โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ไฮเปอร์โซนิก: เครื่องบินเร็วเหนือเสียง 5 เท่า ที่กำลังพัฒนาอยู่ มีความก้าวหน้าถึงขั้นไหน

Khaosod

อัพเดต 03 ก.ย 2563 เวลา 20.51 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2563 เวลา 20.51 น.

ไฮเปอร์โซนิก: เครื่องบินเร็วเหนือเสียง 5 เท่า ที่กำลังพัฒนาอยู่ มีความก้าวหน้าถึงขั้นไหน - BBCไทย

"ผมทำงานกับสิ่งที่บินเร็วมาตลอด" อาดัม ดิสเซล หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการในสหรัฐฯ ของบริษัทรีแอ็กชัน เอนจินส์ (Reaction Engines) กล่าว

บริษัทของอังกฤษแห่งนี้กำลังสร้างเครื่องยนต์ที่สามารถบินได้เร็วจนมองแทบไม่ทัน และหากใช้เครื่องยนต์ไอพ่นที่มีอยู่ในขณะนี้ทำการบิน เครื่องยนต์ก็หลอมละลายไปเลย

ทางบริษัทต้องการทำความเร็วให้ได้ระดับไฮเปอร์โซนิก หรือมากกว่า 5 เท่าของความเร็วเสียง ที่อัตราเร็วประมาณ 6,400 กม./ชั่วโมง หรือ มัค 5 (Mach 5)

แนวคิดนี้มาจากความต้องการสร้างเครื่องบินโดยสารความเร็วสูงให้ได้ภายในทศวรรษ 2030

"ไม่จำเป็นต้องถึงระดับมัค 5 ก็ได้ อยู่ที่มัค 4.5 ก็จะง่ายกว่าในทางฟิสิกส์" นายดิสเซล กล่าว

เครื่องบินไฮเปอร์โซนิก จะต้องใช้เทคโนโลยีใหม่เกี่ยวกับเครื่องยนต์

ด้วยความเร็วระดับนั้น คุณสามารถบินจากลอนดอนไปซิดนีย์ได้ในเวลา 4 ชั่วโมง หรือจากลอสแอนเจลิสไปโตเกียวได้ในเวลา 2 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่เกี่ยวกับเที่ยวบินไฮเปอร์โซนิกไม่ใช่เพื่อการบินพลเรือน แต่งานวิจัยเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากวัตถุประสงค์ทางการทหาร ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศแข่งกันพัฒนาด้านนี้

"ระบบหลากหลาย"

เจมส์ แอ็กตัน เป็นนักฟิสิกส์ของสหราชอาณาจักร ที่ทำงานให้กับมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ กล่าวว่าจากการสำรวจความพยายามของสหรัฐฯ จีน และรัสเซียในการพัฒนาอาวุธที่มีความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก เขาได้ข้อสรุปว่า "มีระบบไฮเปอร์โซนิกหลากหลายรูปแบบที่กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบ"

วัสดุพิเศษต่าง ๆ ที่สามารถทนทานต่อความร้อนที่สูงมากซึ่งเกิดจากการทำความเร็วระดับมัค 5 และใช้เป็นที่ติดตั้งเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้ กำลังจะทำให้เที่ยวบินไฮเปอร์โซนิกในชั้นบรรยากาศโลกเกิดขึ้นได้จริง

……………….

เรื่องที่คุณอาจสนใจ:

…………….

เคยมีการทดลองเที่ยวบินไฮเปอร์โซนิกที่มีนักบินขับมาแล้วหลายครั้งในสมัยศตวรรษที่ 1960 ด้วยเครื่องบินจรวดเอ็กซ์-15 ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile--ICBM) อีกหลายลูกที่เดินทางกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก

ตอนนี้ชาติมหาอำนาจหลายชาติ กำลังแข่งกันสร้างอาวุธที่สามารถอยู่ในชั้นบรรยากาศได้โดยไม่จำเป็นต้องออกไปนอกโลก เพื่อใช้ประโยชน์จากความเย็นในการลดความร้อน นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมอาวุธเหล่านี้เพื่อใช้โจมตีเป้าหมายที่อาจเคลื่อนที่ได้ ต่างจาก ICBM ที่ใช้โจมตีเป้าหมายที่เป็นเมือง

มือสังหารเรือบรรทุกเครื่องบิน (Carrier-killers)

การทุ่มงบประมาณทางทหารของ 3 ชาติยักษ์ใหญ่ได้ช่วยผลักดันด้านไฮเปอร์โซนิก

ในการแถลงข่าวของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อไม่นานนี้ นายไมก์ ไวต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านไฮเปอร์โซนิกของกองทัพสหรัฐฯ ได้พูดถึงการพัฒนาที่กำลังได้รับการผลักดันโดย "คู่แข่งมหาอำนาจของเราและความพยายามของพวกเขาในการท้าทายการครอบงำของเรา"

จีนจัดแสดงอาวุธไฮเปอร์โซนิกที่พิธีสวนสนามในปี 2019

ความแม่นยำคือความท้าทายสำคัญสำหรับขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเหล่านี้

แค่การมีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่ได้รับการขนานนามว่า "มือสังหารเรือบรรทุกเครื่องบิน" (carrier-killers) อยู่ในครอบครอง ก็อาจทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ จำเป็นต้องอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากชายฝั่งของจีน

แต่การโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ที่กำลังเดินทางด้วยอัตราเร็ว 30 นอต หรือประมาณ 56 กม./ชั่วโมง จำเป็นต้องมีการคำนวณวิถีของขีปนาวุธอย่างละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะทำความเร็วถึงระดับมัค 5

ความร้อนที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ผิวขีปนาวุธเมื่อทำความเร็วถึงระดับไฮเปอร์โซนิก จะทำให้เกิดพลาสมาห่อหุ้ม หรือเกิดสสารที่เป็นแก๊สขึ้น

มันอาจจะขัดขวางการรับสัญญาณที่มาจากภายนอกได้ อย่างเช่น สัญญาณดาวเทียมสื่อสาร และอาจจะทำให้ระบบเล็งเป้าหมายหมาย (internal targeting systems) จับตำแหน่งไม่ได้ โดยระบบนี้จะพยายามมองหาตำแหน่งของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ด้านนอกเพื่อระบุเป้าหมายในการโจมตี

จมูกเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก จะต้องต้านทานความร้อนสูงได้

พลาสมาจะเกิดขึ้นบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่านั้น

ขีปนาวุธที่มีรูปทรงกรวยจะถูกเคลือบด้วยพลาสมา แต่ขีปนาวุธที่มีลักษณะคล้ายกับลูกดอกที่มีปีกมันเป็นประกาย อาจจะดันพลาสมาออกไปจากพื้นผิวที่มีตัวรับสัญญาณที่อ่อนไหวที่สุดอยู่

ปากฉลาม

นอกจากนี้ การแตกตัวทางเคมียังเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาของเที่ยวบินไฮเปอร์โซนิกด้วย

ที่ระดับความเร็วและอุณหภูมิสูงอย่างมากนั้น ปรากฏการณ์นี้อาจจะทำให้โมเลกุลของออกซิเจนแยกตัวออกมาจากอะตอม

ปัญหานี้จะส่งผลกระทบต่อแบบจำลองทางเคมี และอาจสร้างปัญหาให้กับเครื่องยนต์ที่ใช้อากาศระบายความร้อนซึ่งต้องพึ่งสารเคมีเหล่านี้

เครื่องบินเอ็กซ์-51เอ (X-51A) บินที่ระดับความเร็วมัค 4.5

ความก้าวหน้าในการแข่งขันด้านอาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นเต้นมาโดยตลอด ในปี 2010 สหรัฐฯ ได้ปล่อยเครื่องบินไร้คนขับที่มีลักษณะเหมือนปากฉลามบินเหนือน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกที่ระดับความเร็วไฮเปอร์โซนิกเป็นเวลานาน 5 นาที

เป้าหมายของการปล่อยเครื่องบินลำนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่ยังเป็นเรื่องของเวลาด้วย

เวลา 5 นาทีอาจฟังดูเหมือนไม่นาน แต่ในแง่ของการโจมตีอุปสรรคที่มีความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก นั่นหมายถึงชัยชนะ

เครื่องบินเอ็กซ์-51เอ (X-51A) ที่มีความเร็วระดับนี้ ถูกปล่อยออกมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิดบี-52 ที่บินอยู่ในระดับสูง จากนั้นมีการใช้จรวดช่วยเร่งความเร็วจนถึงระดับมัค 4.5 ก่อนที่เครื่องยนต์ของมันจะเริ่มทำงาน

เครื่องบิน เอ็กซ์-15 (X-15) เป็นผู้บุกเบิกในช่วงทศวรรษ 1960

เครื่องยนต์นี้รู้จักกันในชื่อว่า สแครมเจ็ต (scramjet) มันจะนำอากาศที่ไหลเข้ามาไปผสมเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ เพื่อเร่งความเร็วให้ได้ถึงระดับไฮเปอร์โซนิก

นั่นหมายความว่าต้องใช้เวลานานหลายนาทีกว่าที่อุณหภูมิจะร้อนถึงระดับ 1,000 องศาเซลเซียส ในที่สุด เอ็กซ์-51เอ 4 ลำ ก็สามารถบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกได้ ระหว่างปี 2010 และ 2013

คลื่นกระแทก (Shockwave)

แอโรเจ็ต ร็อกเก็ตไดน์ (Aerojet Rocketdyne) เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์จรวดและอวกาศในแคลิฟอร์เนียที่ร่วมงานกับโครงการเอ็กซ์-51เอ มาตรการเก็บรักษาความลับของเทคโนโลยีนี้ ทำให้พนักงานของบริษัทไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ แม้ว่าโครงการนี้จะสิ้นสุดลงไปแล้ว 7 ปี

ผู้เชี่ยวชาญด้านไฮเปอร์โซนิกคนหนึ่งของบริษัทนี้กล่าวถึงเอ็กซ์-51เอ ว่า "ส่วนที่ร้อนมาก ๆ ของเครื่องยนต์ คือ ส่วนหน้าที่เกิดคลื่นกระแทกขึ้น ดังนั้น จึงมีการลงทุนในการทำวัสดุส่วนนี้"

เขากล่าวว่าทีมงานได้บทเรียนหลายอย่างจากเครื่องบินจรวดเอ็กซ์-15 ในสมัยศตวรรษที่ 16 และจากโครงการกระสวยอวกาศที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

บริษัทรีแอ็กชัน เอนจินส์ (Reaction Engines) ได้พัฒนาตัวทำความเย็นส่วนหน้าเพื่อลดความร้อนของอากาศที่เข้าสู่เครื่องยนต์

บริษัทรีแอ็กชัน เอนจินส์ ได้สาธิตกระบวนการที่ทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้อากาศนำอากาศที่ร้อนอย่างยิ่งในช่วงที่ทำความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิกเข้าไปในเครื่องยนต์ได้โดยไม่มีการสะดุด

เครื่องยนต์ SABRE (Synergetic Air Breathing Rocket Engine) ของทางบริษัทจะผสมสิ่งที่เรียกว่า "ตัวลดอุณหภูมิส่วนหน้า" (pre-cooler) ซึ่งเป็นส่วนแรกของเครื่องยนต์ที่สัมผัสกับอากาศร้อนที่ระดับความเร็วไฮเปอร์โซนิก จากนั้นจึงนำอากาศที่อุณหภูมิลดลงนี้ไปผสมกับเชื้อเพลิงเพื่อสร้างแรงผลักไปข้างหน้า

ร้อนเหมือนลาวา

เครื่องยนต์ SABRE ถูกนำไปทดสอบอย่างละเอียดที่โคโลราโดในเดือน ต.ค. 2019 ซึ่งทางรีแอ็กชัน เอนจินส์ ต้องหาวิธีในการจำลองความเร็วลมระดับไฮเปอร์โซนิก

ทางบริษัทนำเครื่องยนต์ซูเปอร์โซนิกเครื่องหนึ่งมายึดไว้ แล้วส่งลมที่ออกมาจากด้านหลังของเครื่องยนต์นี้เข้าไปในเครื่องยนต์ SABRE

ตัวลดอุณหภูมิส่วนหน้าของเครื่องยนต์ SABRE จะทำหน้าที่ของมัน ด้วยการสูบสารทำความเย็นเข้าไปในระบบด้วยแรงดันสูงและให้เครื่องยนต์ SABRE ผสมอากาศนั้นกับเชื้อเพลิง

การหาวัสดุที่จำเป็นต้องใช้งานไม่ใช่เรื่องง่าย กระสวยอวกาศใช้กระเบื้องเซรามิกที่ประกอบด้วยวัสดุหลายอย่างในการปกป้องตัวมันเองในช่วงที่ร้อนจัดจนมีสีขาวแผ่ออกมา ตอนกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก

กองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังประเมินความเป็นไปได้ของเครื่องบินสำหรับประธานาธิบดีที่มีความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก

อีกทางเลือกหนึ่งคือ การใช้โลหะผสมนิกเกิล ที่ชื่อว่า อินโคเนล (Inconel) ซึ่งสามารถทานทนกับลมที่ร้อนเทียบเท่ากับลาวาได้

นายดิสเซลกล่าวว่า รีแอ็กชัน เอนจินส์ กำลังใช้โลหะผสมอินโคเนล "นั่นคือจุดที่เราอยู่ในตอนนี้ และเราใส่ท่อทำความเย็นเข้าไปเพื่อระบายความร้อนด้วย" เขากล่าว

ระบบจัดการความร้อนที่ซับซ้อนประกอบกับการใช้อินโคเนล ทำให้มีหนทางเดินหน้าต่อไปได้

ผู้นำด้านไฮเปอร์โซนิก

ถ้าการผสมผสานนี้ได้ผล เที่ยวบินไฮเปอร์โซนิกที่รับส่งผู้โดยสารได้ ก็อาจจะกลายเป็นความจริงภายใน 15 ปีนี้

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ดูแลเครื่องบินของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มองเห็นความเป็นไปได้ในการให้บุคคลสำคัญได้เดินทางด้วยความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก

ทางกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้สั่งการให้บริษัทสตาร์ตอัป เฮอร์เมียส (Hermeus) ที่ทำงานด้านไฮเปอร์โซนิกในเมืองแอตแลนตา ประเมินรูปแบบการเดินทางด้วยความเร็วระดับมัค 5 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 20 คน

นั่นหมายความว่าในอนาคต ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมกับคนอีกจำนวนไม่มากที่ได้รับเลือก อาจจะได้ร่วมเดินทางด้วยความเร็วระดับมัค 5 ในสักวันหนึ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...