นักท่องเที่ยว “อิสราเอล” กลุ่มคุณภาพ “พักนาน-ใช้จ่ายสูง”
สถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาส ชาวปาเลสไตน์ ที่กำลังส่อเค้าลุกลามบานปลาย กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยต้องจับตามอง เพราะถือเป็น “ปัจจัยลบ” ที่สำคัญสำหรับการท่องเที่ยวของไทยในช่วงไฮซีซั่นนี้
“ประชาชาติธุรกิจ” จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวอิสราเอล ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพสูง หรือเป็นกลุ่ม high-value tourists ของประเทศไทย
โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ในปี 2562 ก่อนเหตุการณ์โควิด-19 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางเข้ามาเยือนจำนวน 195,856 คน คิดเป็น 0.49% ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมที่เข้ามาประเทศไทยจำนวน 39.92 ล้านคน แต่มากเป็นลำดับต้น ๆ ของกลุ่มประเทศในทวีปตะวันออกกลาง (Middle East)
เป็นกลุ่มที่มีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 82,156 บาทต่อคนต่อทริป ซึ่งสูงกว่าอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยรวมที่มีอัตราเฉลี่ยเท่ากับ 47,896 บาทต่อคนต่อทริป
สร้างรายได้ภาคท่องเที่ยวทั่วโลก
สอดรับกับข้อมูลของ Krungthai Compass ที่รายงานเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ว่า ปี 2565 อิสราเอล มีมูลค่า GDP ราว 527.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่ากับ 98.6% ของ GDP ไทยในช่วงเวลาเดียวกัน มีจำนวนประชากรรวม 9.5 ล้านคน (อันดับที่ 97 ของโลก) คิดเป็น GDP ต่อคนอยู่ที่ราว 55,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 1,940,000 บาทต่อปี (อันดับที่ 15 ของโลก)
นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
ในด้านการท่องเที่ยวพบว่า ช่วงก่อน COVID-19 (ปี 2562) อิสราเอลมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางไปต่างประเทศราว 9.2 ล้านคน สามารถสร้างรายได้ให้กับภาคท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 10.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ในช่วงปี 2563-2564 ที่ภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ก็มีชาวอิสราเอลเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอยู่
โดยในปี 2565 มีจำนวนชาวอิสราเอลออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกกว่า 8.4 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 92% ของปี 2562
เบอร์ 1 ในกลุ่ม Middle East
พร้อมเผยด้วยว่า ผลการสำรวจนักท่องเที่ยวอิสราเอลกว่า 800 ตัวอย่าง ของ KOG Institute for Marketing and Communication Sciences 2 พบว่า ชาวอิสราเอลกว่า 70% มักเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองเป็นหลัก ไม่นิยมใช้บริการ travel agency ทำให้นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ความสะดวกสบายในการเดินทางและที่พัก
สำหรับประเทศไทยนั้น “อิสราเอล” เป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของกลุ่ม Middle East โดยในช่วงก่อนเกิด COVID-19 (ปี 2562) เดินทางเข้ามาไทยจำนวน 1.95 แสนคน คิดเป็น 28% ของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Middle East และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องและชัดเจนในปี 2565
โดยหลังจากที่ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลก็ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4/2565 นักท่องเที่ยวอิสราเอลขยายตัวขึ้นมาแตะระดับ 20,000 คนต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนเกิด COVID-19 ในปี 2562
พำนักนาน-ใช้จ่ายสูง
รายงานดังกล่าวยังระบุอีกว่า ความโดดเด่นของนักท่องเที่ยวอิสราเอลคือ มีระยะเวลาพำนักในประเทศไทยนาน เฉลี่ยประมาณ 16 วันต่อทริป ทำให้มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อทริปอยู่ที่ 82,127 บาท
สูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่ราว 48,000 บาทต่อหัว อยู่กว่า 70%
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวอิสราเอลจะอยู่ในหมวด “ค่าที่พัก” เป็นหลัก ที่ประมาณ 32% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือประมาณ 26,000 บาทต่อคนต่อทริป สูงเป็นอันดับที่ 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด เป็นรองเพียงนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวีย คือ สวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์
ส่วนหมวดค่าใช้จ่ายที่รองลงมาคือ ซื้อสินค้าที่ระลึก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม และค่าพาหนะในการเดินทาง คิดเป็น 23%, 20% และ 13% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตามลำดับ
ททท.จับตาสถานการณ์ใกล้ชิด
ด้าน “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวของชาวอิสราเอลแน่นอน เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลส่วนใหญ่นิยมเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัว ซึ่งอาจอ่อนไหวต่อประเด็นเรื่องความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบด้านการท่องเที่ยวจากเหตุการณ์ดังกล่าวสำหรับตลาดอิสราเอลและตะวันออกกลาง
“ในปี 2566 นี้เราตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่ 200,000 คน ตอนนี้เราเห็นตัวเลขที่ประมาณ 190,000 คน แล้ว จึงเชื่อว่าถึงสิ้นปีนี้น่าจะยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย 200,000 คนได้”
โดยปัจจุบันเที่ยวบินบินตรงจากกรุงเทลอาวีฟ (Tel Aviv) อิสราเอล เข้าสนามบินสุวรรณภูมิ (กรุงเทพฯ) และภูเก็ต ยังให้บริการปกติ และนักท่องเที่ยวอิสราเอลได้รับการยกเว้นตรวจลงตราเป็นเวลา 30 วัน (ผ.30)
ตลาดหลัก “ภูเก็ต-พังงา-สมุย”
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยรายหนึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวอิสราเอลเป็นตลาดที่สำคัญตลาดหนึ่งของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวในกลุ่มอันดามัน เช่น ภูเก็ต พังงา และสมุย พะงัน และเกาะเต่า (สุราษฎร์ธานี)
นอกจากนี้ ยังเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยเป็นกลุ่มแรกในช่วงที่ไทยเปิดประเทศ ภายใต้โมเดล “ภูเก็ต แซนด์บอกซ์” เมื่อปลายปี 2564 ขณะเดียวกันยังเป็นนักท่องเที่ยวที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพ พำนักนาน ใช้จ่ายสูง
เรียกว่า เป็นกลุ่มที่ตอบโจทย์นโยบายรัฐบาลที่มุ่งโฟกัสนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูง หรือกลุ่ม high-value tourists
แน่นอนว่า ในช่วงระหว่างที่ “อิสราเอล” มีเหตุการณ์สู้รบนี้ รัฐบาลไทยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่อยู่ในประเทศไทย
เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นเดสติเนชั่นที่มีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวอิสราเอล
คงต้องภาวนาและเอาใจช่วยกันว่า เหตุการณ์สู้รบนี้จะไม่รุนแรงและลามไปประเทศใกล้เคียงอื่น จนกลายเป็น “ปัจจัยเสี่ยง” ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว