โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ส่อง 3 นวัตกรรมลดฝุ่นเชียงใหม่ แก้วิกฤตสูด PM 2.5 เข้าปอด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ม.ค. 2566 เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. 2566 เวลา 09.06 น.

หลายจังหวัดทางภาคเหนือได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นพิเศษในช่วงต้นปี โดยเฉพาะเชียงใหม่ที่นับว่าเป็นจังหวัดมีเสน่ห์เป็นลำดับต้น ๆ ของไทย เป็น high-season ที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจคึกคักเป็นอย่างมาก

ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์ แต่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่ต่างก็ได้รับเม็ดเงินจากบรรดานักท่องเที่ยว แต่ว่า เชียงใหม่กำลังอยู่ในวิกฤต เมื่อความชุกของฝนลดลง กลับเป็นฤดูกาลที่คนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือต้องต่อสู้กับฝุ่นควัน PM 2.5 เป็นพิเศษ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อม เมื่อมวลความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุม ส่งผลให้ลมสงบ ฝุ่นละอองถ่ายเทได้ยาก จึงเกิดการสะสมของฝุ่นละอองและฝุ่น PM 2.5

ซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดให้ฝุ่น PM 2.5 อยู่กลุ่มสารก่อมะเร็งที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งปอด โรคที่ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกายและเพิ่มโอกาสให้ป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และโรคหลอดเลือดในสมองได้

ดังนั้น ปัญหาค่าฝุ่น PM 2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศให้การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละอองเป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562

ที่ผ่านมาจะเห็นการแก้ปัญหาของหลายภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และเครือข่ายประชาสังคมผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น “สวนเจริญประเทศ” ป่ากลางเมืองเชียงใหม่ ขนาด 9 ไร่ ที่เกิดจากการยืนหยัดของชุมชน, “สวนผักคนเมือง” เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นสวนผักกลางเมืองเชียงใหม่, “สวนสาธารณะริมน้ำปิงแห่งใหม่” พื้นที่เพื่อการเชื่อมวิถีชีวิตคนเชียงใหม่กับแม่น้ำให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง, “การพัฒนารถไฟฟ้าสำหรับนักเรียน” ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนาโครงการ และ “การจัดการมลพิษอากาศในเมือง” เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้น

เชียงใหม่

โอกาสไทย แก้ปัญหาฝุ่น

ส่อง 3 นวัตกรรมลดปัญหาฝุ่นระดับโลก โอกาสในการพัฒนาโซลูชั่นด้านอากาศของไทย

หนึ่ง Smog Free Tower: หอคอยปลอดควัน เครื่องฟอกอากาศกลางแจ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีขนาดสูง 7 เมตร เทียบเท่าตึกสูงสี่ชั้น แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะใช้กำลังไฟเพียง 1,400 วัตต์ ซึ่งจากการทดสอบพบว่าตัวเครื่องสามารถจับฝุ่นละออง PM 10 ได้มากถึงร้อยละ 70 และ PM 2.5 ได้ถึงร้อยละ 25 มีระบบการทำงานคล้ายกับเครื่องฟอกอากาศในโรงพยาบาล สามารถฟอกอากาศได้ถึง 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ปัจจุบันมีการติดตั้งที่เมืองรอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์

สอง Air-Purifying Billboard: เครื่องฟอกอากาศบนป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ ตัวป้ายสามารถฟอกอากาศได้มากถึง 3.5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือเทียบเท่ากับต้นไม้จำนวนกว่า 1,200 ต้น ผลงานจากมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี เมืองลิมา ประเทศเปรู

สาม Photosynthesis Bike: จักรยานลดฝุ่นด้วยการเลียนแบบการสังเคราะห์แสงของพืช โดยการกรองคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านอุปกรณ์ระหว่างช่องแฮนด์จักรยาน และมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ฝังอยู่ในเฟรมจักรยานเป็นตัวช่วยสร้างออกซิเจน แม้ว่าผลงานนี้ยังเป็นแค่ไอเดียแต่คาดว่าจะสามารถนำมาใช้จริงได้ในอนาคต

ใช้กฎหมายบังคับคนไทยช่วยลดฝุ่น

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า ปัจจุบันนวัตกรรมด้านการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก และยังต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่ง ดังนั้น การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและต้นทุนต่ำอย่างหนึ่งก็คือ การส่งเสริมให้คนในเขตเมืองเลือกใช้รถสาธารณะ และการเดินแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น หรือช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กตั้งแต่ระเบียงหรือเขตพื้นที่บ้าน

ขณะที่ภาครัฐต้องจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายกับยานพาหนะที่ปล่อยควันดำ เพิ่มมาตรการควบคุมการปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มทางเท้า เพิ่มพื้นที่สาธารณะ รวมถึงศึกษานวัตกรรมและวิธีแก้ปัญหาจากประเทศที่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ เพราะปัญหาฝุ่นควันเป็นปัญหาที่เมืองใหญ่ทั่วโลกต่างก็พบเจอเช่นกัน

“ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยกระดับความรุนแรงขึ้น อาจทำให้โลกต้องเผชิญกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ ดังนั้น NIA จึงให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 หรือแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน ด้านนวัตกรรมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นต้นแบบการขยายผลให้เข้าถึงปัญหาตามบริบทของพื้นที่และก่อให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหา ส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างยั่งยืน”

ฝุ่น PM 2.5

NIA ปั้นนวัตกร สร้างสังคมสีเขียว

ตัวอย่างนวัตกรรมที่ NIA ส่งเสริมผ่านคนในพื้นที่ของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ มีดังนี้

จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ที่มีการปลูกข้าวโพดจำนวนมาก NIA จึงผลักดันให้เกิดเป็นนวัตกรรมกระดาษจากเปลือกข้าวโพด บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นต้นแบบการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ด้วยการรับซื้อเปลือกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้วนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นกระดาษคุณภาพ โดยใช้กระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน และออกแบบพัฒนาเป็นปลอกสวมแก้วจากกระดาษและที่รองแก้ว

นอกจากนี้ ยังนำแนวคิดเกี่ยวกับการตลาดดิจิทัลมาใช้สำหรับการวางแผนการตลาด สร้างรายได้แก่เกษตรกร สร้างแบรนด์ให้กับบรรจุภัณฑ์ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลดมลพิษจากการเผาทำลายเปลือกข้าวโพดด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมการจัดการระบบนิเวศป่าเปียกชุมชน จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านห้วยต้นนุ่น อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยการพัฒนาระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ให้ป่าชุ่มชื้นขึ้น ลดการเกิดไฟป่า

อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบการจัดการด้านการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนผ่านเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานและยกระดับการแปรรูปของป่าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ในการยังชีพ การสร้างรายได้ และดูแลทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนพร้อมๆ กันได้อย่างยั่งยืน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเมืองที่ไร้ฝุ่นควัน เพื่อทำให้หน้าหนาวในฝันของชาวเมืองเหนือกลับมาสดใสได้อีกครั้ง

ตลาดนัด
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...