จับตา “อัยยวัฒน์” สานต่อธุรกิจแสนล้าน "คิง เพาเวอร์"
“นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” เป็นบุตรชายคนเล็กจากบรรดาพี่น้องทั้งหมด 4 คน ของ “นายวิชัย ศรีวัฒนประภา” เริ่มทำงานในคิง เพาเวอร์ อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2552 โดยเขาถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจจากความเห็นของพี่ๆทั้ง 3 คน
จากบทสัมภาษณ์ของนายวิชัย ในนิตยสารแพรว ระบุว่า “ ผมมีลูก 4 คน (วรมาศ,อภิเชษฐ์,อรุณรุ่ง และอัยยวัฒน์) โดยปกติไปเขาอาจแบ่งให้ลูกคนละ 25 ส่วน แต่สำหรับผมใช้วิธีให้ลูกเลือกกันเองว่าจะให้หนึ่งคนเป็นใหญ่ที่สุดนั้นคือใครในจำนวนพี่น้อง 4 คน จากนั้น ผมแบ่งให้คนละ 10 สามคนและให้คนที่เขาเลือกถือ 60 โดยผมยังถืออีก 10 ไว้ ตรงนี้ไม่ใช่เพราะลำเอียง แต่เพราะผมเห็นในพรสวรรค์ของคนที่มีไม่เท่ากันมากกว่า อย่างตอนนี้พี่น้องทุกคนเลือกให้ต๊อบ (อัยยวัฒน์) ลูกคนเล็กถือ 60 ส่วนของทั้งหมด ซึ่งเขาจะได้ทันทีเมื่อผมวางมือ แต่ผมก็ยังมีเงื่อนไขนะว่าถึงเขาจะเลือกกันเอง แต่สักวันอาจเปลี่ยนคนที่จะถือหุ้นเยอะที่สุดตามความเหมาะสมก็ได้”
จึงมีความเป็นไปสูงว่า ธุรกิจกลุ่ม คิง เพาเวอร์ ในวันที่ไม่มี “นายวิชัย ศรีวัฒนประภา” ผู้ที่จะก้าวขึ้นมากุมบังเหียน เพื่อสานต่อธุรกิจคนต่อไป คือ นายอัยยวัฒน์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งในมุมมองของนายสุรเชษฐ กองชีพ นักวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ ให้ความเห็นว่า โดยธรรมชาติธุรกิจที่รุ่นพ่อบุกเบิกมาจะส่งต่อให้ทายาทได้เรียนรู้งาน สืบทอดธุรกิจ ซึ่งนายวิชัยได้ทำเช่นนั้น
จากหลักคิดการสืบทอดธุรกิจที่ให้ลูกๆเลือกกันเองว่าใครจะเป็นเบอร์ 1 ของนายวิชัย นั้น แน่นอนว่า “นายอัยยวัฒน์” จะต้องมีความโดดเด่น และมีฝีมือไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อ จึงเป็นเหตุผลที่พี่ๆเลือกให้เป็นผู้นำ เพื่อเข้ามาสานต่อกลุ่มธุรกิจ คิงเพาเวอร์ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ที่คนไทยและต่างประเทศรู้จัก
อีกทั้ง ในช่วงที่ผ่านมา “นายอัยยวัฒน์” เปรียบเสมือนมือขวา ของผู้เป็นพ่อ นอกจากช่วยดูแลธุรกิจกลุ่ม คิงเพาเวอร์ ยังดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ โดยในส่วนของธุรกิจกลุ่ม คิง เพาเวอร์ “นายอัยยวัฒน์” ได้ประกาศยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2560-2564 จะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขยายธุรกิจดิวตี้ฟรี เพื่อไปสู่เป้าหมายยอดขาย 1 แสน 4 หมื่นล้านบาท ควบคู่ไปกับพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมก้าวขึ้นสู่ ท็อป 5 ดิวตี้ฟรีระดับโลก และการเข้าชิงประมูลดิวตี้ฟรีที่ท่าอากาศยานสุวรรภูมิ และ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา
นอกจากนี้ กลุ่มคิงเพาเวอร์ ยังมีธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ และล่าสุดที่ทุ่มงบลงทุนกว่า 1 หมื่น 4 พันล้านบาท เข้าซื้อทรัพย์สินบางส่วนของโครงการมหานคร พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น คิง เพาเวอร์ มหานคร เพื่อต่อยอดธุรกิจโรงแรมดิวตี้ฟรีและการท่องเที่ยว
และไม่เพียงเท่านี้ ยังขยายธุรกิจไปยังวงการกีฬา โดยเข้าซื้อกิจการสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ในปี 2553 ซึ่งใช้เงินมากกว่า 5,000 ล้านบาท ก่อนที่ในปี 2559 จะสร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 132 ปี ทำให้มูลค่าของสโมสรหลังคว้าแชมป์ขยับขึ้นสูงกว่า 1 หมื่น 7 พัน 2 ร้อยล้านบาท จากนั้น ในปี 2560 ขยายอาณาจักรไปที่เบลเยียม ด้วยการซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล เอาต์ เฮเวเลย์ เลอเวิน ทีมในลีกดิวิชั่น 2 เบลเยียม รวมถึง ซื้อสนามแฮมโปโล กลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “คิง เพาเวอร์ บิลลิ่งแบร์ โปโล พาร์ค”
ส่วนอนาคตของกลุ่มธุรกิจ คิงเพาเวอร์ ในวันที่ไม่มี “นายวิชัย” ในเวลานี้อาจจะเร็วเกินไปที่ประเมินได้ แต่ด้วยชื่อเสียงของ คิงเพาเวอร์ ที่ดังในระดับโลก ในความเห็นของนักวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ เชื่อว่า ย่อมมีความได้เปรียบในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะ ธุรกิจดิวตี้ฟรี ที่บุกเบิกมาตั้งแต่ปี 2532
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตามองว่า คิง เพาเวอร์ ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทาน กับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย ในเดือนกันยายน 2563 สามารถกลับเข้ามาได้อีกหรือไม่ เนื่องจากคู่แข่งสำคัญของ คิง เพาเวอร์ ที่สนใจการประมูลครั้งนี้ มีทั้งกลุ่มเซ็นทรัล, กลุ่มเดอะมอลล์ และโรงแรมชิลลา จากเกาหลีใต้ ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ “นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา”