โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดงต้นแปก-ทุ่งไหหิน พลิกโฉมเมืองพวน โพนสะหวัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 พ.ย. 2562 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2562 เวลา 14.07 น.

ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร : เรื่อง-ภาพ

จากหลวงพระบาง บนถนนหมายเลข 13 เชื่อมต่อถนนหมายเลข 7 ที่สามแยกเมืองพูคูน ระดับความสูงเฉลี่ย 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เส้นทางรถสวนขึ้นเขาลงเขาสลับซับซ้อนด้วยโค้งไม่ต่ำกว่า 2,000 โค้ง กับอีก 6 ชั่วโมงบนรถโดยสารที่กำลังวิ่งเข้าสู่เมืองโพนสะหวัน เมืองเอกของแขวงเชียงขวาง สปป.ลาว สถานที่ตั้งของทุ่งไหหิน แหล่งโบราณสถานอายุไม่ต่ำกว่า 2,500-3,000 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อ 89 ปีก่อน Madeleine Colani นักโบราณคดีฝรั่งเศสได้เข้ามาบุกเบิกขุดค้นที่ทุ่งไหหิน และบริเวณข้างเคียงใน เขตทุ่งภูเพียงเชียงขวาง ผลการขุดค้นของ Colani พบความเกี่ยวพันระหว่างวัฒนธรรมหินตั้งที่แขวงหัวพัน กับวัฒนธรรมไหหิน ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในยุคเหล็ก (Iron Age) โดย Colani ได้ทำงานภาคสนามพบหลุมดินหลาย ๆ หลุมรอบเสาหินตั้งและรอบไหหินถูกขุดเป็นแนวตั้งเพื่อเป็นที่เก็บกระดูกและสิ่งของเครื่องใช้อันเนื่องมาจากพิธีศพ สอดคล้องกับรอบ ๆ ไหหินก็พบหม้อดินเผาก้นกลมมีฝาปิด ที่ใช้บรรจุกระดูกมนุษย์เช่นกัน

การค้นพบของ Colani ได้ถูกอธิบายในภายหลังว่า กระดูกที่พบบริเวณเสาหินตั้งกับไหหินนั้น จัดเป็นการฝังศพครั้งที่ 2 (secondary burial) หรือการนำกระดูกจากการฝังศพครั้งแรกมาผ่านพิธีกรรม ระยะแรกอาจขุดหลุมใส่กระดูกไว้ในหม้อดินเผาฝังไว้รอบ ๆ ไหหิน ต่อมาก็เปลี่ยนจากหม้อดินเผามาบรรจุกระดูกคนตายไว้ในไหหินที่มีฝาปิดเลย โดยหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบแตกต่างไปจากความเชื่อดั้งเดิมของชาวลาวและข่าที่ว่า ไหหินเหล่านี้เป็นไหเหล้าของขุนเจือง วีรบุรุษในตำนานของผู้คน 2 ฝั่งโขงที่ผูกเรื่องเป็นนิยายพื้นบ้านว่า ขุนเจืองทำสงครามชนะพวกแกว (ญวน) ด้วยการตีเมืองแกวปะกันได้สำเร็จ แล้วจึงเฉลิมฉลองชัยชนะและสั่งให้ทำไหเหล้าเจืองมาเลี้ยงผู้คนอยู่นานถึง 7 เดือน

เป็นที่มาในตำนานไหเหล้าเจือง ที่ปัจจุบันพบไหหินกระจัดกระจายอยู่ในเขตทุ่งภูเพียงเชียงขวางถึง 3 ทุ่ง โดยทุ่งแรก ซึ่งจัดเป็นทุ่งที่ใหญ่ที่สุด ระยะทางห่างจากเมืองโพนสะหวันแค่ 7.5 กม. พบไหหินประมาณ 200 ใบ และมีไหยักษ์หนักถึง 15 ตันอยู่ที่ทุ่งนี้ด้วย ส่วนทุ่งที่ 2 อยู่ห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 25 กม. มีไหหินประมาณ 90 ใบ และทุ่งสุดท้ายอยู่ห่างไปอีก 35 กม. พบไหหินอีก 150 ใบ

ไหหินเหล่านี้ได้เดินทางผ่านกาลเวลามาไม่ต่ำกว่า 2,500 ปี ผ่านศึกสงครามมาหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ตามพงศาวดารเมืองพวน กองทัพแกวยกเข้าตีเมืองพวนหรือเมืองเชียงขวางในปัจจุบันในปี 2071 ต่อมาในปี 2417 เกิดศึกฮ่อธงแดงในแขวงเชียงขวางและฮ่อธงลายในเขตทุ่งเชียงคำ กลายเป็นชนวนให้สยามส่งกองทัพเข้ามาปราบฮ่อเข้ายึดเมืองพวน-เชียงขวางไว้ได้ ตามมาด้วยกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสในปี 2436 สยามเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทำให้ฝรั่งเศสสามารถผนวกราชอาณาจักรลาวทั้งหมดเข้าไปไว้ในร่มธงอินโดจีนฝรั่งเศส รวมถึงเมืองเชียงขวางได้ถูก Commissaire ฝรั่งเศสเข้าปกครองจัดตั้งเป็นแขวงพวน อยู่ในเขตลาวภาคเหนือ

อย่างไรก็ตาม สงครามในเขตเมืองพวน-เชียงขวางไม่ได้จบลงในสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับฝรั่งเศสได้ขยายลงต่อเนื่องเข้าสู่ยุคสงครามเวียดนาม ในระหว่างปี 2507-2516 เชียงขวางและทุ่งไหหินได้กลายเป็นสมรภูมิรบครั้งสำคัญ เมืองคูน ซึ่งเป็นเมืองเอกของแขวงพวน

เชียงขวาง ในสมัยการปกครองของฝรั่งเศส ได้ถูกเครื่องบิน B52 ของสหรัฐระดมทิ้งระเบิดจนถูกทำลายแทบจะหมดทั้งเมืองจนกลายเป็นเมืองร้าง เหลือเพียงเศษซากวัดเก่า ธาตุฝุ่นร้าง และสถานที่ทำการโรงพยาบาลเก่าฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมเท่านั้น

นับมาอีก 46 ปีจากวันสิ้นสุดสงครามเวียดนามในปี 2516 ชาวพวนที่หนีภัยสงครามได้ย้อนกลับมาพลิกฟื้นเมืองเชียงขวางขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการย้ายที่ตั้งเมืองเอกจากเมืองคูน ที่ถูกระเบิดราบคาบมาตั้งเมืองใหม่ที่เมืองโพนสะหวัน ห่างจากตัวเมืองคูนในอดีตประมาณ 20 กม. สถานที่ตั้งเมืองใหม่อยู่ในแอ่งที่ราบเชียงขวางที่อุดมไปด้วยต้นแปกหรือต้นสนสามใบ ก่อเกิดภาพนาข้าวสลับ ดงต้นแปก ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดผ่าน ไหหิน เปิดแขวงเชียงขวางใหม่เข้าสู่การเป็นเมืองมรดกโลกแห่งใหม่ของ UNESCO ในปี 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...