โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

"มหิดล" ฝ่าคลื่นดิสรัปชั่น ชูจุดแข็งวิทย์สุขภาพเหนือคู่แข่ง

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 14.48 น.

ต้องยอมรับ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ “ดิสรัปชั่น” ที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ทำให้การเข้าถึง “องค์ความรู้” และ “การเรียนรู้ต่าง ๆ” ไม่ได้มีเพียงหน้าต่างบานเดียวให้เลือก แต่กลับมีหน้าต่างมากมายและง่ายเพียงแค่นิ้วคลิกเท่านั้น ฉะนั้นการเรียนแบบเดิมในชั้นเรียนไม่ตอบสนองต่อโลกยุคปัจจุบันได้อีกต่อไป สถาบันการศึกษาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โดยเฉพาะการศึกษาในระดับ “มหาวิทยาลัย” ต่างตั้งรับปรับตัว เพื่อให้ตอบโจทย์กับการเรียน การสอน และไลฟ์สไตล์ผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบคือ อัตราการเกิดน้อยลง สังคมผู้สูงอายุเข้ามาทดแทน และจำนวนผู้สูงอายุยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

ผลกระทบจากดิสรัปชั่นมีระดับที่แตกต่างกันออกไป แต่หากมี “จุดแข็ง” อย่าง “มหาวิทยาลัยมหิดล” ที่โดดเด่นและเชี่ยวชาญในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลับทำให้ได้รับผลกระทบจากพลวัตดังกล่าวน้อยมาก

โดยในเรื่องนี้“ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ” รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ให้เหตุผลว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ อยู่ถึง 3 ส่วน 4 ของหลักสูตรทั้งหมด โดยศาสตร์ดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้และวิธีการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ได้ก้าวล้ำไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ฉะนั้นในสาขาเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบน้อยมากจากดิสรัปชั่น

นอกจากนี้ การเรียนด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพยังมีความต้องการในอัตราที่สูงมาก เพราะความต้องการรักษาทางด้านการแพทย์ของมุนษย์เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้น ๆ และมีอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความต้องการในการผลิตบุคลากรเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานสูงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ความต้องการที่จะเรียนที่นี่ยังมีเกินกว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลมีอยู่ด้วยซ้ำ

สำหรับรูปแบบการเรียนการสอน แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน หรือเป็นตัวกลางในการเข้าถึงการเรียนรู้และองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ รวมถึงการจัดทำ จัดเก็บเนื้อหาบทเรียนต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิทัล ยิ่งทำให้ผู้เรียนมีความสะดวกมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนในห้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพยังมีความจำเป็นอยู่มาก เพียงแต่ว่ารูปแบบและวิธีการอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง

“อย่างการเรียนแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ นอกจากการเรียนผ่านเนื้อหาความรู้ที่เรียกว่า content based แล้ว บางเนื้อหายังจำเป็นที่ต้องเรียนแบบ face to face ด้วย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงการฝึกปฏิบัติในสถานที่จริง ซึ่งไลฟ์สไตล์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย หรือที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของคนจำเป็นที่ต้องมี skill set อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องมีระบบให้คำแนะนำให้คำปรึกษา (mentoring system) จากผู้ที่มีประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งศาสตร์ดังกล่าวนี้ถือว่ามหาวิทยาลัยมหิดลมีความโดดเด่นมาก”

“ฉะนั้นแล้วการเป็นครูของโรงเรียนแพทย์ โรงเรียนพยาบาล หรือในลักษณะสถาบันฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงการเรียนในห้องเรียนแบบ face to face จึงยังมีความจำเป็นอยู่ ไม่สามารถเรียนในลักษณะที่เป็น cloud system หรือการเรียนแพทย์จากคอมพิวเตอร์ได้”

“ศ.นพ.บรรจง” กล่าวเสริมว่า ด้วยเหตุนี้เองการเรียนแพทย์ หรือการเรียนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพจึงเป็นการเรียนที่สมบูรณ์ด้วยเนื้อหาและการฝึกปฏิบัติ เรียนรู้จริง รวมถึง skill set ที่มหาวิทยาลัยได้เตรียมไว้อย่างเข้มข้น

ขณะที่ศาสตร์บางอย่าง เช่น สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยที่ไม่มีสถานที่ฝึกปฏิบัติภายใน จึงต้องมีการส่งนักศึกษาไปฝึกงาน ไปเรียนรู้กับภาคธุรกิจ เอกชน และอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากภายนอก เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และพบเจอกับสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐพยายามทำให้เกิดขึ้น

เมื่อถามถึงการเตรียมตัวของคณาจารย์ที่ต้องรับหน้าที่ในการสอนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนั้น “ศ.นพ.บรรจง” บอกว่า คณาจารย์มีการเตรียมตัวอยู่ตลอดเวลา หรืออาจจะเรียกได้ว่าหมุนตามโลกกันแบบเรียลไทม์ก็ว่าได้ เพราะวิทยาการทางการแพทย์เองก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ส่วนในหลักสูตรอื่น ๆ ยังมีการแลกเปลี่ยนคณาจารย์กับภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตามนโยบาย talent mobility ของรัฐบาล ที่นอกจากจะทำให้คณาจารย์ได้ทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชนแล้ว ยังถือว่าเป็นการอัพเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆ ตามเทคโนโลยี ที่สำคัญยังทำให้นักศึกษามีโอกาสตามอาจารย์ไปศึกษา เรียนรู้กับภาคธุรกิจ เกิดการเชื่อมโยงกันทั้งอาจารย์และนักศึกษาอีกด้วย

“แม้ว่าเราจะมีจุดแข็งในเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่สิ่งที่จะต้องเพิ่มให้กับนักศึกษาคือ การทำให้เขามีศักยภาพตามสมรรถนะที่ตลาดงานต้องการ โดยเฉพาะทักษะที่มีความจำเป็นในการทำงานหรือการดำเนินชีวิต ซึ่งได้บรรจุไว้ในวิชาพื้นฐาน (general education) อย่างทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (digital literacy), ทักษะความเข้าใจทางการเงิน (financial literacy), ทักษะความเข้าใจในการสื่อสาร (communication literacy) และทักษะความเข้าใจในการทำงานเป็นทีม (teamwork literacy)”

“ตลอดจนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และความเป็นปัจจุบันทันด่วน สอดคล้องสถานการณ์จริง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเขาเหล่านี้สำเร็จการศึกษาออกไปแล้ว จะอยู่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้”

ทั้งนั้น มหาวิทยาลัยมหิดลยังมีหลักสูตรการอบรมระยะสั้น ประกาศนียบัตร หรือ nondegree ต่าง ๆ

“ศ.นพ.บรรจง” บอกว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีการอัพเดตหลักสูตรอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสาขาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ มีการเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ ๆ เนื่องจากวิทยาการต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะโรคต่าง ๆ เครื่องไม้เครื่องมือ ตลอดจนความต้องการรักษาทางด้านการแพทย์ที่มีอยู่มากในมนุษย์ทุกคน จึงทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมทางด้านทางแพทย์ต้องได้รับการพัฒนาตลอดเวลา

“ดังนั้นหากเปรียบปรากฏการณ์ดิสรัปชั่นเป็นเหมือนคลื่นสึนามิ มหาวิทยาลัยมหิดลถือว่าอยู่ในจุดที่สูง จึงได้รับผลกระทบน้อยมาก และช้ากว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ จากการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ตาม “โรค” และ “โลก” ที่เปลี่ยนแปลงไป” 

อันเป็นสิ่งที่ “ศ.นพ.บรรจง” รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวย้ำอย่างหนักแน่น…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...