โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

ไทยผนึกกำลังสู้กู้โลกเดือด ดันเทคโนโลยี หาวิธีลดปล่อยคาร์บอนฯ ที่ ESG Symposium 2024

BT Beartai

อัพเดต 01 ต.ค. 2567 เวลา 06.33 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2567 เวลา 12.45 น.
ไทยผนึกกำลังสู้กู้โลกเดือด ดันเทคโนโลยี หาวิธีลดปล่อยคาร์บอนฯ ที่ ESG Symposium 2024

วิกฤตโลกเดือดกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้ว่าทุกฝ่ายจะตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ หรือทำให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 แต่ดูเหมือนจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว เครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราเร่งเปลี่ยนเพื่อกู้วิกฤตได้ทันเวลาคือ การพัฒนาเทคโนโลยีที่อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในอนาคต และหนึ่งในแรงผลักดันเล็ก ๆ เกิดขึ้นในงาน ESG Symposium 2024 ที่ได้รวบรวมสปีกเกอร์หลายคนมาช่วยออกไอเดียและหาแนวทางเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนพลังงานโลกไปสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ให้เป็นจริง

พลังงานต้องเปลี่ยนแปลง

Niamh Collier-Smith สปีกเกอร์ท่านแรกเน้นย้ำถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่อง Paris Agreement หรือความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่ทุกฝ่ายพยายามร่วมกันรักษาอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศา ที่กำลังจะครบรอบ 10 ปีในปี 2025 เพราะอย่างที่ทุกคนเห็นแล้วว่า สิ่งที่ทำอยู่ในทุกวันนี้ไม่เพียงพอ

Roberto Bocca สปีกเกอร์อีกคนพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังงานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงโลก เขาพูดถึงปัจจัย 3 แกน ได้แก่ความยั่งยืน ความปลอดภัยและคุณภาพของพลังงาน เป็นประเด็นสำคัญที่ช่วยให้มีความสามารถในการแข่งขันเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคตได้ ซึ่งพื้นที่ ASEAN มีความสามารถมากพอที่จะแข่งขันในระดับโลก ทั้งเรื่องแหล่งพลังงานสะอาด เทคโนโลยีและโซลูชันต่าง ๆ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่จะช่วยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง

Dr.Cai Guan สปีกเกอร์อีกคนพูดถึงตัวอย่างเมืองสีเขียวที่เมืองอู่ฮั่น (Wuhan) มณฑลหูเป่ย ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนฯ (Carbon Market) โดยมีศูนย์รวมกลางในการแลกเปลี่ยนคาร์บอนฯ ผ่าน China Carbon Emission Trading Market (CRC) รวมถึงแพลตฟอร์มสำหรับแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตด้วยแอปพลิเคชันของจีน ส่งผลให้มูลค่าของคาร์บอนเครดิตสูงขึ้นกว่า 87% (40-45 RBM per Ton) นับตั้งแต่เริ่มใช้งานในปี 2021 นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์ม Wuhan Climate Financing Comprehensive Service ที่ช่วยหาโปรเจกต์และเชื่อมนักลงทุน เข้ามาช่วยจัดการเรื่องคาร์บอนเครดิตภายใต้แพลตฟอร์มนี้อีกด้วย

ส่วนประเทศไทยเองถือว่ามีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ในอนาคต สิ่งสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจคือเรื่องการเกษตร ที่ถือเป็นจุดแข็งของไทยและมีส่วนในการลดการผลิตคาร์บอนฯ ของประเทศลงได้ (ไทยผลิตคาร์บอนฯ 56,766.32 GgCO2eq จากการเกษตรในปี 2019) รวมถึงการจัดการขยะก็ยังมีพื้นที่ให้เทคโนโลยีและโซลูชันเข้ามาช่วยจัดการ ตัวอย่างเคสในประเทศสหราชอาณาจักรเรื่องการจัดการขยะที่ยังทำได้ประมาณ 45% พร้อมตั้งเป้าระบบการจัดการพลังงานจากขยะภายในปี 2028 รวมถึงการใช้จ่ายด้วยคาร์บอนฯ ที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงพลังงาน ที่เริ่มพัฒนาให้เห็นแล้วหลายแห่งในประเทศไทย

กุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงพลังงาน

บทเวทีเสวนาหลายคนเห็นตรงกันว่า ทุกภาคส่วนมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงพลังงาน เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ ทั้งเรื่องพลังงานสะอาด การคมนาคมสีเขียว รวมถึงเคมีชีวภาพ ที่สามารถสนับสนุนความยั่งยืนของประเทศได้ในอนาคต การเสวนาครั้งนี้ยังเป็นการช่วยระบุชี้ว่ามีชิ้นส่วนไหนที่กำลังขาดอยู่ในระหว่างการพัฒนานี้ ในเรื่องความพร้อมของคน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน ไปจนถีงจะต้องปรับตัวและยกระดับสเกลให้ใหญ่ขึ้นอย่างไร เพื่อให้สำเร็จได้ในความเป็นจริง

การเสวนาวันนี้ได้รับเกียรติจากฝั่งรัฐบาล โดยประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของการแจ้งเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือได้ล่วงหน้า 2-3 วัน ส่วนการจัดการเรื่อง Green Economy และการทำให้ SME ปรับเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับเรื่องกรีน ไปจนถึงการสร้างสังคมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมภายใต้นโยบายของรัฐบาล โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ตัวแทนจาก SCG ในฐานะผู้จัดงานเองก็มีผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ลดปล่อยคาร์บอน 1.17 ล้านตันคาร์บอน ลดคาร์บอนได้กว่า 80% หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ารีไซเคิล ซึ่ง SCG เน้นย้ำเรื่องการต้องเร่งปลดล็อกกฎหมายและข้อกำหนด เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่าย รวมถึงผลักดันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างสีเขียวตามไปด้วย

สุดท้ายทุกคนร่วมกันสรุปทิศทางของการเปลี่ยนพลังงานไปสู่ความยั่งยืนว่า ประเทศไทยต้องรู้จักปรับตัวและยืดหยุ่น เพื่อไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Green Transition) ได้ โดยที่ภาครัฐต้องเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ ยกระดับภาคประกอบการและผลักดันกฎหมายที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยด้วย โดยเฉพาะกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเกิด

ในงานนี้มีตัวอย่างของสระบุรี Sandbox ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย ที่จะเป็นหมุดหมายให้กับเมืองอื่น ๆ ต่อไป แต่ Sandbox จะเกิดขึ้นจริงได้ต้องมีความกล้า ทุกคนต้องเข้าถึงได้ ประชาชนต้องมีเงินใช้ และข้อจำกัดต้องไม่มี เมื่อตั้งต้นด้วยสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว การเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงจะเกิดได้จริง

นอกจากการเสวนาในงาน ESG Symposium 2024 แล้ว หากใครสนใจเกี่ยวกับเรื่อง Low Carbon City เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ ยังสามารถรับชมได้ที่โซนนิทรรศการ ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงาน Sustainability Expo 2024 (SX2024) ระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 6 ตุลาคม 2024 เวลา 10.00 – 20.00 น.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...