โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่งออกรับอานิสงส์ค่าบาทอ่อน “สิ่งทอ-รถยนต์” ออร์เดอร์พุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2564 เวลา 02.57 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 01.36 น.

อานิสงส์ “บาทอ่อน” หนุนส่งออกครึ่งปีหลังโต 10% ตามเป้า การ์เมนต์โตแรง 10-15% สินค้าเกษตรแผ่วแต่ก็โตได้ 3-5% อุตฯยานยนต์ฉลุยเพิ่มไลน์ผลิตรถส่งออกเป็น 8 แสนคัน “ฟอร์ด-นิสสัน” เด้งรับออร์เดอร์พุ่ง 40-60% เผยปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน-ค่าระวางเรือแพงยังเป็นปัจจัยกดดันครึ่งปีหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งออกภายใต้สถานการณ์โควิด ณ 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค. 2564) มีมูลค่า 108,635 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10.78% เป็นยอดส่งออกพฤษภาคมเดือนเดียวมูลค่าถึง 23,057 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 41.59% สูงสุดในรอบ 11 ปี แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังได้รับแรงหนุนจากตลาดส่งออกเติบโต และปัจจัยบวกจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าหรือ “บาทอ่อน” ลงมาอยู่ที่ 32.67 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ณ 13 ก.ค. 2564 เทียบกับต้นเดือน ก.ค.อยู่ที่ 32.09 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

สินค้าส่งออกที่เติบโตได้ดีประกอบด้วยกลุ่มเกษตร มีผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารทะเลบรรจุกระป๋อง ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋อง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ น้ำมันสำเร็จรูป

บาทอ่อนหนุนส่งออกโต 10%

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้คาดการณ์ภาคการส่งออกขยายตัว 10% จากปีก่อน กลายเป็นเครื่องจักรสำคัญที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้มีความต้องการสินค้ามากขึ้น และปัจจัยสำคัญเงินบาทอ่อนค่าช่วยหนุนความสามารถในการแข่งขันตลาดส่งออก

ส่วนปัจจัยลบจากปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และการขึ้นค่าระวางเรือเป็นปัจจัยที่ประเทศผู้ส่งออกต่างต้องเผชิญเหมือนกันทั่วโลก ดังนั้น สิ่งสำคัญตอนนี้ไทยต้องดูแลปัญหาการแพร่ระบาดโควิดไม่ให้กระทบต่อภาคการผลิต ซึ่งการใช้มาตรการเพิ่มความเข้มข้นในพื้นที่สีแดง 10 จังหวัดเป็นเวลา 14 วัน จะช่วยควบคุมโควิดในพื้นที่ฐานผลิตสำคัญอย่างอาหารทะเลหรือถุงมือยางทางจังหวัดภาคใต้ได้

สะดุดตู้ขาด-ค่าระวางพุ่ง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภาวะเงินบาทอ่อนค่าช่วงนี้ถือว่ามาได้ถูกเวลา เพราะเป็นจังหวะที่การส่งออกเป็นเครื่องยนต์เดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็นตัวช่วยผู้ส่งออกในด้านความสามารถแข่งขันสินค้าไทย โดยเฉพาะหมวดอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์มาก หลังจากที่ตัวเลขติดลบยาวนานหลายเดือน จึงเห็นสัญญาณยานยนต์และชิ้นส่วนเริ่มขยับตัวขึ้น ทำให้มีผลดีต่อภาพรวม

นายธรรศ ทังสมบัติ นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าส่งผลดีต่อกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น ผัก ผลไม้กระป๋อง อย่างไรก็ตาม มีผลกระทบต่อต้นทุนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบนำเข้า เช่น ทูน่า, แผ่นเหล็กผลิตกระป๋อง

ขณะที่ปัจจุบันมีปัจจัยกดดันมากมาย ทั้งต้นทุนน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ปัญหาตู้สินค้าขาดแคลนทำให้ค่าระวางเรือแพงขึ้น ล่าสุด ต้องติดตามสถานการณ์โควิดที่พบว่ามีการกระจายของสายพันธุ์เดลต้า ที่ทำให้ประเทศผู้นำเข้ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคสินค้าและการนำเข้า

พร้อมกันนี้ มีการคาดการณ์ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นั่นคือถึงแม้บาทอ่อนแต่ปัจจัยกระทบยังมีอีกมาก

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทอ่อนช่วยการส่งออกสินค้าข้าวได้ แต่ปัจจุบันราคาข้าวไทยก็ไม่ได้สูงมากนัก โดยข้าวขาว 5% ตันละ 415 เหรียญสหรัฐ ข้าวอินเดียตันละ 390 เหรียญสหรัฐ ข้าวเวียดนามตันละ 440-450 เหรียญสหรัฐ

เท่ากับว่าราคาข้าวไทยห่างจากอินเดียเพียงตันละ 20 เหรียญสหรัฐ จากเดิมเคยห่างถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ข้าวไทยยังถูกกว่าเวียดนาม ทำให้การส่งออกดีขึ้น อย่างไรก็ดี ไทยมีปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์กับค่าระวางเรือแพง ว่าโต 3-5%

การ์เมนต์โต 10-15%

ด้านนายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยค่าเงินบาทอ่อนช่วยเสริมการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 ก่อนหน้านี้เคยประเมินภาพรวมการส่งออกเครื่องนุ่งห่มปีนี้ขยายตัว 10-15% จากปี 2563 เพราะแม้ว่าจะมีโรงงานประสบปัญหาโควิดต้องปรับโยกไลน์การผลิตและขอเลื่อนชิปเมนต์ไปบางส่วน แต่มีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับตลาดรวม

รถยนต์ผลิตเพิ่ม 5 หมื่นคัน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดส่งออกแนวโน้มดีขึ้น สัปดาห์ก่อนทางกลุ่มตกลงกันว่าจะผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น จากตัวเลขรวมทั้งปี 1,500,000 คัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ 750,000 คัน และส่งออกอีก 750,000 คัน จะขยายการผลิตเพื่อส่งออกอีกเป็น 800,000 คัน

“ตอนนี้สัญญาณการส่งออกยานยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก หลังปัญหาขาดแคลนชิปเริ่มบรรเทา รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ของประเทศที่เราส่งออกเริ่มดีขึ้น และเศรษฐกิจที่แนวโน้มสดใสมากขึ้น”

ตลาดส่งออกฟอร์ดโตพรวด

นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันฟอร์ดผลิตรถยนต์จากโรงงานในประเทศไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่งเพื่อรองรับตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างออสเตรเลีย ทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีมาก

โดย 5 เดือนแรก ยอดขายฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อในออสเตรเลีย โตขึ้นถึง 44% ส่วนฟอร์ด เอเวอเรสต์ โต 47% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่อย่างเรนเจอร์ FX4 Max และเอเวอเรสต์ สปอร์ต ให้เป็นตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นกับผู้บริโภค

และฟอร์ด เรนเจอร์ ยังครองอันดับ 1 รถกระบะที่ขายดีที่สุดในเวียดนาม มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังเป็นรถที่ขายดีที่สุดในเวียดนามต่อเนื่อง นอกจากนี้รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อของฟอร์ดยังเป็นรถที่ขายดีที่สุดในฟิลิปปินส์ จากความสำเร็จอย่างท่วมท้นของฟอร์ด เรนเจอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์

“เราเชื่อมั่นว่าตลาดส่งออกของไทยในปีนี้ยังมีทิศทางที่ดีและสามารถเติบโตได้จากปัจจัยสนับสนุนโดยเฉพาะโปรดักต์ของเราเป็นที่นิยม และมีการนำเสนอรถรุ่นพิเศษและต่างอย่างต่อเนื่อง”

ปัจจุบันรถยนต์ฟอร์ดที่ผลิตในประเทศ มาจากโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) เพื่อส่งออกไปทั่วโลกกว่า 100 แห่ง

คิกส์-นาวาราหนุนส่งออกโต

นายอิซาโอะ เซคิกุจิ รองประธานสายงานการตลาดและการขาย นิสสัน ภูมิภาคอาเซียน และประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันยอดการผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์นิสสันจากประเทศไทยมีการเติบโตเพิ่มขึ้น เปรียบเทียบกับปีงบประมาณ 2563 ทั้งในด้านปริมาณและจำนวนประเทศที่ส่งออก

ทั้งนี้เป็นผลมาจากรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา อย่างคิกส์ อี-เพาเวอร์ และนิสสัน นาวารา ใหม่ โดยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งเดียวในโลกที่ผลิตคิกส์ อี-เพาเวอร์ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีงบฯ 2563 นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยมียอดการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 60% และในจำนวนนี้ มากกว่า 87% นั้นเป็นนิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...