ช่วงนี้มีนักวิชาการคนหนึ่งออกรายการต่างๆ พูดเรื่องหลัก “Confidence and supply” แต่กลับอธิบายแบบครึ่งๆ กลางๆ บิดเหมือนคนแกล้ง ทำเป็นไม่เข้าใจ [หรือเพราะไม่เข้าใจ?] สาระสำคัญของสิ่งนี้จริงๆ
‘ข้อตกลงการให้ความไว้วางใจและการผ่านงบประมาณจากฝ่ายค้าน’ หรือ Confidence and Supply Agreement สิ่งนี้มีอยู่จริง แต่การที่พรรคฝ่ายค้านใด (หรือที่กำลังจะเป็นฝ่ายค้านใด) จะให้ Confidence and supply แก่พรรคฝ่ายรัฐบาลนั้น
สาระสำคัญประการแรก อยู่ที่ความสอดคล้องกันหรือไปในทิศทางเดียวกันของแนวทางทางการเมืองในประเด็นนั้น ๆ ข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ จะยกหลัก Confidence and supply มาพูดให้พรรคการเมืองใดปฏิบัติ โดยละเลยส่วนนี้ได้
ดังนั้น คำถามที่ต้องพิจารณาคือ แนวทางทางการเมืองของเพื่อไทยขณะนี้ ยังเป็นแนวทางเดิมกับเพื่อไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง-ก่อนการขับก้าวไกล หรือไม่? เพราะเป็นที่แน่นอนว่า ในช่วงระหว่างหาเสียง-หลังทราบผลเลือกตั้งไม่นาน แนวทางหลายประการของเพื่อไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับก้าวไกลจริง ทั้งการมองว่า 112 เป็นปัญหา การมองประเด็นนิรโทษกรรมคดีการเมือง การสนับสนุนปฎิรูปกองทัพ การจะไม่จับมือพรรคฝ่ายรัฐบาลเดิม ฯลฯ
แต่คำถามคือ เพื่อไทยขณะนี้ยังมีทิศทางทางการเมืองแบบเดิม ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับก้าวไกล หรือพร้อมที่จะกลับมายืนอยู่บนแนวทางเดิม หรือไม่? ถ้าไม่ จะมาอ้างเรื่องหลัก Confidence and supply ได้อย่างไร
ประเด็นที่ 2 Confidence and supply มีลักษณะเป็นข้อตกลงหรือพันธสัญญาที่ต้องให้แก่กันระหว่างพรรค ดังนั้นความหนักแน่นน่าเชื่อถือของพันธะจึงสำคัญ คำถามคือ ถ้าเพื่อไทยอยากได้ Confidence and supply จากก้าวไกลจริง เพื่อไทยจะกล้าทำหรือเสนอข้อตกลงไม่คืนคำต่อประชาชนหรือไม่ เช่น
(1) หลังได้รับเสียงโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะไม่ดึงพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ ส.ส. จากพรรคเหล่านั้นร่วมรัฐบาล
(2) จะให้เกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. จากการเลือกตั้ง ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดชัด แล้วจะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนทันที
(3) จะแก้ไขปัญหา ‘การบังคับใช้’ 112 และจะไม่ขัดขวางการนำประเด็นแก้ไขเข้าสภา
(4) จะผลักดันการปฎิรูปกองทัพในส่วน…
(5) จะให้เสียงสนับสนุนการนิรโทษกรรมคดีการเคลื่อนไหวทางการเมือง
(6) … ฯลฯ
ที่ยกมาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งอื่นไกล แต่เป็นแนวทางทางการเมืองเดิม ที่เพื่อไทยเคยสัญญาไว้ระหว่างการหาเสียงทั้งสิ้น
ถ้าพิจารณาเฉพาะข้อเสนอ Confidence and supply ถ้าเพื่อไทยกลับมายืนอยู่ในจุดยืนเดิม ดังสัญญาที่เคยไว้แก่ประชาชนก่อนการเลือกตั้ง กระบวนการพิจารณาให้เกิด Confidence and supply ก็จะมีความเป็นไปได้
ไม่ใช่เสนอแบบจะให้ก้าวไกลตีเช็คเปล่า ยอมให้ Confidence and supply ในการตั้งรัฐบาลแก่เพื่อไทย ในขณะที่ไม่มีอะไรการันตีได้เลย ว่าพรรคเพื่อไทยจะปฎิบัติตามพันธสัญญาหรือแนวทางทางการเมืองที่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะในสภาวะที่พรรคเพื่อไทยตระบัดสัตย์รายวัน เสียเครดิตจนมีสภาพเป็นพวกล้มละลายทางความน่าเชื่อถือไปแล้วอย่างในขณะนี้—ใครที่ไหนเขาจะกล้าเชื่อน้ำคำทำพันธสัญญาด้วย
ประเด็นที่ 3 ซึ่งสำคัญมากคือ Confidence and supply ผูกโยงกับเรื่องการคานอำนาจกันในสภาผู้แทนราษฎร และเกี่ยวข้องกับการตั้ง ‘รัฐบาลเสียงข้างน้อย’
กล่าวคือ Confidence and supply จะถูกหยิบยกขึ้นมาเมื่อฝ่ายที่ต้องการจะตั้งรัฐบาล ไม่สามารถรวมเสียงได้มากพอ และ ***ดูท่าจะไม่สามารถหาเสียงร่วมรัฐบาลเพิ่มได้อีก ดังนั้นเพื่อการตั้งรัฐบาลให้ได้ พวกเขาจึงเลือกที่จะทำข้อตกลงกับพรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล—ไม่ว่าจะไม่ร่วมด้วยเหตุใดก็ตาม ว่าจะนำประเด็นของพรรคเหล่านั้นมาขับเคลื่อน ยอมสนับสนุนการผ่านกฎหมาย ยอมปรับแนวทางหรือมีแนวทางทางการเมืองในประเด็นที่ตกลงกันไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การตั้งรัฐบาลสำเร็จลุล่วง
คำถามคือ สิ่งนี้ผูกโยงกับการคานอำนาจอย่างไร?
คำตอบคือ ก็เพราะ Confidence and Supply Agreement ถือเป็นเสาค้ำยันที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยยังเป็นรัฐบาลอยู่ได้ หากวันใดที่รัฐบาลไม่ปฎิบัติตามข้อตกลง พรรคฝ่ายค้านก็สามารถที่จะไม่ให้การสนับสนุนอีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการล้มของรัฐบาลได้ทันที ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องรักษาสัญญา เพื่อให้ Confidence and Supply จากพรรคฝ่ายค้านนั้นยังคงอยู่ และด้วยเหตุนี้ Confidence and Supply จึงแทบไม่มีความสำคัญเลยสำหรับรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก
สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อคือ สำหรับในการเมืองไทยขณะนี้ การให้ Confidence and Supply ของก้าวไกลจะสามารถมีส่วนผูกมัดการปฏิบัติตามพันธสัญญาของเพื่อไทยได้หรือไม่? ในเมื่อแท้ที่จริง พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในสภาพทางตันที่จะไม่สามารถหาเสียงร่วมรัฐบาลเพิ่มได้ ทั้งพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และบางส่วนของประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่เพื่อไทยก็พร้อมที่จะเปิดต่อพรรคเหล่านั้น และภูมิใจไทยก็มีเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลว่า จะไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเด็ดขาด
ดังนั้น การให้ Confidence and Supply ของก้าวไกลจะต่างอะไรกับการโหวตให้เปล่า เนื่องจากปราศจากองค์ประกอบของ ‘การคานอำนาจ’ ที่เป็นไปได้ ซึ่งสำคัญต่อการรักษาข้อตกลงให้ถูกปฎิบัติตาม —เหล่านี้คือสาระสำคัญที่ไม่ถูกเน้นย้ำ
ดังนั้น สำหรับนักวิชาการท่านหนึ่ง ที่เที่ยวไปออกรายการต่าง ๆ แล้วพูดเรื่องหลัก “Confidence and supply” ขอความกรุณา พูดอธิบายอะไรให้มันครบถ้วนรอบด้าน อย่าละเลยสาระสำคัญ เพราะไม่ใช่ว่าในบ้านเมืองเราจะไม่มีใครรู้จักสิ่งนี้ และเวลาคนที่เขารู้ เขาได้ฟังสิ่งที่ท่านพูด คนเขาจะขำเอานะครับ !!
ขณะที่ นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) โพสต์ข้อความในทิศทางเดียวกันผ่าน เฟซบุ๊ก “Panat Tasneeyanond” เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2566 โดยระบุว่า ถ้าเป็นแบบรัฐสภาอังกฤษ รัฐบาลเสียงข้างน้อย (Minority Government คือรัฐบาลที่จัดตั้งโดยพรรคการเมืองที่มีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมดของสภาฯ) อาจทำข้อตกลงกับพรรคการเมืองอื่นให้ช่วยลงคะแนนสนับสนุนในกรณีที่จะถูกลงมติไม่ไว้วางใจ โดยพรรคดังกล่าวไม่ต้องเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย ตามประเพณีปฏิบัติ Confidence and Supply
แต่ในกรณีของไทยเรา ปัญหาอยู่ที่การให้ส.ว.มีอำนาจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย จึงไม่อาจนำประเพณีปฏิบัติ C&S ของอังกฤษดังกล่าวมาใช้กับกรณีของเราที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ได้