โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตัวเต็งในการสืบราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ 3 การผลัดแผ่นดินในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของสยาม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 มิ.ย. 2566 เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2566 เวลา 09.54 น.
(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, (ขวา) พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ดร.มัลคอล์ม สมิธ แพทย์ชาวอังกฤษผู้ถวายการดูแลรักษาพระพลานามัยของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนักสยามตอนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ รัชกาลที่ 3 ไว้ว่า

ในราวปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐมหาเจษฎาบดินทรฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอาการประชวร จนมีทีท่าว่าจะเสด็จสวรรคต จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระองค์ขึ้นครองราชย์ แต่ติดขัดด้วยกลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจในราชสำนักปรารถนาที่จะให้เจ้าฟ้ามงกุฎเป็นผู้สืบทอดราชสมบัติ และประชาชนก็เห็นพ้องต้องกันว่า รัชทายาทต้องมาจากการเลือกสรร ด้วยเหตุนี้เจ้าฟ้ามงกุฎจึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 3 [1]

บันทึกของหมอสมิธทำให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับการผลัดแผ่นดินในช่วงปลายรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระองค์ขึ้นครองราชย์

ดังที่หมอสมิธกล่าวไว้ หรือทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้เจ้าฟ้ามงกุฎผู้เป็นพระอนุชาขึ้นครองราชย์ ซึ่งการผลัดแผ่นดินครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประวัติศาสตร์สยามสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ต้องทรงเป็นผู้นำพาสยามเผชิญหน้ากับการแผ่ขยายอำนาจเข้ามาในอุษาคเนย์ของจักรวรรดินิยมตะวันตก

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงที่รัชกาลที่ 3 ใกล้จะสวรรคตว่า พระองค์ได้ตรัสมอบอำนาจในการเลือกกษัตริย์ให้แก่คณะเสนาบดี พร้อมกับทรงมีพระราชวิจารณ์คุณสมบัติของเจ้านายหลายพระองค์ที่เป็นตัวเต็งในการสืบราชสมบัติ

“…การแผ่นดินต่อไปข้างหน้า ไม่เห็นผู้ใดที่จะรักษาแผ่นดินได้ กรมขุนเดชเล่าท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา ใครจะพูดอะไรท่านก็เชื่อง่าย ๆ จะเป็นใหญ่เป็นโตไปไม่ได้ กรมพิพิธเล่าก็ไม่รู้จักการงาน ปัญญาก็ไม่สอดส่องไปได้ คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว ที่สติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ก็เห็นแต่ท่านฟ้าใหญ่ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ฟ้าน้อย (เจ้าฟ้าจุฑามณี) 2 พระองค์ ก็ทรงรังเกียจอยู่ว่า ท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้น ก็จะให้พระสงฆ์ห่มผ้าอย่างมอญเสียหมดทั้งแผ่นดินดอกกระมัง ท่านฟ้าน้อยเล่า ก็มีสติปัญญา วิชาการช่างและการทหารต่าง ๆ อยู่ แต่ไม่พอใจทำราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึ่งมิทรงอนุญาต กลัวเจ้านายข้าราชการเขาจะไม่ชอบใจ จึงโปรดอนุญาตให้ตามใจคนทั้งปวง สุดแท้แต่จะเห็นพร้อมเพรียงกัน” [2]

พระราชวิจารณ์นี้แสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่3 มิได้ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เป็นผู้สืบทอดราชสมบัติเป็นการเฉพาะ หากแต่ให้เจ้านาย ขุนนาง เป็นผู้เลือกสรรผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ (ซึ่งพระราชวิจารณ์นี้ย่อมหักล้างความในบันทึกของหมอสมิธได้เป็นอย่างดี)

อย่างไรก็ตาม (เดี๋ยวก่อนครับ! เดี๋ยวก่อน!) การที่พระองค์ ไม่ทรงแต่งตั้งเลือกเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นผู้สืบราชสมบัติ (ความเกี่ยวกับพระราชวิจารณ์ของรัชกาลที่ 3 ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ก็เป็นที่น่ากังขา เพราะเป็นหลักฐานที่ทำในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ใช่ทำในสมัยรัชกาลที่ 3) ไม่ใช่ว่าพระองค์มิได้มีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชโอรสของพระองค์เป็นผู้สืบราชสมบัติ หากแต่พบว่า พระราชโอรสที่โปรด 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ได้สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2378 และกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2382 [3]

นอกจากนั้นแล้วยังพบอีกว่า กรมหลวงรักษรณเรศ เจ้านายที่มีความสำคัญรองจากรัชกาลที่ 3 ได้ถูกสําเร็จโทษเมื่อ พ.ศ. 2391 ด้วยความผิดร้ายแรงหลายประการ ได้แก่ ทุจริตรับสินบน ตัดสินความไม่เป็นธรรม และซ่องสุมผู้คนเพื่อเตรียมตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินหลังสิ้นรัชกาล [4]

การสิ้นพระชนม์ของเจ้านายทั้งสามพระองค์ นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเจ้าฟ้ามงกุฎ (ซึ่งขณะนั้นทรงอยู่ในสมณเพศ) ในฐานะผู้สืบราชสมบัติ เนื่องจากทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตที่ประสูติจากพระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 2 ทั้งยังทรงพร้อมด้วยบารมีที่ได้จากการสะสมบุญบารมีในฐานะผู้นำสงฆ์ (ฝ่ายธรรมยุต) และได้รับการสนับสนุนผลักดันจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และกลุ่มเสนาบดีตระกูลบุนนาค [5]

เหตุปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ส่งให้เจ้าฟ้ามงกุฎได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ ทั้งที่พระองค์มิได้ทรงมั่นพระทัยนักว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ อันเห็นได้จากกระแสพระราชดำรัสเมื่อทรงราชสมบัติที่ว่า

“ไม่มีใครได้คิดจะให้เปนโตเปนใหญ่เลย ก็เจ้านายผู้หญิงที่ไหนแหลม ๆ อยู่มีทรัพย์สมบัติบ่าวไพร่มาก ท่านทั้งหลายทั้งปวงนึกหมายว่าจะให้ได้แก่ท่านผู้อื่น” [6]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ รัชกาลที่3 สวรรคต “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ครองราชย์”. ศิลปวัฒนธรรม 21 : 8 (มิ.ย. 2543), น.64-65.

[2] ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 (พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรธนากร, 2481), น.369-370.

[3] เรื่องเดียวกัน, น.166 และ 198.

[4] เรื่องเดียวกัน, น.317-318.

[5] นฤมล ธีรวัฒน์. “พระราชดำริทางการเมืองของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2525, น.45-131.

[6] ห้องเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ 4 จ.ศ. 1213 เลขที่ 66 เรื่องพระราชโองการเรื่องพระองค์ทรงราชสมบัติ.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “ผลัดแผ่นดินในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของสยาม” เขียนโดย โดม ไกรปกรณ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2545

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 กันยายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...