นทท.ต่างชาติไหล เที่ยวเมืองรอง ส่งรายได้ท่องเที่ยว 67 เข้าเป้า 3 ล้านล้านบาท
“วีซ่า” จับอินไซด์นทท.ต่างชาติ ใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าช่วงโควิด ยุโรปพร้อมจ่าย Fine dining ญี่ปุ่นเอ็นจอยอาหารไทย จีนช้อปหนักในห้างสรรพสินค้า ส่วนอเมริกา เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนามเปย์ Health care หนัก ททท. คาด 2 เดือนสุดท้ายยังมีหวังเข็นรายได้ท่องเที่ยวเข้าเป้า 3 ล้านล้านบาทพร้อมกระตุ้น เที่ยวเมืองรอง
[caption id="attachment_137207" align="aligncenter" width="1024"]
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย[/caption]
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในช่วง 2 เดือนสุดท้ายจำนวนนักท่องเที่ยวน่าจะเป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้คือ 35- 36.7 ล้านคน เช่นเดียวกับรายได้จากการท่องเที่ยวที่น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่2.7- 3 ล้านล้านบาทเช่นเดียวกัน โดยมีงาน Thailand Winter Festivals ที่กำลังจะเกิดขึ้นเข้ามากระตุ้นในช่วง 2 เดือนสุดท้าย
อย่างไรก็ดี ททท. มีแผนยกระดับการท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมทางการเงินให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางและเชื่อมโยงทางการเงินเพื่อใช้จ่ายทางการท่องเที่ยว โดยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย Reshaping Thailand’s Tourism with Innovation and Advanced Data Analytics” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศในปีท่องเที่ยว Thailand Grand Tourism Year 2025 กับ วีซ่า
ความร่วมมือดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยว เพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศศักยภาพ 23 ตลาดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยและสร้างรายได้มากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
โดยจะใช้ฐานลูกค้าบัตรบัตรวีซ่าที่มีมากกว่า 1,400 ล้านบัตรทั่วโลกมาวางยุทธศาสตร์กระตุ้นการท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ในส่วนของ MOU จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนที่สำคัญคือ
ส่วนที่ 1 การยกระดับการทำแคมเปญด้านการตลาด ซึ่งจะตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในเรื่องของ soft power เสน่ห์ไทยและ “5 Must Do in Thailand” ซึ่งวีซ่าจะเข้ามาช่วยขยายการเข้าถึง Must Taste อาหารถิ่น, Must Try กีฬาท้าทาย,Must Buy หัตถกรรมน่าซื้อฝาก,Must Seek แสวงหาอันซีนถิ่นน่าเที่ยว และ Must See ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่างๆ
ส่วนที่ 2 การเพิ่มส่วนการขยายบริการของวีซ่าและโครงการ STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating : STAR) โดยขยายจุดรองรับการชำระเงินของวีซ่าในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เพื่อการชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น ชุมชนการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ
และสุดท้ายคือเรื่องของการขยายการประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมายร่วมกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนประเทศไทยผ่านการจัดโปรโมชั่นและแคมเปญต่าง ๆ เช่นsummer festival,winter festival และ Amazing Thailand Grand Sale ซึ่งจะจัดใหญ่ในปี 2568 สอดคล้องกับปีแห่งการท่องเที่ยว
“ความร่วมมือครั้งนี้เราต้องการขยายไปยังเมืองน่าเที่ยวหรือเมืองรอง ผู้ประกอบการผู้ใช้รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างๆให้ได้รับความสะดวกในการจ่ายเงินซึ่งกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ดังนั้นการเข้าถึงนวัตกรรมในการชำระเงินผ่านบัตรจะได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายร้านค้าและนักท่องเที่ยว
ที่สำคัญคือกลุ่ม database ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับวีซ่าทำให้เห็นพฤติกรรมที่แท้จริงของนักท่องเที่ยวว่าต้องการอะไร แบบไหน เมื่อไหร่ มาใช้วางยุทธศาสตร์กำหนดแคมเปญด้านการท่องเที่ยว และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีได้”
[caption id="attachment_137206" align="aligncenter" width="1024"]
นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย[/caption]
ด้านนายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยเพิ่มเติมว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยมากที่สุดคือ “นักท่องเที่ยวจีน” แต่นักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายบัตรผ่าน “วีซ่า” มากที่สุดคือนทท.จากอเมริกา ตามมาด้วยสิงคโปร์ จีน เกาหลี และฝรั่งเศส
“หากเรามองภาพรวมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวขาเข้าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 90 % และในแง่ของ spending ต่อหัวก็สูงกว่าช่วงก่อนโควิดด้วย โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปจะใช้จ่ายกับ Fine dining และโรงแรมสูงขึ้นมาก ส่วนนทท.ญี่ปุ่นจะใช้จ่ายกับอาหาร ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนจะใช้จ่ายกับการซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้ามากกว่า 30% ที่น่าสนใจคือนทท.อเมริกา เมียนมาร์ กัมพูชาและเวียดนามมีการใช้จ่ายกับเฮลท์แคร์หรือ medical tourismมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม 70% ของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกระจายอยู่ใน 3 จังหวัดใหญ่ คือกรุงเทพฯ, ชลบุรี(พัทยา) ,ภูเก็ตและสุราษฎร์ธานี และใช้จ่ายในเมืองรองประมาณ 20%สิ่งที่น่าสนใจคือนักท่องเที่ยวต่างชาติมีการกระจายไปที่เมืองรองในสัดส่วนที่มากขึ้น”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่าในขณะเดียวกันขาออกหรือนทท.ไทยไปต่างประเทศยัง recover ได้ช้า แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงโควิดประมาณ 20% เนื่องจากความมั่นใจของคนไทยในการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศยังไม่สูงมากจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยญี่ปุ่นยังเป็นอันดับ 1 ที่คนไทยนิยมไปเที่ยว ตามมาด้วยเกาหลี ฝรั่งเศสในช่วงโอลิมปิก และจีน
ทั้งนี้ในประเทศไทยมีผู้ถือบัตรวีซ่ากว่า 10 ล้านบัตรในช่วง 8 เดือนของปี 2567 การใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่าของคนไทยค่อนข้างได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดย segment ที่เห็นผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มแมส โดยส่วนใหญ่จะลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยเช่นแบรนด์เนม การทานอาหารนอกบ้านหรือ Fine dining ส่วนกลุ่มบนจะกระทบไม่มาก
อย่างไรก็ตาม วีซ่า มีสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งซึ่งสามารถนำมาเสริมสร้างความความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวไทยได้โดยใช้ฐานลูกค้าของวีซ่าที่มีมากกว่า 160 ประเทศ และฐานร้านค้าในประเทศไทยมากกว่า 400,000 ร้านค้าและจะขยายขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะร้านค้าเล็กให้สามารถรับบัตรวีซ่าได้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่อาจจะไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยให้ครบ 700,000 ร้านค้าในปีนี้
ขณะเดียวกันชื่อเสียงของวีซ่ายังช่วยสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายได้อย่างปลอดภัย และที่สำคัญข้อมูลการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแบบ Real time ทำให้มองเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายที่สามารถเพิ่มยอดในการใช้จ่ายในประเทศไทยตั้งแต่ ก่อนทริป ระหว่างทริปและหลังจบทริปได้
“การ MOU ครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับวีซ่าเช่นกันเพราะเมื่อนึกถึงการท่องเที่ยวคนทั่วโลกก็จะนึกถึงวีซ่าในการชำระเงิน ซึ่งด้วย database ที่เรามีอยู่นี้ทำให้เราสามารถบอกได้ว่านักท่องเที่ยวชาติไหนมีคุณภาพในแง่ของการspending ที่สูงกว่า และเทรนด์การท่องเที่ยวเป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่านทท.ชอบอะไรเราก็สามารถนำเสนอกิจกรรม แคมเปญ โปรโมชั่นต่างๆได้
เพราะในการทำการตลาดจะต้องมีข้อมูลและช่องทางการสื่อสารไปยังฐานลูกค้าทั่วโลก ซึ่งวีซ่ามีทั้ง 2 อย่าง เพราะฉะนั้นเราสามารถหาลูกค้าที่ประเทศไทยต้องการและดึงเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทยได้”