โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

"มะละกอ" ไม้นอก อาหารและยาดีในสังคมไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 พ.ค. 2566 เวลา 18.38 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2566 เวลา 18.32 น.

มะละกอ เป็นพืชที่อยู่ในสกุล Carica และทั่วทั้งโลกนี้มีเพียง 3 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ Carica aprica V.M.Badillo มีถิ่นกำเนิดในเปรู Carica augusti Harms มีถิ่นกำเนิดในเปรู และ Carica papaya L. (มะละกอ) มีถิ่นกำเนิดในกลุ่มประเทศแถบอเมริกากลาง

จากฐานข้อมูลของพรรณไม้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Plant Resources of South East Asia : PROSEA) กล่าวว่า คนสเปนได้นำมะละกอมาปลูกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงศตวรรษที่ 16 ในยุคล่าอาณานิคม

ข้อมูลจากสำนักงานราชบัณฑิตยสภาบันทึกไว้ว่า

“มะละกอเป็นผลไม้เขตร้อนชนิดหนึ่งของทวีปอเมริกา เข้าใจว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในเม็กซิโกตอนใต้และคอสตาริกา ต่อมามีผู้นำเมล็ดมะละกอจากชายฝั่งทะเลเหนือปานามาไปยังดาเรียน และถูกนำต่อไปยังหมู่เกาะต่างๆ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก จากนั้นมีชาวสเปนนำเอาเมล็ดมะละกอเข้าไปปลูกในเมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และแพร่ต่อไปยังประเทศอินเดีย แต่ไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดว่ามะละกอเข้ามาในประเทศไทยเมื่อใด”

แต่มีบันทึกว่าในปี พ.ศ.2314 ช่วงกรุงธนบุรีเป็นราชธานี “นายลินโซเตน” นักท่องเที่ยวชาวดัตช์ เขียนรายงานไว้ว่า “คนโปรตุเกสได้นำมะละกอมาปลูกที่เมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย จากนั้นนำไปปลูกที่อินเดีย ส่วนอีกทางหนึ่งได้ขยายไปปลูกที่อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย”

มีผู้รู้ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กล่าวไว้ว่า มะละกอเป็นพืชที่ฝรั่งเอาเข้ามาจากมะละกา แล้วนำเข้ามาปลูกทางภาคใต้ของไทย ไทยจึงเรียกพืชนี้ว่า มะละกอ เพราะเอามาจากเมืองมะละกา โดยสันนิษฐานว่าเข้ามาในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

แต่จากภาพปูนปั้นนูนต่ำที่วิหารวัดบางกะพ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งสร้างมาในสมัยกรุงธนบุรี (ตามประวัติกล่าวว่าวัดนี้สร้างในปี พ.ศ.2312) พบว่ามีภาพต้นมะละกอแล้ว

แสดงว่ามะละกอน่าจะเข้ามาในช่วงสมัยกรุงธนบุรี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามะละกอจะไม่ใช่พืชของไทย แต่คนไทยมีภูมิปัญญานำมาใช้เป็นอาหารและยาสมุนไพรได้อย่างอย่างครบถ้วน

โดยเฉพาะอาหารการกินนำมาบริโภคในรูปแบบอาหารหลากหลาย เช่น ผลสุกกินเป็นผลไม้ ผลดิบนำมาผัดไข่ แกงส้ม

และเมนูยอดฮิตมีชื่อเสียงมากที่สุด คือ ส้มตำ อาหารยอดนิยมของคนไทยทั้งประเทศและไปไกลถึงต่างแดนด้วย

มะละกอ เป็นพืชยืนต้นเนื้ออ่อน ลำต้นตั้งตรง สูง 3-4 เมตร ใบเดี่ยว มีขนาดใหญ่ขอบใบหยักเว้าลึก ก้านใบกลมยาว กลวง ยาวประมาณ 1 เมตร

ใบ ดอก และผล รวมอยู่เฉพาะส่วนบนยอดสุดของลำต้น

ดอกมีสีขาวครีมแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกกะเทย

ผลมีหลายขนาดและรูปทรงตั้งแต่กลม รี และยาว ขนาดของผลมีตั้งแต่ไม่ถึง 100 กรัมไปจนถึงหลายกิโลกรัม

เปลือกผลดิบมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงแสดเมื่อสุก

เนื้อในผลเมื่อดิบมีสีขาว เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงแสดแดง เมล็ดเมื่อยังอ่อนมีสีขาว และเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่เต็มที่

ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว (Latex) โดยเฉพาะผลดิบมียางมากเป็นพิเศษ

ในยางมีเอนไซม์ปาเปอีน ถ้ากรีดผลมะละกอดิบมียางออกมา ปล่อยให้แห้ง นำยางมะละกอแห้งมาสกัดเอนไซม์ปาเปอีน และเอนไซม์อื่นๆ อีกบางชนิด ยางมะละกอนี้คนไทยรู้จักนำมาใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน โดยนำมาใช้หมักเนื้อให้อ่อนนุ่ม ใส่ในต้มแกงให้เนื้อเปื่อยยุ่ย เป็นต้น

มะละกอทนความแห้งแล้งได้ดีพอสมควร แต่ไม่ทนน้ำท่วมและความชื้นแฉะ

ประโยชน์มะละกอด้านยา นำมาใช้ได้หลายรูปแบบ จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน เมื่อ 40-50 ปีมาแล้ว คุณแม่แนะนำถ่ายทอดความรู้ว่า ถ้าเป็นหวัดให้เอาใบมะละกอแก่ทั้งก้านทั้งใบมามัดต้ม แล้วใช้ไอรมแก้อาการหวัด ลดน้ำมูกไหลก็จะหายไปสิ้น ซึ่งก็ได้ใช้กับตัวเองและลูกๆ มาตลอด

นอกจากนี้ ในเอกสารหลายแหล่งบันทึกการใช้ประโยชน์ทางยาของมะละกอว่า

ยาง ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน ถ่ายพยาธิไส้เดือน กัดหูด ใช้ลบรอยฝ้าบนใบหน้า

ราก ใช้ต้มกินขับปัสสาวะ

เมล็ดแก่ ใช้ถ่ายพยาธิ แก้กระหายน้ำ

ใบ ใช้บำรุงหัวใจ

ผลดิบ ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับปัสสาวะ

ผลสุก ใช้บำรุงธาตุ แก้ธาตุไม่ปกติ แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ

มะละกอที่พบในประเทศไทยมี 2 รูปแบบ เรียกกันว่า มะละกอตัวเมียและมะละกอตัวผู้

มะละกอตัวเมีย คือมะละกอที่ให้ลูกตามปกติทั่วไป

ส่วน มะละกอตัวผู้ คือมะละกอที่ช่อดอกมีก้านยาว ให้ผลขนาดเล็ก คนทางภาคเหนือ ภาคกลางหรือภาคใต้ ถ้าเห็นมะละกอตัวผู้มักจะฟันทิ้ง

แต่ในภาคอีสานกลับมีความเชื่อว่าต้องปลูกมะละกอตัวผู้ (ทางอีสานเรียกว่า “หมากหุ่งติ่ง” หรือ “หมากหุ่งสาย”) เอาไว้หน้าบ้านทุกบ้าน เพราะเป็นพืชมงคล

ดอกมะละกอตัวผู้จะหอมอ่อนๆ เมื่อได้กลิ่นจะทำให้อยากอาหาร โดยเฉพาะผู้สูงวัย กลิ่นนี้จะเป็นตัวกระตุ้นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังมีความรู้ที่ตอบโจทย์คนอีสานที่มักจะพบกับปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “โรคไหลตาย” โรคนี้จะแสดงอาการตอนนอนหลับ ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจติดขัด วิธีปฐมพยาบาลตามภูมิปัญญาอีสาน คือ ให้เอาช้อนงัดปาก แล้วเอาก้านของมะละกอตัวผู้ สอดเข้าไปเพื่อช่วยการหายใจ

ยางมะละกอจะไปช่วยกัดเสมหะ และท่อของก้านของมะละกอตัวผู้ที่มีขนาดเล็กจะช่วยทำให้หายใจได้ดีขึ้น

มะละกอเป็นพืชต่างถิ่น แต่น่าทึ่งที่คนไทยสามารถเรียนรู้และสร้างภูมิปัญญานำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ปีนี้เขาว่าแล้ง ปลูกมะละกอสู้ภัยได้ทั้งอาหารและยาแน่นอน •

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง

มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...