โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'ปฏิรูป' หรือ 'ปฏิวัติ' ไม่มีอยู่จริง ในสังคมไทย มีแต่ 'พวกปฏิกิริยา'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 ต.ค. 2567 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 02.44 น.

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

‘ปฏิรูป’ หรือ ‘ปฏิวัติ’ ไม่มีอยู่จริง

ในสังคมไทย มีแต่ ‘พวกปฏิกิริยา’

กลายเป็นวาทกรรมเรื่อง “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ”

อันสืบเนื่องมาจากพรรคการเมืองหนึ่งบอกว่านโยบายของเขาไม่สุดขั้วเหมือนอีกพรรคหนึ่ง

นักการเมืองมักจะชอบติดป้ายให้ตัวเองดูดีกว่าของคนอื่นเสมอ

แต่ความเป็นจริงคืออย่างไรประชาชนต้องเป็นคนคิดเองวิเคราะห์เอง

เพราะเชื่อวิวาทะในเวทีการเมืองไม่ได้จริงๆ

ไม่นานก่อนหน้านี้ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีความยำเกรงคำว่า “ปฏิรูป” ด้วยซ้ำ

ใช้คำว่า “พัฒนาร่วมกัน” ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรในทางปฏิบัติ

เพราะมีความเกรงอกเกรงใจทั้งกองทัพและข้าราชการจนไม่อยากจะใช้คำนั้น

แต่ก็โยนให้พรรคก้าวไกล (ตอนนั้น) เป็นพวก “หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า”

ก่อนรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร คุณทักษิณ ชินวัตร พูดบนเวทีว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคปฏิรูปให้คนมี “โอกาสทางเศรษฐกิจ”

และบอกว่าพรรคก้าวไกลมีแนวทาง “เปลี่ยนตรงหัว” ซึ่งเขาบอกว่าขัดกับวัฒนธรรมไทย

ต่อมาจักรภพ เพ็ญแข แสดงความเห็นว่าพรรคเพื่อไทยไปแนวปฏิรูป ส่วนพรรคประชาชนไปทางปฏิวัติในลักษณะ “สุดขั้ว”

กลายเป็นเรื่องเป็นราว

เหมือนผลักอีกพรรคหนึ่งไปชิดเส้นทางซ้าย ขณะที่พรรคที่ตนชื่นชอบอยู่ตรงกลางๆ

ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ได้สร้างความปวดหัวให้กับผู้คนไม่น้อย

เพราะไม่อาจจะเข้าใจว่าคำว่า “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ” นั้นในความเป็นจริงแล้วมีความหมายในทางปฏิบัติเหมือนหรือต่างกันอยางไร

จึงต้องมาทำความเข้าใจกันให้แจ่มแจ้งก่อนที่จะสับสนงุนงงกันมากไปกว่านี้

ความจริงมันไม่ได้มีเพียง “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ” เท่านั้นที่ใช้เพื่ออธิบายถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ยังมี “ปฏิสังขรณ์” และ “รัฐประหาร”

และเชื่อหรือไม่ว่า คำว่า “ปฏิกิริยา” ก็เคยถูกใช้ในความหมายทำนองนี้ให้เกิดความวุ่นวายในการตีความด้วย

ผมสอบถามผู้รู้หรือผู้ควรจะรู้ไปทั่วๆ แล้ว พอจะอธิบายได้ว่า

“ปฏิรูป” ใช้ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงระบบที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น

ปฏิรูปมักเกิดขึ้นภายใต้กรอบของกฎหมาย หรือการหารือร่วมกันในสังคม

เช่น การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปเศรษฐกิจ การปฏิรูปสังคม

ความหมายคือการทำอะไรให้มันดีขึ้นแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช้ความรุนแรง

ในบริบทของการเมืองไทย “ปฏิรูป” กลายเป็นคำที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใช้บ่อย

บ่อยจนกลายเป็นคำที่ไร้ความหมาย

น่าสังเกตว่าอะไรที่อยู่ใต้การ “ปฏิรูป” มักจะไม่ได้ผลเพราะนักการเมืองไม่มีความกล้าหาญและมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) พอที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น

แม้จะย้ำว่าการ “ปฏิรูป” หรือ reform นั้นจะเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อระบบเดิมน้อยกว่า “ปฏิวัติ”

แต่กระนั้นก็ตาม การปฏิรูปที่ได้ผลก็ยังต้องการความจริงจังของผู้นำในการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

แต่ “ปฏิรูป” ของการเมืองไทยแตะเพียงผิวเผิน หากมีแรงต้านแม้เพียงน้อยนิดเพราะไปกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นักการเมืองก็จะถอยทันที

เพราะเชื่อในสุภาษิต “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” มากกว่าความมุ่งมั่นว่า “เป้าหมายมีไว้ชน”

แต่ตัวอย่างของการ “ปฏิรูป” ที่จับต้องได้เพราะความเด็ดขาดของผู้นำก็น่าจะเป็นเรื่องการ “ปฏิรูป” เศรษฐกิจของประเทศจีน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง

นั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งสำหรับประเทศในระบอบคอมมิวนิสต์ดั้งเดิมมายาวนาน

เติ้งต้องทำอะไรที่ผิดไปจาก “เหมา เจ๋อตง” ที่เป็นผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างมาก

แต่ก็ตระหนักว่าถ้าไม่ “ปฏิรูป” จีนก็ไปไม่รอด

จึงเป็นที่มาของคำขวัญ “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ”

นำไปสู่แนวทางเปิดตลาดเสรีและเชิญชวนนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ

ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วแต่เด่นชัด

แม้โดยภาษาทางการแล้ว จีนก็ยังอยู่ภายใต้กรอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์

ส่วน “ปฏิวัติ” ในความหมายเดิม (ก่อนที่ไทยเราจะนำมาใช้ในการวิวาทะทางการเมืองจนเพี้ยนไปหมด) คือการการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

“ปฏิวัติ” จริงหมายถึงการล้มล้างระบบเดิมทั้งหมดและสร้างระบบใหม่ขึ้นมาแทน

ในประวัติศาสตร์ นั่นคือการที่ประชาชนหรือกลุ่มผู้มีอำนาจไม่พอใจกับสภาพสังคมและการเมืองในขณะนั้น

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ซึ่งเป็นการล้มล้างระบอบกษัตริย์และสร้างสาธารณรัฐฝรั่งเศสขึ้นมาแทน

ปฏิวัติครั้งนั้นเกิดจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่แบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ซึ่งส่งผลให้เกิดการล้มล้างราชวงศ์และสร้างสหภาพโซเวียต

ระบบการปกครองและเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ที่ให้ความสำคัญกับคนงานและเกษตรกร

เมืองไทยหากจะมีอะไรที่ใกล้เคียงกับ “ปฏิวัติ” เช่นนั้นก็น่าจะเป็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

อีกคำหนึ่งในภาษาอังกฤษที่มีรากมาจาก Reform และ Revolution คือ Revolt

Revolt หมายถึง “กบฏ”

นั่นคือการต่อต้านหรือลุกขึ้นสู้กับอำนาจหรือผู้ปกครอง

มักจะเป็นการกระทำที่รุนแรงทันทีโดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจในความไม่ยุติธรรมหรือไม่ชอบมาพากลเกินเหตุ

คำว่า Revolt นั้นไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด

หากแต่เป็นการแสดงความไม่พอใจและพยายามที่จะล้มล้างหรือเปลี่ยนผู้นำในขณะนั้นเป็นหลัก

ทำให้ผมคิดถึงคำว่า “ปฏิสังขรณ์” ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับการบูรณะหรือซ่อมแซมสิ่งที่มีอยู่เดิมให้กลับมาอยู่ในสภาพดี

แต่มักใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับโบราณสถานหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เช่น การปฏิสังขรณ์พระบรมมหาราชวัง หรือการบูรณะวัดวาอารามโบราณ

การปฏิสังขรณ์จึงไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบใหม่หรือปฏิวัติอะไร

เป็นเพียงการรักษาคุณค่าเดิมให้ยังคงอยู่และส่งต่อไปยังอนุชนรุ่นหลัง

การเมืองไทยแค่ “ปฏิสังขรณ์” ยังไม่เกิดเลย จึงไม่ต้องพูดให้ไกลไปถึง “ปฏิรูป” หรือ “ปฏิวัติ”

แต่ความสับสนวุ่นวายนั้นเกิดจากการใช้คำว่า “ปฏิวัติ” ไปปนกับคำว่า “รัฐประหาร”

ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการทำอะไรให้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้ามกลับเป็นการทำให้บ้านเมืองเสื่อมโทรมเพราะเป็นการนำพาประเทศให้ถอยหลังกลับไปสู่ระบบเผด็จการทหารอย่างน่าสมเพชเวทนา

“รัฐประหาร” คือการยึดอำนาจทางการเมืองโดยใช้กำลังหรืออำนาจทหารเป็นหลัก

โดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายหรือรัฐสภา

ของไทยจึงกลายเป็นการใช้คำว่า “ปฏิรูป” และ “ปฏิวัติ” ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็น

แต่หากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์จริงๆ นั่นคือการบูรณาการการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างสมดุล

ทำให้เรื่องรัฐประหารเป็นอดีตไปอย่างถาวร

และไม่ใช้วาทกรรมในการด้อยค่าฝ่ายตรงกันข้าม

ก็น่าจะเน้นที่ reform และ transform

เพราะแม้ทั้งสองคำนี้มีความหมายและแนวคิดที่แตกต่างกันในบางด้าน แต่ก็โยงไปถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกทั้งคู่

Reform (การปฏิรูป) : หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ปรับปรุงหรือแก้ไขส่วนที่มีอยู่ให้ดีขึ้นโดยยังคงรักษาโครงสร้างพื้นฐานเดิมไว้

มักเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหรือพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เช่น การปฏิรูปกฎหมาย การศึกษา หรือระบบสาธารณสุข

ลักษณะของการ reform คือการเปลี่ยนแปลงบางส่วน แต่ยังคงรักษารูปแบบหรือโครงสร้างหลักไว้

ตัวอย่าง : การปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ที่ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงระบบโรงเรียนและหลักสูตรพื้นฐานไว้

ส่วน Transform คือการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง

ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่และครอบคลุม ทำให้สิ่งนั้นเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉม ทำให้เกิดสิ่งใหม่หรือทำลายโครงสร้างเดิมเพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมา

ลักษณะของการ transform คือการเปลี่ยนแปลงอย่างรากฐาน ไม่เพียงแต่ปรับปรุง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด

หรืออีกนัยหนึ่ง Reform คือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในโครงสร้างเดิมเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น

Transform คือการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมทั้งหมด

คนไทยเถียงกันแทบเป็นแทบตายก็เพียงแต่ “ลมปาก”

“ปฏิรูป” ไม่เกิดเพราะมันยาก

“ปฏิวัติ” ทำไม่ได้เพราะมันรุนแรง

“ปฏิสังขรณ์” ก็ไม่ทำเพราะมันไม่หวือหวา

มีแต่พวก “ปฏิกิริยา” หรือ reactionaries

อันเป็นศัพท์คอมมิวนิสต์เก่าที่แปลว่า

“พวกต่อต้านความเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบสู่ความก้าวหน้าเพราะต้องการจะกลับไปสู้สภาพเดิมที่ล้าหลังที่ตนเคยชิน”

คุณว่าจริงไหม?

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ปฏิรูป’ หรือ ‘ปฏิวัติ’ ไม่มีอยู่จริง ในสังคมไทย มีแต่ ‘พวกปฏิกิริยา’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...