'ปฏิรูป' หรือ 'ปฏิวัติ' ไม่มีอยู่จริง ในสังคมไทย มีแต่ 'พวกปฏิกิริยา'
กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
‘ปฏิรูป’ หรือ ‘ปฏิวัติ’ ไม่มีอยู่จริง
ในสังคมไทย มีแต่ ‘พวกปฏิกิริยา’
กลายเป็นวาทกรรมเรื่อง “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ”
อันสืบเนื่องมาจากพรรคการเมืองหนึ่งบอกว่านโยบายของเขาไม่สุดขั้วเหมือนอีกพรรคหนึ่ง
นักการเมืองมักจะชอบติดป้ายให้ตัวเองดูดีกว่าของคนอื่นเสมอ
แต่ความเป็นจริงคืออย่างไรประชาชนต้องเป็นคนคิดเองวิเคราะห์เอง
เพราะเชื่อวิวาทะในเวทีการเมืองไม่ได้จริงๆ
ไม่นานก่อนหน้านี้ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีความยำเกรงคำว่า “ปฏิรูป” ด้วยซ้ำ
ใช้คำว่า “พัฒนาร่วมกัน” ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรในทางปฏิบัติ
เพราะมีความเกรงอกเกรงใจทั้งกองทัพและข้าราชการจนไม่อยากจะใช้คำนั้น
แต่ก็โยนให้พรรคก้าวไกล (ตอนนั้น) เป็นพวก “หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า”
ก่อนรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร คุณทักษิณ ชินวัตร พูดบนเวทีว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคปฏิรูปให้คนมี “โอกาสทางเศรษฐกิจ”
และบอกว่าพรรคก้าวไกลมีแนวทาง “เปลี่ยนตรงหัว” ซึ่งเขาบอกว่าขัดกับวัฒนธรรมไทย
ต่อมาจักรภพ เพ็ญแข แสดงความเห็นว่าพรรคเพื่อไทยไปแนวปฏิรูป ส่วนพรรคประชาชนไปทางปฏิวัติในลักษณะ “สุดขั้ว”
กลายเป็นเรื่องเป็นราว
เหมือนผลักอีกพรรคหนึ่งไปชิดเส้นทางซ้าย ขณะที่พรรคที่ตนชื่นชอบอยู่ตรงกลางๆ
ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ได้สร้างความปวดหัวให้กับผู้คนไม่น้อย
เพราะไม่อาจจะเข้าใจว่าคำว่า “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ” นั้นในความเป็นจริงแล้วมีความหมายในทางปฏิบัติเหมือนหรือต่างกันอยางไร
จึงต้องมาทำความเข้าใจกันให้แจ่มแจ้งก่อนที่จะสับสนงุนงงกันมากไปกว่านี้
ความจริงมันไม่ได้มีเพียง “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ” เท่านั้นที่ใช้เพื่ออธิบายถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม
ยังมี “ปฏิสังขรณ์” และ “รัฐประหาร”
และเชื่อหรือไม่ว่า คำว่า “ปฏิกิริยา” ก็เคยถูกใช้ในความหมายทำนองนี้ให้เกิดความวุ่นวายในการตีความด้วย
ผมสอบถามผู้รู้หรือผู้ควรจะรู้ไปทั่วๆ แล้ว พอจะอธิบายได้ว่า
“ปฏิรูป” ใช้ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงระบบที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น
ปฏิรูปมักเกิดขึ้นภายใต้กรอบของกฎหมาย หรือการหารือร่วมกันในสังคม
เช่น การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปเศรษฐกิจ การปฏิรูปสังคม
ความหมายคือการทำอะไรให้มันดีขึ้นแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช้ความรุนแรง
ในบริบทของการเมืองไทย “ปฏิรูป” กลายเป็นคำที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใช้บ่อย
บ่อยจนกลายเป็นคำที่ไร้ความหมาย
น่าสังเกตว่าอะไรที่อยู่ใต้การ “ปฏิรูป” มักจะไม่ได้ผลเพราะนักการเมืองไม่มีความกล้าหาญและมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) พอที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น
แม้จะย้ำว่าการ “ปฏิรูป” หรือ reform นั้นจะเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อระบบเดิมน้อยกว่า “ปฏิวัติ”
แต่กระนั้นก็ตาม การปฏิรูปที่ได้ผลก็ยังต้องการความจริงจังของผู้นำในการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม
แต่ “ปฏิรูป” ของการเมืองไทยแตะเพียงผิวเผิน หากมีแรงต้านแม้เพียงน้อยนิดเพราะไปกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นักการเมืองก็จะถอยทันที
เพราะเชื่อในสุภาษิต “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” มากกว่าความมุ่งมั่นว่า “เป้าหมายมีไว้ชน”
แต่ตัวอย่างของการ “ปฏิรูป” ที่จับต้องได้เพราะความเด็ดขาดของผู้นำก็น่าจะเป็นเรื่องการ “ปฏิรูป” เศรษฐกิจของประเทศจีน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง
นั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งสำหรับประเทศในระบอบคอมมิวนิสต์ดั้งเดิมมายาวนาน
เติ้งต้องทำอะไรที่ผิดไปจาก “เหมา เจ๋อตง” ที่เป็นผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างมาก
แต่ก็ตระหนักว่าถ้าไม่ “ปฏิรูป” จีนก็ไปไม่รอด
จึงเป็นที่มาของคำขวัญ “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ”
นำไปสู่แนวทางเปิดตลาดเสรีและเชิญชวนนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ
ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วแต่เด่นชัด
แม้โดยภาษาทางการแล้ว จีนก็ยังอยู่ภายใต้กรอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
ส่วน “ปฏิวัติ” ในความหมายเดิม (ก่อนที่ไทยเราจะนำมาใช้ในการวิวาทะทางการเมืองจนเพี้ยนไปหมด) คือการการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
“ปฏิวัติ” จริงหมายถึงการล้มล้างระบบเดิมทั้งหมดและสร้างระบบใหม่ขึ้นมาแทน
ในประวัติศาสตร์ นั่นคือการที่ประชาชนหรือกลุ่มผู้มีอำนาจไม่พอใจกับสภาพสังคมและการเมืองในขณะนั้น
ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ซึ่งเป็นการล้มล้างระบอบกษัตริย์และสร้างสาธารณรัฐฝรั่งเศสขึ้นมาแทน
ปฏิวัติครั้งนั้นเกิดจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่แบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ซึ่งส่งผลให้เกิดการล้มล้างราชวงศ์และสร้างสหภาพโซเวียต
ระบบการปกครองและเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ที่ให้ความสำคัญกับคนงานและเกษตรกร
เมืองไทยหากจะมีอะไรที่ใกล้เคียงกับ “ปฏิวัติ” เช่นนั้นก็น่าจะเป็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
อีกคำหนึ่งในภาษาอังกฤษที่มีรากมาจาก Reform และ Revolution คือ Revolt
Revolt หมายถึง “กบฏ”
นั่นคือการต่อต้านหรือลุกขึ้นสู้กับอำนาจหรือผู้ปกครอง
มักจะเป็นการกระทำที่รุนแรงทันทีโดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจในความไม่ยุติธรรมหรือไม่ชอบมาพากลเกินเหตุ
คำว่า Revolt นั้นไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด
หากแต่เป็นการแสดงความไม่พอใจและพยายามที่จะล้มล้างหรือเปลี่ยนผู้นำในขณะนั้นเป็นหลัก
ทำให้ผมคิดถึงคำว่า “ปฏิสังขรณ์” ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับการบูรณะหรือซ่อมแซมสิ่งที่มีอยู่เดิมให้กลับมาอยู่ในสภาพดี
แต่มักใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับโบราณสถานหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เช่น การปฏิสังขรณ์พระบรมมหาราชวัง หรือการบูรณะวัดวาอารามโบราณ
การปฏิสังขรณ์จึงไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบใหม่หรือปฏิวัติอะไร
เป็นเพียงการรักษาคุณค่าเดิมให้ยังคงอยู่และส่งต่อไปยังอนุชนรุ่นหลัง
การเมืองไทยแค่ “ปฏิสังขรณ์” ยังไม่เกิดเลย จึงไม่ต้องพูดให้ไกลไปถึง “ปฏิรูป” หรือ “ปฏิวัติ”
แต่ความสับสนวุ่นวายนั้นเกิดจากการใช้คำว่า “ปฏิวัติ” ไปปนกับคำว่า “รัฐประหาร”
ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการทำอะไรให้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้ามกลับเป็นการทำให้บ้านเมืองเสื่อมโทรมเพราะเป็นการนำพาประเทศให้ถอยหลังกลับไปสู่ระบบเผด็จการทหารอย่างน่าสมเพชเวทนา
“รัฐประหาร” คือการยึดอำนาจทางการเมืองโดยใช้กำลังหรืออำนาจทหารเป็นหลัก
โดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายหรือรัฐสภา
ของไทยจึงกลายเป็นการใช้คำว่า “ปฏิรูป” และ “ปฏิวัติ” ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็น
แต่หากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์จริงๆ นั่นคือการบูรณาการการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างสมดุล
ทำให้เรื่องรัฐประหารเป็นอดีตไปอย่างถาวร
และไม่ใช้วาทกรรมในการด้อยค่าฝ่ายตรงกันข้าม
ก็น่าจะเน้นที่ reform และ transform
เพราะแม้ทั้งสองคำนี้มีความหมายและแนวคิดที่แตกต่างกันในบางด้าน แต่ก็โยงไปถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกทั้งคู่
Reform (การปฏิรูป) : หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ปรับปรุงหรือแก้ไขส่วนที่มีอยู่ให้ดีขึ้นโดยยังคงรักษาโครงสร้างพื้นฐานเดิมไว้
มักเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหรือพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เช่น การปฏิรูปกฎหมาย การศึกษา หรือระบบสาธารณสุข
ลักษณะของการ reform คือการเปลี่ยนแปลงบางส่วน แต่ยังคงรักษารูปแบบหรือโครงสร้างหลักไว้
ตัวอย่าง : การปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ที่ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงระบบโรงเรียนและหลักสูตรพื้นฐานไว้
ส่วน Transform คือการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่และครอบคลุม ทำให้สิ่งนั้นเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉม ทำให้เกิดสิ่งใหม่หรือทำลายโครงสร้างเดิมเพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมา
ลักษณะของการ transform คือการเปลี่ยนแปลงอย่างรากฐาน ไม่เพียงแต่ปรับปรุง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
หรืออีกนัยหนึ่ง Reform คือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในโครงสร้างเดิมเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น
Transform คือการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมทั้งหมด
คนไทยเถียงกันแทบเป็นแทบตายก็เพียงแต่ “ลมปาก”
“ปฏิรูป” ไม่เกิดเพราะมันยาก
“ปฏิวัติ” ทำไม่ได้เพราะมันรุนแรง
“ปฏิสังขรณ์” ก็ไม่ทำเพราะมันไม่หวือหวา
มีแต่พวก “ปฏิกิริยา” หรือ reactionaries
อันเป็นศัพท์คอมมิวนิสต์เก่าที่แปลว่า
“พวกต่อต้านความเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบสู่ความก้าวหน้าเพราะต้องการจะกลับไปสู้สภาพเดิมที่ล้าหลังที่ตนเคยชิน”
คุณว่าจริงไหม?
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ปฏิรูป’ หรือ ‘ปฏิวัติ’ ไม่มีอยู่จริง ในสังคมไทย มีแต่ ‘พวกปฏิกิริยา’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com