โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทศกาล "ผี" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 พ.ย. 2567 เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2567 เวลา 11.37 น.

ฮันโลวีน หรือวันปล่อยผี เทศกาลเฉลิมฉลองที่จัดกันขึ้นทั่วโลกได้กระตุ้นเศรษฐกิจการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างดี สำหรับประเทศไทยนอกจากได้รับอิทธิพลในการแต่งตัวตามธีมเพื่อความสนุกสนาน ผีของไทยเองก็ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่ต่างกัน อาทิ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมหนัง

วันฮันโลวีน (Halloween) หรือวันปล่อยผี เชื่อกันว่า มีจุดกำเนิดมาจากเทศกาลของชาวเซลติคโบราณซึ่งรู้จักในชื่อ Samhain ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความตาย ที่ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน มีขึ้นเพื่อฉลองจุดสิ้นสุดของช่วงสว่างแห่งปี และเข้าสู่ช่วงมืดของปี ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี

เทศกาลนี้จัดกันทั่วโลกมีตั้งแต่ขบวนแฟนซี โปรโมชั่นตามร้านค้าต่าง ๆ และการเฉลิมฉลองภาพในครอบครัว นับเป็นหนึ่งในวันที่คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น ทั้งการแต่งตัวให้เข้าธีมกิจกรรม การซื้ออาหารและขนม เพื่อมาเฉลิมฉลอง และแจกจ่ายในกิจกรรม Trick or treat เรียกได้ว่า ฮันโลวีนเป็นเทศกาลที่ผีช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

จากผลสำรวจของ National Retail Federation เปิดเผยว่า ในปี 2566 การใช้จ่ายของชาวอเมริกันในช่วงก่อนฮันโลวีนคิดเป็นตัวเลขกว่า 12,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 411,451 ล้านบาท โดยในหมวดการใช้จ่ายต่าง ๆ ลูกอมยังคงเป็นที่นิยมมากที่สุด ตามด้วยเครื่องแต่งกาย และการ์ดอวยพร

สำหรับประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลมาเช่นเดียวกัน ทำให้นอกจากโปรโมชั่นตามร้านค้าต่าง ๆ ปัจจุบันมักจะมีการแต่งตัวเป็นผีหลากหลายประเภทที่ได้รับความนิยมกันมากขึ้น เพื่อความสนุกสนานและความบันเทิงที่ถ่ายทอดออกมาผ่านคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย

‘ประชาชาติธุรกิจ’ พาไปสำรวจว่า นอกจากการแต่งตัวแล้ว ผียังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ในแง่มุมไหนบ้าง

เทศกาล “ผี” กระตุ้นท่องเที่ยว

นอกจากฮันโลวีนที่จัดกันทั่วโลก ประเทศไทยก็ยังมีเทศกาลวันปล่อยผีของตนเองอย่างประเพณีสารทเดือนสิบ ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งในแต่ละภูมิภาคจะใช้ชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ในภาคเหนือจะเรียกว่า “วันสิบสองเป็ง” ภาคกลางจะเรียกว่า “วันตรุษสารท” ภาคใต้เรียกว่า “ชิงเปรต” และภาคอีสานเรียกว่า “บุญข้าวประดับดิน”

ประเพณีสารทเดือนสิบนี้เป็นวันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเชื่อกันว่า ดวงวิญญาณจะถูกปล่อยจากนรกภูมิมายังโลกมนุษย์ในช่วงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และจะถูกส่งตัวกลับไปยังนรกภูมิ วันแรม 15 ค่ำเดือน 10

นอกจากนี้ทางภาคอีสานยังมีประเพณีเรียกว่า“ผีตาโขน” ที่มีมาตั้งแต่โบราณ เป็นการละเล่นชนิดหนึ่งที่ผู้เล่นต้องสวมหน้ากากที่วาดหรือแต้มให้หน้ากลัว โดยชุดแต่งผีตาโขนใช้ผ้าเก่า ผ้ามุ้ง หรือใช้เศษผ้านำมาห่อหุ้มร่างกายให้มิดชิด ซึ่งจะร่วมเข้าขบวนแห่และแสดงท่าทางต่าง ๆ ระหว่างที่มีประเพณีบุญหลวง เป็นการละเล่นที่มีเฉพาะในท้องที่อำเภอด่านซ้ายเท่านั้น

การเล่น “ผีตาโขน” ของชาวอำเภอด่านซ้ายมีความเชื่อว่า เพื่อถวายดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจในการปกครองสูงสุดในเมือง เพื่อร่วมขบวนในการแห่บุญเดือนหก (บุญบั้งไฟ) และเพื่อความสนุกสนาน

เทศกาลนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้วยความมุ่งหมายที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศ โดยจะจัดขึ้นหลังวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ที่ อ.ด่านซ้าย จังหวัดเลย

ซึ่งในปีนี้ทาง ททท. โปรโมตไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยจัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ออกเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดอย่างยอดอัตราการจองห้องพักร้อยละ 75 และจำนวนนักท่องเที่ยวร่วมงานกว่า 50,000 คน โดยมีตัวเลขรายได้อยู่ที่ 50 ล้านบาท

ผี-มูลค่าร้อยล้าน-ดันบาร์หนังไทย

อย่างที่รู้กันดีว่า หนังผีของประเทศไทยเป็นแนวภาพยนตร์ขึ้นชื่อเรื่องความหลอนและความสมจริงมากที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากจะรายได้ของหนังผีนั้นจะทะลุหลัก 100 ล้านบาทได้หลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งสังเกตจากรายได้ของหนังผีไทยที่ปล่อยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดังนี้

  • นางนาก เข้าฉายปี 2542-รายได้กว่า 175 ล้านบาท
  • ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ เข้าฉายปี 2547-รายได้กว่า 109.98 ล้านบาท
  • ลัดดาแลนด์ เข้าฉายปี 2554-รายได้กว่า 117 ล้านบาท
  • พี่มาก…พระโขนง เข้าฉายปี 2556-รายได้กว่า 568.55 ล้านบาท
  • แสงกระสือ เข้าฉายปี 2562-รายได้กว่า 102 ล้านบาท
  • ร่างทรง เข้าฉายปี 2564-รายได้ในประเทศกว่า 112.19 ล้านบาท และรายได้จากเกาหลีใต้ 184 ล้านบาท (7 วัน)
  • สัปเหร่อ เข้าฉายปี 2566-รายได้กว่า720 ล้านบาท

จากรายได้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หนังผีนั้นได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพบว่า การมาของหนังผีเรื่องล่าสุดอย่าง “ธี่หยด 2” ที่กวาดรายได้ไปกว่า 700 ล้านบาท ทั้งที่เข้าฉายได้เพียง 20 วัน (ข้อมูลเมื่อ 30 ตุลาคม 2567)

ซึ่งจากศักยภาพและการตอบรับภายในบ้านที่เติบโตได้อย่างมั่นคง เป็นผลให้รัฐบาลได้เริ่มส่งออกหนังผีไทยออกสู่ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นที่ประเทศในเอเชีย อาทิ

ไต้หวัน

กระทรวงพาณิชย์-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยรายได้หนังผีไทยที่ส่งออกไปยังไต้หวันเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ว่า ผลสำรวจตลาดภาพยนตร์ไทยนั้นค่อนข้างได้รับความนิยมจากการนำฉายทั้งหมด 10 เรื่อง หนังผีไทยทำรายได้รวมกว่า 29.94 ล้านบาท ได้แก่

  • บ้านเช่าบูชายัญ รายได้ 16.55 ล้านบาท
  • สุขสันต์วันกลับบ้าน รายได้ 9.25 ล้านบาท
  • Mae Nak Reborn รายได้ 3.01 ล้านบาท
  • หุ่นพยนต์ รายได้ 1.13 ล้านบาท

เกาหลี

หนังผีเรื่อง “ร่างทรง” ทันทีที่ออกฉายในเกาหลีใต้ก็ไต่อันดับขึ้นเป็นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดในรอบวันและกวาดเงินกว่า 36.4 ล้านบาท แซงหน้าภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ อเมริกัน อย่าง “Black Widow” ไปได้ และสร้างรายได้กว่า 184 ล้านบาทจากการเข้าฉายเพียง 7 วัน

รวมถึงหนังผีในตำนานอย่าง “พี่มาก…พระโขนง” ที่กวาดรายได้ในประเทศกว่าพันล้านยังสามารถกวาดรายได้กว่า 450 ล้านบาท ทั่วตลาดเอเชีย กว่า 10 ประเทศที่ไปฉาย อาทิ ไต้หวัน, ฮ่องกง, สิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย, กัมพูชา, พม่า, ลาว, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย โดยเฉพาะที่ฮ่องกงเป็นจำนวนกว่า50 ล้านบาท

นอกจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์แล้ว คอนเทนต์เล่าเรื่องผีก็ความนิยมอย่างมากจากคนไทย โดยปัจจุบันมีกว่า 10 รายการที่บอกเล่าเรื่องราวของผี อาทิ อังคารคลุมโปง, เดอะโกส เรดิโอ, เดอะช็อก, คืนวันพุธมุดผ้าห่ม, nuenglc, หลอนไดอารี่, BlackMoon, สัมภเวศิลป์, หลอน ก่อน นอน, The Real Ghosts ช่อง-ส่อง-ผี และสัมผัสสยอง

อ้างอิงข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงวัฒนธรรม, มิวเซียมสยาม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทศกาล “ผี” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...