โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘กีฬา’ ในสังเวียน ‘กรอบเพศ’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 ส.ค. 2567 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2567 เวลา 06.30 น.

ภาพนักมวยหญิงมุมน้ำเงินคุกเข่าร่ำไห้บนพื้นสังเวียน นักมวยฝ่ายแดงผู้ชนะนั่งยิ้มชูกำปั้นบนเก้าอี้หน้าตาคล้ายชายฉกรรจ์ ประกอบรายละเอียดของข่าวในเบื้องแรก คือ นักชกหญิงมุมน้ำเงินชาวอิตาลี แองเจลา คารินี นั้นขอยอมแพ้หลังจากที่ชกยกแรกผ่านไปเพียง 46 วินาที เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่จมูกจากกำปั้นของ อิมาเน เคลิฟ จากแอลจีเรีย นักชกที่ไม่ผ่านการตรวจเพศ

ภาพและเนื้อหาของข่าวเร้าอารมณ์กระตุ้นความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกให้รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมบนสังเวียนการแข่งขันชกมวยในมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ ประกอบกับเรื่องราวปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมาเกี่ยวกับวิวาทะเรื่องการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาของนักกีฬาข้ามเพศ ชวนให้คนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของนักกีฬาข้ามเพศที่มีเพศกำเนิดเป็น“ชาย” ขึ้นมาชกกับนักมวยที่มีเพศกำเนิดเป็น “หญิง” และเอาชนะไปได้ด้วยความได้เปรียบของสรีระโดยธรรมชาติ

เจ.เค. โรวลิ่ง นักประพันธ์ชื่อดังผู้เขียนนวนิยายเยาวชนซีรีส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผู้มีจุดยืนในการไม่ยอมรับเรื่องการ “ข้ามเพศ” (Transgender) ได้ออกมาทวีตข้อความทันทีว่า

“นักมวยหญิงมีทุกอย่างที่นักกีฬามี เธอฝึกซ้อมมา เพราะคุณยอมให้ผู้ชายขึ้นเวทีกับเธอเพื่อแย่งชิงชัยชนะไป คุณช่างน่าอับอาย ‘การปกป้อง’ ของคุณเป็นเรื่องตลก และ #Paris24 จะต้องแปดเปื้อนไปตลอดกาลจากความอยุติธรรมอันโหดร้ายที่ทำกับคารินี”

อย่างไรก็ตาม เรื่องมันก็ซับซ้อนกว่านั้น อย่างแรก เรื่องของการ “ไม่ผ่านตรวจเพศ” ของนักมวยมุมแดงจากแอลจีเรียนั้น คือการ “ไม่ผ่านตรวจเพศ” ในรายการที่จัดโดยสมาคมมวยสากลนานาชาติ (IBA) แต่การแข่งขันคราวนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ซึ่งริบสิทธิการจัดแข่งขันมวยสากลในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกไปจาก IBA เนื่องจากปัญหาความไม่โปร่งใสหลายอย่าง (เรื่องนี้ถ้าคนไทยยังไม่ลืมกัน นักมวยชาวไทย แก้ว พงษ์ประยูร เคยแพ้นักมวยชาวจีนไปแบบค้านสายตาชาวโลกในกีฬาโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอนในการแข่งขันที่จัดโดย IBA -อันนี้บอกเผื่อไว้สำหรับใครที่คิดว่า IBA จะมีความยุติธรรมโปร่งใสกว่า IOC)

โดย IOC อ้างว่า การตรวจพิสูจน์เพศนักมวยชาวอัลจีเรียของ IBA นั้นไม่มีมาตรฐานและไม่มีความเป็นธรรม และนักมวยหญิงคนดังกล่าวก็เคยลงแข่งในฐานะนักมวยหญิงมาตลอด เคยลงแข่งโอลิมปิกและเคยแพ้ให้นักมวยหญิงคนอื่นๆ มาด้วย นอกจากนักมวยหญิงชาวอัลจีเรียที่เป็นปัญหาแล้ว ก็ยังมีนักมวยหญิงชาวไต้หวันอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีข้อกังขาในลักษณะเดียวกัน

มีความพยายามอธิบายว่านักมวยหญิงชาวอัลจีเรียและไต้หวันนั้น เกิดมาโดยมีอวัยวะเพศหญิง และถูกบันทึกทะเบียนราษฎร เมื่อแรกเกิดว่าเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่ต้น แต่เพราะสภาวะเพศกำกวม (Intersex) ของพวกเธอเป็นเพราะมีปริมาณฮอร์โมนเพศชายสูงเกินไปจนมีโครโมโซมในรูปแบบ YXX ทำให้มีรูปร่างและกล้ามเนื้อเหมือนผู้ชาย แต่ไม่ใช่กรณีของคนข้ามเพศโดยสมัครใจ หรือ Transgender

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้ก็ไม่ได้รับการยืนยันเป็นทางการ เพราะทาง IBA ก็ไม่ได้เปิดเผยว่าได้ตรวจสอบเพศของนักมวยทั้งสองคนอย่างไร รวมถึง IOC เองก็ไม่ได้ให้รายละเอียดที่กล่าวหาว่าวิธีการของ IBA ขาดธรรมาภิบาลและไม่เป็นธรรมนั้นเนื่องจากใช้วิธีการใด ทั้งนี้ น่าจะเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในทางเพศอันเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของนักมวยทั้งสองคน

สำคัญที่สุดเราต้องไม่ลืมว่า เรื่องนี้เป็น “การเมือง” ระหว่างองค์กรกีฬาทั้งสององค์กร ยิ่งเมื่อ IBA ประกาศมอบ“เงินรางวัลปลอบขวัญ” ให้คารินี อันแสดงให้เห็นความชัดเจนถึงเจตนาในการเล่นการเมืองระหว่างองค์กร

เมื่อเรื่องพลิกออกมาแบบนี้ ฝ่ายที่มองว่านักมวยอัลจีเรีย “โกง” ก็ยังไม่กลับคำวินิจฉัย หรือเปลี่ยนความรู้สึกแต่อย่างใด ดูจาก เจ.เค. โรวลิ่ง ที่ทวีตหลังจากข้อเท็จจริงประการหลังปรากฏออกมาก็ได้

“คนที่มีสภาวะ DSD (ความผิดปกติของพัฒนาการระบบอวัยวะเพศ) ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่พวกเขาสามารถเลือกที่จะไม่โกงได้ พวกเขาสามารถเลือกที่จะไม่รับเหรียญจากผู้หญิงได้ พวกเขาสามารถเลือกที่จะไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้”

เช่นเดียวกับความเห็นที่มองว่า ถึงอย่างไรนักมวยหญิงที่มีฮอร์โมนเพศชายสูงจนมีกล้ามเนื้อในระดับเดียวกับผู้ชายนั้นมีความได้เปรียบนักมวยหญิงที่มีเพศกำเนิดและมีฮอร์โมนเพศหญิงในระดับปกติมากเกินไป และความแตกต่างนั้นอยู่ในระดับที่แทบสู้กันไม่ได้เลย ในบางกรณีก็เป็นอันตรายถึงขนาดทำให้บาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิตด้วยซ้ำ การที่ผู้หญิงที่มีความผิดปกติในเชิงได้เปรียบลักษณะนี้เลือกที่จะมาชกมวย (หรือสมาคมมวยของประเทศนั้นเลือกให้มาแข่งระดับโลก) ก็ไม่ต่างจากการ “ตั้งใจที่จะโกง” ด้วยความผิดปกติของฮอร์โมนเหมือนได้ฉีดสารกระตุ้นตามธรรมชาติให้ดีๆ นี่เอง

ในทางหนึ่งก็เข้าใจได้เช่นกันว่า สำหรับผู้ที่ต้องแข่งขันต่อสู้กับผู้ที่มีความได้เปรียบเช่นนั้นจะรู้สึกว่าสิ้นหวังขนาดไหน เพราะมันไม่ใช่ว่าตัวเองจะเตรียมตัวฝึกซ้อมร่างกาย หรือทักษะมาไม่เพียงพอ แต่มันเป็นระดับที่ไม่ว่าจะซ้อมมาดี หรือเตรียมตัวมาอย่างไรก็ไม่สามารถเอาชนะขีดจำกัดตามธรรมชาตินั้นได้ ความสิ้นหวังที่ไม่อาจเอาชนะกำแพงธรรมชาตินั้นได้แต่ต้องมาต่อสู้ด้วย จะรู้สึกว่านี่คือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมก็เข้าใจได้

หากในอีกแง่หนึ่ง ถ้ามองว่า การใช้ความได้เปรียบทางฮอร์โมนเพศนี้เป็นการ “โกง” แล้ว กรณีความได้เปรียบทางกายภาพจากพันธุกรรมในรูปแบบอื่นจะถือว่าโกงด้วยหรือไม่ ? การถูกลอตเตอรี่ทาง DNA อื่นๆ เช่น บางคนเกิดมามีกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง หรือบางคนเกิดมาสูงแบบผ่าเหล่าเกิน 2 เมตร กรณีของมนุษย์ที่ได้เปรียบทางพันธุกรรมเช่นนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งข้อได้เปรียบทางกายภาพเหล่านี้มนุษย์ที่มีพันธุกรรมปกติที่ฝึกซ้อมมาระดับเดียวกันก็แทบสิ้นหวังในการเอาชนะ หรือแม้แต่เทียบเคียงตีเสมอได้เหมือนกัน แบบนี้ถือเป็นการโกง หรือพวกเขาไม่สมควรเล่นกีฬาแข่งกับมนุษย์ปกติธรรมดาหรือไม่

แม้แต่กรณีนักมวยหญิงเคลิฟเองก็ปรากฏว่ามีนักมวยหญิงที่เคยชกกับเธอ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ออกมากล่าวให้สัมภาษณ์ในทางปกป้องเธอเช่นกันว่า แม้เธอจะแข็งแกร่งผิดกว่าผู้หญิงทั่วไป แต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นหวัง หรือไม่มีทางเอาชนะได้เลยเสียเมื่อไร เพราะเคลิฟเองก็เคยแพ้ให้แก่ตัวเธอผู้ให้สัมภาษณ์ หรือถึงรายที่แพ้ก็ยอมรับว่าชัยชนะของเธอเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

แม้แต่นักมวยสาวชาวไทย จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง ที่จะมีโปรแกรมต้องชิงเหรียญเงินกับเคลิฟในวันนี้ (7 สิงหาคม 2567 เวลาตีสาม ป่านนี้น่าจะทราบผลกันแล้ว) ก็ไม่คิดว่าเธอจะแพ้เช่นกัน

น่าสนใจว่า ทำไมเรื่องของนักมวยหญิงที่มีปัญหาความกำกวมทางเพศนี้ถึงเป็นดราม่าในระดับโลก และผู้คนจำนวนหนึ่งเกินครึ่งถึงมองว่าเป็นความไม่เป็นธรรม หรือเป็นเรื่องของ “การโกง” ทั้งๆ ที่มีมุมให้พอจะ “เห็นใจ” หรืออย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่น่าจะ “เข้าใจได้” อยู่พอสมควร ถ้ามองว่า นี่เป็นความได้เปรียบทางพันธุกรรมที่ไม่ใช่เรื่องที่เธอจงใจสร้างขึ้นเพื่อเอาเปรียบคู่แข่ง

เรื่องนี้ ถ้าเราย้อนกลับไปสู่วัตถุประสงค์ของการจำกัด “รุ่น” และ“เพศ” ของกีฬาหลายประเภทนั้น เพราะการแข่งขันกีฬา สิ่งที่เราต้องการวัด คือ ทักษะความสามารถ ไหวพริบ สภาพร่างกาย และการฝึกซ้อมเตรียมตัว หรือการรวมกันเป็นทีมของนักกีฬา แต่การวัดนั้นจะไม่สามารถเป็นไปได้เลย หากสภาวะทางกายภาพของนักกีฬานั้นส่งผลอย่างมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อผลการแข่งขัน

โดยสภาวะทางกายภาพที่สำคัญที่สุด คือ “เพศกำเนิด” ของบุคคลซึ่งควบคุมด้วยโครโมโซม X และ Y ที่จะส่งผลต่อการพัฒนากระดูกและกล้ามเนื้อที่ต่างกัน โดย“ในทางวิทยาศาสตร์” ร่างกายของผู้มีกำเนิดเป็นชายนั้นมีกล้ามเนื้อและกระดูกที่แข็งแกร่งกว่าผู้มีกำเนิดเป็นหญิงอย่างมาก ถ้าผู้ที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แรงปะทะของผู้มีกำเนิดเป็นชายจะสูงกว่าผู้มีกำเนิดเป็นหญิงได้ตั้งแต่ 2 ถึง 3 เท่า ทำให้กีฬาที่วัดกันด้วยแรงและความเร็วจึงต้องมีการจำกัด“เพศ” เพราะหาไม่แล้ว ก็แทบไม่จำเป็นต้องแข่งอะไร ความได้เปรียบทางเพศเพราะความแตกต่างทางสรีระ ซึ่งเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ จะมากลบทับจนแทบไม่อาจชี้วัดทักษะความสามารถ ไหวพริบ ความมุมานะฝึกซ้อมเตรียมตัว ฯลฯ ใดๆ ได้เลย

ปัญหาเป็นเพราะในระยะหลัง ในยุคที่มีการยอมรับเรื่องสิทธิของบุคคลข้ามเพศที่พยายามขยายขอบเขตเข้ามาในทุกวงการแม้แต่ในวงการกีฬา ก็มีการเรียกร้องสิทธิให้นักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันกับนักกีฬาที่มีเพศกำเนิดเดิมได้ เช่น กรณีของลีอา โธมัส นักว่ายน้ำข้ามเพศชายเป็นหญิง ลงแข่งกับนักว่ายน้ำที่กำเนิดเป็นหญิงและชนะได้ในการแข่งขันกีฬาวิทยาลัยระดับชาติของสหรัฐ ซึ่งต่อมากลายเป็นกรณีจุดชนวนให้สหพันธ์ว่ายน้ำนานาชาติ (FINA) ต้องลงมติห้ามนักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันในรายการหญิงระดับสูง รวมถึงกำหนดเกณฑ์ว่า การ “ข้ามเพศ” ในระดับใดที่จะอนุญาตให้เข้าร่วมรายการแข่งขันว่ายน้ำบางรายการได้

นอกจากนี้ ก็มีปัญหาความไม่ชอบมาพากลในวงการกีฬาที่จำกัดเพศอีกหลายกรณี ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องของนักกีฬาข้ามเพศโดยตรง แต่เล็งเห็นได้ว่าน่าจะเป็นการอาศัยข้อแตกต่างด้านสรีระทางเพศมาเอาเปรียบกันในเชิงกีฬาโดยอาศัยความคลุมเครือในการตรวจพิสูจน์ทางเพศ เช่น กรณีของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงชาวเวียดนามผู้หนึ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นเพศชายโดยกำเนิด แต่อาศัยว่ามีหลักฐานทางทะเบียนเป็นเพศหญิงเท่านั้น ซึ่ง “เธอ” หรือ “เขา” ไม่เคยเข้าร่วมลงแข่งขันในการรายการที่มีกติกากำหนดว่าจะต้องมีการตรวจเพศไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่งเลย

ข้อสังเกตที่น่าคิดเรื่องหนึ่งคือ ปัญหาเรื่องการ “ข้ามเพศ” หรือ “เพศกำกวม” ในทางกีฬา อาจจะพูดได้ว่าพบเฉพาะกับกรณีของปัญหาของผู้มีเพศกำเนิดเป็นชายข้ามเพศเป็นหญิง หรือมีกรณีหญิงเพศกำกวมเป็นชาย คือพูดง่ายๆ คือมีลักษณะทางกายภาพอย่าง “ชาย” แต่มาแข่งกีฬากับผู้มี “เพศกำเนิด” มีกายภาพเป็น “หญิง” ทั้งสิ้น แทบไม่ปรากฏ (หรืออย่างน้อยก็ยังนึกไม่ออก) ว่ามีกรณีไหนหรือไม่ ที่คน “เพศกำเนิดเป็นหญิง” ข้ามเพศเป็น “ชาย” จะขอเข้าร่วมแข่งขันกับผู้มีเพศกำเนิดเป็นชายเลย คือถ้ามีกรณีคนข้ามเพศหญิงเป็นชายเป็นนักกรีฑา แต่ก็ยังได้เข้าร่วมในฐานะของนักกีฬาหญิง ซึ่งก็ถูกตัดสิทธิเนื่องจากปริมาณฮอร์โมนเพศชายสูงเกินไป แต่กรณีดังกล่าวก็เป็นกรณีที่จงใจเทกฮอร์โมน แตกต่างจากกรณีนักมวยหญิงอัลจีเรีย เคลิฟ ที่เป็นกรณีความผิดปกติโดยกำเนิด

“กีฬา” ไม่ว่าจะระดับอาชีพหรือสมัครเล่นในโลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นการเมืองระหว่างองค์กรไปจนถึงระดับประเทศชาติไปยันทวีป การมองอะไรเฉพาะมุมเรื่อง “สิทธิความเท่าเทียมทางเพศสภาพ” “ความท้าทายขีดจำกัดของมนุษย์” หรือ “ศักดิ์ศรีของนักกีฬา” เพียงสองหรือสามมิตินั้นคงเป็นมุมมองที่ไม่สู้จะรอบคอบรอบด้านเท่าใดนัก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘กีฬา’ ในสังเวียน ‘กรอบเพศ’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...