โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

NIA ผนึกกำลังทรู ดิจิทัล พาร์ค เผยรายงานพัฒนาระบบนิเวศปี 64 พร้อมหนุนไทยเป็นประเทศสตาร์ทอัพ

TODAY

อัพเดต 15 ก.ย 2564 เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2564 เวลา 09.25 น. • workpointTODAY

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ผนึกกำลังทรู ดิจิทัล พาร์ค เผยรายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้น ประเทศไทย ประจำปี 2564 หวังเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาและส่งเสริมสตาร์ทอัพในประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมก้าวสู่การแข่งขันบนเวทีโลกอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบนิเวศสตาร์ทอัพ (Startup Ecosystem) ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA เดินหน้าผลักดันวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพไทยมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Startup Committee: NSC) ที่ประกอบไปด้วย 4 เรื่อง คือ

การสร้างความตระหนักรู้ (BUILD UP AWARENESS) ให้หลายภาคส่วนรู้จักสตาร์ทอัพไทยอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการจัดงาน Startup Thailand เป็นประจำทุกปี และทำ One Stop Service portal สำหรับทุกเรื่องของสตาร์ทอัพ การปรับแก้กฎระเบียบให้ทันต่อโลกอนาคต (EASE OF DOING BUSINESS) ลดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพ ซึ่งตอนนี้กำลังพัฒนาร่างพระราชบัญญัติสตาร์ทอัพ การพัฒนาระบบนิเวศให้เข้มแข็ง (STRENGTHEN ECOSYSTEM) ค้นหาแนวทางและทิศทางที่สตาร์ทอัพไทยและผู้เกี่ยวข้องควรทำ เพื่อให้เดินหน้าได้อย่างยั่งยืน เช่น โครงการ Startup Thailand League 2020 เทรนนิ่งออนไลน์สำหรับพัฒนายูนิคอร์น และร่วมมือกับองค์กรขนาดใหญ่เพื่อทำโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยในระดับนานาชาติ ในด้านต่าง ๆ เช่น การเกษตร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ เป็นต้น รวมถึงการลงทุนและสนับสนุนจากภาครัฐ (INCENTIVES & SUPPORTS) ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบการให้สินเชื่อ ทุนส่วนหนึ่ง หรือแม้แต่ทุนให้เปล่า

“การจัดทำ White Paper หรือรายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประจำปี 2564 เป็นฉบับที่ 4 ที่จัดทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 เกิดขึ้นจากการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู่การสร้างนักรบใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และพลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในเร็ววัน นอกจากนี้ NIA ยังเปิดโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม การสนับสนุนงานวิจัย การอบรมพัฒนาด้านทักษะหลากหลายด้าน รวมถึงการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้สตาร์ทอัพไทยอย่างยั่งยืน”

ด้านดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป ทรู ดิจิทัล พาร์ค นำเสนอภาพรวมของรายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564 ว่า นับเป็นครั้งแรกในประเทศที่มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสตาร์ทอัพไทยอย่างละเอียด ซึ่งภายในเล่มประกอบด้วยข้อมูลที่รวบรวมจากการพูดคุยกับสตาร์ทอัพทั่วประเทศ การทำประชาพิจารณ์กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่มสตาร์ทอัพไทยและต่างชาติ นักลงทุน ภาคการศึกษา ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 425 คน และรายละเอียดโครงการของภาครัฐ โดยเฉพาะในความรับผิดชอบของ NIA ที่เป็นประโยชน์ต่อสตาร์ทอัพไทย

โดยใจความสำคัญของรายงานระบุว่า อุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของสตาร์ทอัพไทยแบ่งได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่

  • ความพร้อมของกำลังคน (Manpower Readiness)

โดยผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ขาดทักษะในการบริหารจัดการองค์กร จำนวนแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ โดยนักศึกษาจบใหม่ด้าน STEM มีน้อยกว่า 30% และสตาร์ทอัพไม่มีเงินทุนมากพอที่จะแข่งขันกับองค์กรขนาดใหญ่ในการจ้างคน จึงได้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อเข้าถึง Tech Talent รุ่นใหม่ จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแรงงานทักษะฝีมือด้านเทคโนโลยี และสนับสนุนค่าจ้างพนักงานบางส่วนเพื่อช่วยแบ่งเบาต้นทุนของสตาร์ทอัพ

  • แหล่งเงินทุน (Source of Funding)

สตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้น (Early stage) เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก นักลงทุนส่วนใหญ่สนใจลงทุนในบางธุรกิจเท่านั้น ทำให้บางธุรกิจไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีกทั้งสตาร์ทอัพยังไม่มีแผนการเงินและแผนการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะการประเมินมูลค่าบริษัทในระยะยาว ภาครัฐควรสร้างมาตรฐานคู่มือการระดมทุนสำหรับสตาร์ทอัพ และสนับสนุนให้ สตาร์ทอัพเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารพาณิชย์ได้

  • การหากลุ่มลูกค้าและขยายธุรกิจ (Growth & Scalability)

สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์ในการติดต่อกับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ ขาดการวางแผนทางการเงิน และขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการตลาดและการทำธุรกิจในต่างประเทศ ควรจัดให้มีกิจกรรม Matching สร้างเครือข่ายทางธุรกิจในระดับต่าง ๆ พร้อมผลักดันสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ระบบการค้นหาในตลาดโลกผ่าน Global Directory

  • การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Support from Government & Partners)

ทุนสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่ครอบคลุมทุกสาขาอุตสากรรม รวมทั้งคุณสมบัติในการรับทุน การจัดซื้อจัดจ้าง และระบบราชการไทยยังไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจยุคใหม่ ดังนั้นควรบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ลดการทำงานซ้ำซ้อน ลดความล่าช้าในการทำงาน และก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยอาศัยการเข้าถึงบริการจากภาครัฐด้วยเทคโนโลยี (Gov Tech) เป็นตัวเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในการทำงานแทนที่การติดต่อและเข้าถึงภาครัฐแบบเดิม ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีพลเมือง (Civic Tech) นำเทคโนโลยีมาเชื่อมความสัมพันธ์กับภาครัฐ ให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายของรัฐบาลหรือปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ให้เข้าถึงผลประโยชน์ของประชาชนได้ เพื่อ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานการพัฒนาระบบนิเวศน์วิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทยประจำปี 2564 ได้ที่ www.startupthailand.org ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...