โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

HDD หรือ SSD : ใครกันแน่ที่ดีกว่า? รู้ไหม SSD ไม่เสียบไฟนานๆ แล้วข้อมูลจะหาย!

BT Beartai

อัพเดต 12 ก.ค. 2562 เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2562 เวลา 04.05 น.
HDD หรือ SSD : ใครกันแน่ที่ดีกว่า? รู้ไหม SSD ไม่เสียบไฟนานๆ แล้วข้อมูลจะหาย!

ในยุคสมัยนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักสื่อบันทึกข้อมูลของคอมพิวเตอร์ที่เรียกได้ว่า “ขาดไม่ได้” และมีใช้งานกันแทบทุกเครื่อง อย่างฮาร์ดดิสก์ (Harddisk, HDD) สื่อบันทึกข้อมูลในรูปแบบจานหมุนกันอย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีสื่อบันทึกข้อมูลรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างโซลิตสเตตไดรฟ์ หรือ SSD (Solid State Drive) บางเครื่องถึงขั้นเปลี่ยนการใช้งาน จาก HDD ที่คุ้นเคย มาเป็น SSD กันทั้งหมด หรือบางเครื่องยังใช้งานแบบควบคู่กันไปด้วย แล้วในความเป็นจริง สิ่งไหนดีกว่ากันแน่ และสิ่งไหนมีจุดอ่อนที่ตรงไหนบ้าง วันนี้ #beartai จะมาไล่เรียงถึงประสิทธิภาพ และข้อดี – ข้อเสีย ของสื่อบันทึกข้อมูลทั้งสองชนิดนี้กัน

แต่ก่อนที่จะมาเปรียบเทียบกันนั้น ต้องมาทำความรู้จักกับอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นนี้กันก่อน

ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk)

ฮาร์ดดิสก์ สื่อบันทึกข้อมูลในรูปแบบจานแม่เหล็ก บันทึกและอ่านข้อมูลผ่านการจรดหัวเข็มลงบนแผ่นแม่เหล็ก สื่อชนิดนี้มีมานานตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1957 โดยไอบีเอ็มเป็นผู้ริเริ่มการใช้ฮาร์ดดิสก์เป็นรายแรก และขนาดการใช้งานในขณะนั้นถือว่าใหญ่มาก ทั้งขนาดของตัวจานแม่เหล็กที่ใหญ่เท่ากับถาดสแตนเลสขนาดใหญ่ และตู้บรรจุจานแม่เหล็กก็มีขนาดพอ กับตู้เซิร์ฟเวอร์ในปัจจุบัน

IBM 305 RAMAC (Scanned by Robert Garner, Dave Bennett collection)

ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการใช้งาน จนมาถึงขนาดที่เล็กและคุ้นชินในยุคปัจจุบัน กับขนาด 3.5 นิ้ว และ 2.5 นิ้ว พร้อมทั้งความเร็วของจานหมุนอยู่ในระดับที่พอรับได้ คือ 7,200 รอบ/นาที

ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้ว (บน) และขนาด 3.5 นิ้ว (ล่าง)

โซลิดสเตตไดรฟ์

SSD ชิ้นแรกในโลก (Source: Dataram)

สื่อบันทึกข้อมูลชนิดใหม่ที่มาในรูปแบบของชิปการ์ด ขนาดเทียบเท่ากับฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้ว บ้างก็มาในรูปแบบแผ่นยาวๆ สำหรับเสียบสลอตบนเมนบอร์ด หรือมีขนาดเทียบเท่ากับการ์ดจอ และติดตั้งบนสลอต PCI Express แรกเริ่มเดิมที สื่อบันทึกข้อมูลชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปีค.ศ. 1978 แต่การใช้งานในช่วงเวลานั้นยังไม่เหมือนทุกวันนี้ SSD ในยุคนั้นสามารถใช้แทนแรม (RAM) ในการใช้งานเป็นบ่อพักการประมวลผล ทำให้การประมวลผลของคอมพิวเตอร์นั้นรวดเร็วกว่าเดิม (ถูกเรียกว่า DRAM หรือชื่อเต็ม Dynamic Random-Access Memory) เมื่อเทียบกับการใช้งาน RAM ในรูปแบบปกติเพียงอย่างเดียว

SSD หลากหลายขนาดในการใช้งาน (Source: Deskdecode)

ส่วน SSD ในยุคปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาให้สามารถเขียนและอ่านข้อมูลได้รวดเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก และที่สำคัญ เมื่อเทียบในเรื่องของการประมวลผลบน HDD นั้น SSD สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วทันใจ ต่างจาก HDD ที่จะต้องรอเวลาประมวลผลและการบันทึกข้อมูลที่นานกว่าเดิม

แล้วข้อดีและข้อเสียของทั้งคู่คืออะไร

คุณสมบัติและการใช้งานHDDSSD ความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลอ่านต่อเนื่องได้ความเร็วสูงสุดประมาณ 200 MB/s
ส่วนอ่านข้อมูลที่กระจายไปทั้งไดร์ฟ จะใช้เวลานานมากกว่า SSD มาก เพราะหัวอ่านต้องอ่านข้อมูลจากหลายจุดเร็วได้สูงสุดประมาณ 3500 MB/s (ส่วน SSD ระดับองค์กรเร็วได้กว่านี้อีก)
และสามารถดึงข้อมูลที่เขียนลงในไดร์ฟแบบสุ่มได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์มาก การเสื่อมสภาพเมื่อเก็บฮาร์ดดิสก์ในที่แห้งและควบคุมอุณหภูมิ จะสามารถเก็บข้อมูลได้ยาวนาน แต่อาจมีปัญหากับส่วนมอเตอร์แทนถ้าไม่มีไฟเลี้ยงนานๆ 1-2 ปี ข้อมูลจะเริ่มหายไป (ซึ่งไดร์ฟใหม่ๆ ผู้ผลิตเคลมว่าเก็บข้อมูลได้นานเป็นสิบปี) ความทนทานการศึกษาจากม. Carnegie Mellon บอกว่าฮาร์ดดิสก์ระดับองค์กร เฉลี่ยแล้วจะเสียใน 6 ปี แต่บางกรณีอาจใช้งานได้ถึง 11 ปี
แต่ฮาร์ดดิสก์ก็เสียหายได้ง่ายจากแรงกระแทก และปัญหาระบบไฟSSD สามารถอ่าน-เขียนได้จำกัด แต่ไดร์ฟรุ่นใหม่ๆ จะมีการกระจายการเขียนข้อมูลไปทั่วไดร์ฟ ทำให้ SSD ใช้งานได้นานขึ้น แต่จังหวะจะเสีย อาจเสียได้ทั้งไดร์ฟ ความเร็วในการเริ่มใช้งานต้องรอรอบจานหมุนให้ได้ระดับหลายวินาทีเริ่มทำงานทันที ราคาจำหน่ายถูกกว่าและเข้าถึงง่ายแพงกว่า ยิ่งความจุเยอะ ยิ่งแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว เสียงและการรบกวนมีเสียงระหว่างการทำงานไม่มีเสียง หากเกิดอาการชำรุดสามารถส่งซ่อม หรือกู้ข้อมูลได้ไม่สามารถกู้ข้อมูลได้

เมื่อมาไล่เรียงลำดับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบแล้วนั้น ทั้งคู่ต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป

ข้อดี-ข้อเสียของฮาร์ดดิสก์

เริ่มตั้งแต่ฮาร์ดดิสก์ก่อน ข้อดีของฮาร์ดดิสก์ที่แน่นอนในตอนนี้คือ เรื่องของราคาที่ถูกกว่า SSD และรูปแบบการใช้งานของฮาร์ดดิสก์มีหลากหลายกว่า ทั้งฮาร์ดดิสก์สำหรับการบันทึกข้อมูลเพียงอย่างเดียว ไปจนถึงฮาร์ดดิสก์ที่ต้องทำการประมวลผล และการบันทึกข้อมูลตลอดเวลา หรือฮาร์ดดิสก์ที่เหมะกับงานเฉพาะทาง เช่น ใช้กับการบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด

ส่วนข้อเสียของฮาร์ดดิสก์คงหนีไม่พ้นเรื่องของความเร็วในการเขียนและอ่านข้อมูล ฮาร์ดดิสก์หนึ่งลูก เมื่อถูกพักจากการใช้งานเป็นเวลานาน แล้วกลับมาใช้งานอีกครั้ง จะต้องรอรอบการหมุนของฮาร์ดดิกส์ให้ได้ความเร็วเหมาะสม จนเกิดความหน่วงในการเรียกและประมวลผลข้อมูลขึ้นมาแสดง อาจจะใช้เวลาหลายวินาทีในการดึงข้อมูลขึ้นมาแสดง บางครั้ง การทำงานของฮาร์ดดิสก์อาจมีเสียงรบกวน โดยเฉพาะช่วงที่มีการเขียนหรืออ่านข้อมูลบนจานแม่เหล็ก

และการใช้งานของฮาร์ดิสก์นั้น เมื่อใช้งานเป็นเวลานานๆ อาจจะเกิดการเสื่อมสภาพจากการเขียนและอ่านของหัวเข็ม บางครั้งหัวเข็มเกิดอาการล้า หรือหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น เผลอทำตกหล่น หรือได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง ความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้กับแผ่นจานเหล็กและหัวเข็มที่ทำหน้าที่เขียนและอ่านข้อมูล บางครั้งต้องส่งซ่อม เปลี่ยนอะไหล่ หรือทำการกู้ข้อมูล ซึ่งใช้จำนวนเงินที่เยอะพอสมควร ขึ้นอยู่กับว่าฮาร์ดดิสก์ที่ใช้งานอยู่นั้น มีความจุเท่าไหร่ และอาการนั้นมากหรือน้อยประมาณไหน

ข้อดี-ข้อเสียของ SSD

ส่วน SSD นั้น มีข้อดีที่เขียนและอ่านได้เร็วยิ่งกว่าจานหมุนทั่วไปหลายเท่าตัว ทั้งยังสามารถเลือกความเร็วในการเขียนและอ่านข้อมูล เพื่อเหมาะสมกับรูปแบบการทำงานที่เราต้องการได้ นอกเหนือจากนั้น ขนาดของการใช้งานมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเล็กและใหญ่ ตั้งแต่ขนาดเท่ากับฮาร์ดดิสก์จานหมุน 2.5 นิ้ว ไปจนถึงเล็กพอๆ กับนามบัตรหนึ่งแผ่น และสามารถพกพาไปไหนมาไหนก็ได้ เรื่องของเสียงนั้นถือว่าไม่ได้ยินเลย เพราะตัวของ SSD นั้น เป็นแผ่นบอร์ดที่มีชิปบันทึกข้อมูลติดตั้งไว้ ฉะนั้นแล้ว เสียงของการทำงานจึงไม่มีออกมาเลย และเมื่อพักการใช้งานแล้วกลับมาใช้งานใหม่อีกครั้งนั้น ก็ไม่มีอาการหน่วงให้ปรากฎ สามารถเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็วและทันที

ถึงแม้ว่าข้อดีมีเยอะกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน แต่ข้อเสียงก็มีเยอะมิใช่น้อย แน่นอนว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีใช้งานในคอมพิวเตอร์ทั่วๆ ไป ราคาในการจำหน่ายถือว่าสูงกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนหลายเท่าตัว เปรียบเทียบง่ายๆ ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนขนาดความจำ 1 เทราไบต์ (1 TB) ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,990 โดยประมาณ แต่ในขนาดความจุเดียวกันกับ SSD ราคาจำหน่ายกลับสูงไปถึงหลักหมื่นบาท (แล้วแต่ความเร็วของ SSD)

นอกเหนือจากราคาแล้วที่ทำให้หลายต่อหลายคนต่างตกใจ เรื่องของการกู้คืนข้อมูลก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยเช่นกัน ด้วยความที่ SSD เปรียบเสมือนแผ่นชิป หรือแผ่นการ์ดบันทึกข้อมูล แม้เรื่องของการตกกระแทกนั้นจะดีกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน แต่ถ้าเกิดในกรณีที่ตัว SSD นั้นไม่สามารถใช้งานต่อไปได้อีก อย่างการตกลงไปในของเหลว หรือเกิดเพลงลุกไหม้ ความสามารถในการใช้งานของ SSD ถือเป็นอันสิ้นสุดลง และไม่สามารถนำอุปกรณ์ชิ้นดังกล่าวเข้าสู่การกู้คืนข้อมูลได้ จะเรียกว่าเสียแล้วเสียเลยก็คงไม่ผิดอะไรนัก

สุดท้ายนี้ ทั้งสองอุปกรณ์ที่กล่าวมา ทั้งฮาร์ดดิสก์ และ SSD ต่างมีหน้าที่การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป แต่ทั้งสองสิ่งนี้มีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ สามารถบันทึกข้อมูลได้ทั้งคู่ เพียงแต่ผู้ที่ใช้งานนั้นจะต้องจัดลำดับความสำคัญในการบันทึกข้อมูลให้ดีก่อน ว่าจะจัดเก็บสิ่งไหนไว้ที่ใด อย่างในคอมพิวเตอร์โดยทั่วๆ ไป ที่มีการติดตั้งฮาร์ดดิสก์และ SSD ควบคู่กันไป บ้างก็ใช้ฮาร์ดดิสก์ในการบันทึกข้อมูล บ้างก็ใช้ SSD ในการติดตั้งระบบปฏิบัติการและตัวโปรแกรม ให้สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและทันใจ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้ออุปกรณ์ทั้งสองชนิดนี้มาใช้งาน ก็คือ รูปแบบการใช้งาน ความจำเป็น และกำลังทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่ นี่คือสิ่งที่สำคัญในการตัดสินใจ

และอย่าลืม ไม่ว่าจะใช้งานฮาร์ดดิสก์ในรูปแบบไหน โปรดอย่าลืมสำรองข้อมูลไว้บนอุปกรณ์อื่น เช่น External Harddisk หรือ Cloud เผื่อในกรณีที่อุปกรณ์ชำรุด จะได้ไม่ต้องมานั่งทรุดและเศร้าใจในภายหลัง…

แชร์โพสนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...