โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

2503 สงครามลับ สงครามลาว (45)/บทความพิเศษ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 ก.ย 2564 เวลา 01.53 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2564 เวลา 01.53 น.

บทความพิเศษ

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

 

2503 สงครามลับ

สงครามลาว (45)

 

บันทึก “นรกบ้านนา” ของ “หัวหน้าใจ” ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล ต่อไป…

“ผมเร่งดัดแปลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน เราทำบังเกอร์กันแทบทุกวัน ต้องลงไปตัดไม้ซุงจากหุบด้านล่างแบกมาทำบังเกอร์ให้แข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลวดหนามแทบจะไม่มี เห็นฐานปืนใหญ่มีลวดหนามถึงสามชั้นรู้สึกอิจฉาเพื่อนมาก

เราหาลวดหนามเท่าที่จะหาได้แต่มีน้อยมาก และต้องยืดให้ห่างที่สุดเพื่อให้ยาวตลอดแนวป้องกัน ด้วยความจำเป็นบางครั้งก็ขโมยลวดหนามที่ส่งมาให้ฐานปืนก็มี เพื่อป้องกันตนเอง

จุดไหนไม่มีก็สร้างเครื่องกีดขวางใช้ไม้ทำขวากและของมีคมทั้งหลาย ตะปู แก้ว เท่าที่จะหามาได้

การขอยุทโธปกรณ์ป้องกันฐานไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยเหนือเท่าที่ควร

ผมและผู้ใต้บังคับบัญชาดัดแปลงที่มั่นตั้งฐานหมวดอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งเครื่องกีดขวาง ลวดหนาม คูสนามเพลาะ ที่ตั้งปืนกลเอ็ม 60 คลังกระสุนของหมวด บังเกอร์ บก.หมวด บังเกอร์พยาบาล มีความสวยงามและแข็งแรงพอสมควร

แต่มีแนวรั้วลวดหนามเท่านั้นที่บาง บางจุดวางเพียงขดเดียว เสาก็ใช้ไม้ไม่แข็งแรง ไม่มีลวดหนามเส้นเลย มีแต่ลวดหนามหีบเพลง ผมได้ทำหอคอยสูงเพื่อใช้ตรวจการณ์อยู่หลัง บก.หมวด ดูเด่นมาก ฐานก็เป็นแนวดูกลมสวยงามเข้ากับเนินพอดี

ตามแนวคูสั่งให้ทำสายเสียบลูกระเบิดขว้างตลอดแนว และเตรียมระเบิดไว้พร้อมซึ่งผมขนมาจากฐานเก่าเป็นจำนวนมาก

คูเรด (คูสนามเพลาะ/บัญชร) ลึกพอดียืนและแคบพอเคลื่อนที่ได้ มีการขุดคูเชื่อมต่อจากหมู่ต่างๆ มายัง บก.หมวดโดยไม่ต้องใช้การเคลื่อนที่ข้างบน และสามารถติดต่อกันได้ทุกหมู่

ระหว่างการดำเนินการดัดแปลงพื้นที่สร้างฐาน ข้าศึกได้ยิงปืนใหญ่รบกวน คาดว่าขนาด 85 ม.ม. ทั้งกระสุนควันและแตกอากาศ เราต้องคอยระวังตลอดเวลา บางครั้งก็ยิง ค. 82 ม.ม.เป็นชุด เราต้องคอยฟังเสียงและเข้าหลบในบังเกอร์

ที่อันตรายที่สุดคือ ปรส. 75 และ 85 ของข้าศึก ได้ยินเสียงกระสุนก็มาถึงแล้ว ต้องระวังไม่อยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนและเป็นเป้าหมายของ ปรส. และ ค.

อันตรายที่สุดตอนที่ ฮ.มาส่งเสบียงจะต้องถูกโจมตีจาก ค. 2-3 ชุดเสมอ และไม่ได้ยินเสียงการยิง เสียง ฮ.กลบหมด

ที่ตั้งอาวุธหนักข้าศึกอยู่ตามเนินเขารอบบ้านนา ทั้ง ค.และ ปรส. ส่วน ป. คาดว่ายิงมาจากทุ่งไหหินด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ทำให้ข้าศึกไม่กล้าเปิดเผยที่ตั้งยิงบ่อยนัก นอกจากนั้น การขอเครื่องบินโจมตีทั้งแฟนทอมและสกายเรดเดอร์ หรือไม่ก็ ที 28 ของลาวมาโจมตีทิ้งระเบิด ทำให้ข้าศึกหยุดรบกวนลงบ้าง

ฝ่ายเราเริ่มมีการบาดเจ็บและเสียชีวิตบ้างแล้วจากการโจมตีด้วยอาวุธหนักรบกวน เมื่อ บ.ฝ่ายเรามาจะเกิดศึกหนักทุกครั้ง โดยเฉพาะการยิงต่อสู้ของ ปตอ. 50 ม.ม.ของข้าศึกยิงสวนขึ้นไปเห็นแนวกระสุนส่องวิถีชัดเจน

ข้าศึกสู้อย่างไม่กลัวตาย (ภายหลังทราบว่าพลยิงถูกล่ามโซ่กับปืน) ถ้าระเบิดโดนเป้าหมาย ปตอ.ข้าศึกจะเงียบทันที เป็นที่รู้กันว่าเรียบร้อย”

 

คืนนรกที่ยาวนานที่สุดในชีวิต

ผมมารักษาพื้นที่ บก.พัน ที่บ้านนาเกือบเดือนแล้ว ทำฐานที่มั่นดัดแปลงพื้นที่แข็งแรงพอสมควร มีการลาดตระเวนในรัศมี 1 ถึง 2 ก.ม.รอบฐาน

หมวดผมขึ้นการบังคับบัญชากับผู้พันโดยตรง (พ.ท.ไพศาล คำสุพรหม) ท่านเคยมาเยี่ยมและชมว่าฐานผมสวยดี ฐานผมติดกับฐานแม้วและใกล้ฐานปืนใหญ่ ฐานกองพัน บก.พัน อยู่ด้านทิศเหนือชิดขอบเขาที่ลาดชันมาก ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฐาน บก.พัน เป็นฐานกองร้อย มี บก.ร้อย บีไอ-15 กับหมวด 2 ร.ต.เหิร (นามสกุล “วรรณประเสริฐ” ยศสุดท้ายพลเอก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2/บัญชร) เป็น ผบ.หมวด ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ห่างจาก บก.พันประมาณ 500 ถึง 600 เมตร

ข้าศึกได้หยุดยิงรบกวนเรามาแล้ว 2 วัน บรรยากาศรู้สึกเงียบผิดปกติ โดยเฉพาะในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2513 เงียบมาก

ผมตรวจดูลูกน้องตามหมู่ต่างๆ เป็นปกติทุกวัน ดูแนวป้องกันของแต่ละหมู่ หมวดผมมีหมู่ ค.สมทบด้วย กำลังในหมวดจึงมีทั้งหมด 52 นาย

ผมกำชับเรื่องเวรยามกับหมู่ต่างๆ การวางเคลย์โมร์และเครื่องกีดขวางและสัญญาณบอกฝ่ายของแต่ละวัน

จนกระทั่งเริ่มมืด อากาศในเดือนพฤศจิกายน เป็นฤดูหนาวอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ผมมักจะนอนดึกประมาณ 5-6 ทุ่มทุกวัน แล้วออกมาตรวจเวรยามของแต่ละหมู่ทุกคืนโดยเฉพาะเวลาก่อนเข้านอน

กลางคืนที่บ้านนามีแต่ความเงียบสงัด นานๆ จะมีการยิงแฟลร์ส่องสว่างจาก ป.ของเราเพื่อตรวจการณ์ข้าศึก

ใกล้ 6 ทุ่มแล้วผมจะเข้านอนตามปกติในชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดคอกลม ผมใช้ถุงนอนขนไก่จึงนอนชุดนี้ได้

ผมงีบหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่ต้องสะดุ้งแบบฉับพลันและรีบออกมาจากถุงนอนทันทีเพราะฐานผมสะเทือนไปด้วยเสียงระเบิด บึ้ม…บึ้ม ตลอดเวลาจนฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มบังเกอร์ ผมแทบหายใจไม่ออก รวมทั้งกลิ่นดินปืนฟุ้งเต็มไปหมด

ฐานผมเกิดอะไรขึ้น

ผมเผ่นออกจากบังเกอร์โดยลืมคว้าเอ็ม 16 ประจำตัวติดมาด้วย มาแต่ตัวโดยใส่เสื้อทหารเวสต์มอร์แลนด์เท่านั้น เผ่นออกมายังหน้าบังเกอร์ซึ่งเป็นที่ตรวจการณ์หมวด

ผมตะโกนถามหมู่ข้างหน้าผม “เฮ้ย เกิดอะไรขึ้นวะ” ไม่มีใครตอบ มีแต่เสียงระเบิดกึกก้อง ฝุ่นและควันดินปืนฟุ้งเป็นหมอกควันเต็มไปหมด

ทันใดนั้นก็เกิดระเบิดขึ้นที่ตัวผมอย่างรุนแรงหลังจากที่ผมตะโกนถาม ความรู้สึกเหมือนถูกมือยักษ์ตบบ้องหูทั้งสองข้างอย่างแรง มันเจ็บแปลบและมึนงงไปหมด

รู้แต่ว่าเหมือนจิตวิญญาณผมล่องลอยออกจากร่าง ลอยเคว้งคว้างอยู่ข้างบนในความมืด ความรู้สึกมืดครึ้มวังเวง แล้วเกิดความรู้สึกรู้ตัวว่าเราโดนระเบิดนี่ เอ๊ะ…นี่เราตายแล้วนี่ มันล่องลอยมืดครึ้มไปหมด ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย งั้นเรากลับบ้านดีกว่า เพราะคิดถึงบ้านมาก มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

หลังจากนั้นผมไม่ทราบว่านานเท่าไหร่ที่ความรู้สึกมันกลับคืนมา พบว่าตัวเองนอนกองอยู่บนพื้นดินในหลุมหน้าบังเกอร์ จึงรู้ว่าผมยังไม่ตาย

แล้วสติผมกลับมาอีกครั้ง

ผมคลานกระเสือกกระสนเข้าไปในบังเกอร์ที่นอนและเข้าไปนั่งบนเตียงสนาม ความรู้สึกยังมึนงง นั่งเอามือปิดหูทั้งสองข้างเพราะยังเจ็บปวดมาก แล้วนั่งก้มหน้าเหมือนไม่รับรู้อะไรแล้ว รู้แต่ว่ายังมีเสียงระเบิด บึ้ม…บึ้ม รอบตัวผมตลอดเวลา ฝุ่นและควันปิดคลุมมิดห้องบังเกอร์

ทันใดนั้นมีแสงส่องสว่างสว่างขึ้นจากแฟลร์ ไม่ทราบว่าของเราหรือของข้าศึก และผมได้ยินเสียงคนพูดไม่เป็นภาษาคน เป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ เหมือนกำลังตะโกนบอกกันไปหมดและโผล่หน้ามองมาที่ผมตรงช่องทางเข้าบังเกอร์ด้านหลัง ผมก็หันไปเจอกับหน้ามันที่โผล่เข้ามาพอดี 3-4 คนแล้วกำลังชี้มือมาที่ผม เหมือนกับจะบอกกันว่า มันอยู่นี่ หัวหน้ามันยังอยู่นี่

ผมเห็นหน้าพวกมัน ผมจึงรู้ว่า…เฮ้ย นี่มันพวกข้าศึก มันบุกมาถึงตัวแล้ว มันพรางหน้าดำใส่หมวกผ้าเย็บด้วยผ้าร่มพรางทุกคน ด้วยสัญชาตญาณหนีตาย ผมพุ่งตัวออกจากบังเกอร์ทันที และพุ่งตัวลงไปในคูเรดหน้าแนวรั้วลวดหนาม

และการต่อสู้แบบถวายชีวิตของผมก็เริ่มขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...