โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

17 ปี อีฟแอนด์บอย จากร้านโชห่วย สู่บิวตี้สโตร์หมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 เม.ย. 2565 เวลา 14.03 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 14.00 น.

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้านบิวตี้สโตร์แบบมัลติแบรนด์จากหลากสัญชาติกรีฑาทัพเข้ามาบุกตลาดเมืองไทยจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการไทยหลายรายกระโดดเข้ามร่วมวงธุรกิจนี้ที่กำลังเติบโตสูง และว่ากันว่าทั้งอุตสาหกรรมมีมูลค่าหลักแสนล้านบาท

แต่จากปัจจัยลบหลายอย่างที่เข้ามาดิสรัป ทั้งเทคโนโลนยี พฤติกรรมลูกค้า คู่แข่งที่มีมากขึ้น และการเข้ามาของโควิด-19 ก็ส่งผลให้หลายแบรนด์ล้มหายตายจากไปในที่สุด

และ “อีฟแอนด์บอย” คือบิวตี้สโตร์สัญชาติไทย ที่ฝ่ามรสุมต่างๆมาได้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขยายสาขาสร้างการเติบโตจนเข้าไปครองใจสาวๆรักสวยทั่วประเทศ “ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมสัมภาษณ์ “หิรัญ ตันมิตร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ถึงที่มา แผนงาน และการดำเนินงานนับจากนี้

จากโชห่วยสู่บิวตี้สโตร์

“หิรัญ” เผยว่า อีฟแอนด์บอยเริ่มต้นมาจากธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นในจังหวัดมหาสารคาม แต่ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ขายสินค้าแต่ละอย่างก็มีกำไรน้อย ทำให้เริ่มมองหาโอกาสต่อยอดการเติบโตใหม่ๆให้ธุรกิจ จึงมาตกผลึกที่ร้านขายเครื่องสำอางอีฟแอนด์บอย เมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 4,600 ล้านบาท ในปี 2562 มีสินค้ากว่า 40,000 รายการ จากกว่า 1,000 แบรนด

ก่อนสถานการณ์โควิดจะพลิกให้ยอดขายบริษัทลดลงอีกครั้งในปี 2563 กว่า 30% นับเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2547 ขณะที่ปี 2564 ก็ยังทรงตัวจากปี 2563 ทำให้ต้องมีการปรับแผนงานอย่างอีกระลอก เพื่อรับมือกับสถานการณ์และพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้วยการปรับกลยุทธ์การตลาดในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาช่องทางช้อปปิ้งออนไลน์ในปี 2563 เป็นครั้งแรก ผ่าน e-Commerce และ Social Commerce ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าทางเว็บไซต์ www.EVEANDBOY.com หรือแอปพลิเคชัน EVEANDBOY เพิ่มความสะดวกสบายและยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้า สร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมั่นใจว่าสิ้นปีนี้ยอดขายผ่านออนไลน์จะโตอีก 2.3 เท่า แตะ 500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของยอดขายรวม ทำให้ลูกค้าออนไลน์ของอีฟแอนด์บอย เป็นลูกค้าใหม่ 58% และลูกค้าเก่า 42% แต่กลุ่มลูกค้าใหม่นั้นเติบโตสูงกว่ามาก

พร้อมกับการมุ่งเน้นสินค้ากลุ่มเวชสำอางและสกินแคร์เพิ่มขึ้น เนื่องจากพบว่า เทรนด์การแต่งหน้าเปลี่ยนจากความสวยงามไปโฟกัสที่การดูแลผิวแทนและเป็นการแต่งหน้าเฉพาะส่วนเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงในปีนี้จะมีสินค้าเคาน์เตอร์แบรนด์และน้ำหอมแบรนด์ดังมาเสริมทัพ พร้อมด้วยกลุ่มสินค้า K-Beauty เครื่องสำอางจากเกาหลีที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นให้เลือกอย่างหลากหลายแบรนด์ ตอบโจทย์ความต้องการในทุกเซกเมนต์

สัดส่วนสินค้าจากแต่เดิมก่อนเกิดโควิดระบาด อันดับ 1 คือกลุ่ม Make Up 48% แต่หลังเกิดการระบาดขึ้น หมวดสินค้าอันดับ 1 กลายมาเป็นสกินแคร์ 38% แทน นั่นทำให้บริษัทหันมาเพิ่มพอร์ตสินค้าหกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น

กางแผน 3-5 ปีทะยานเป้าหมื่นล้าน

และแม้ยอดขายผ่านออนไลน์จะไปได้สวย แต่ในธุรกิจเครื่องสำอาง “หิรัญ” มองว่า การได้ทดลองใช้คือหัวใจหลักของการขายเครื่องสำอาง แม้จะมีเทคในโลยีเข้ามาช่วยในการทดสอบสี แต่ยังไม่ตอบโจทย์คุณสาวๆร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือการซื้อแต่ละครั้ง จำเป็นต้องทดสอบสี กลิ่น เนื้อสัมผัส ทำให้ยังมีการเดินหน้าลงทุนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยวางแผน 3-5 ปี นับจากขยายสาขาเฉลี่ยปีละ 3 สาขา พื้นที่ตั้งแต่ 600 ตร.ม.ขึ้นไป ภายใต้งบการลงทุน 80 ล้านบาทต่อแห่ง คิดเป็นเงินลงทุนการขยายสาขาเฉลี่ย 240 ล้านบาทต่อป

โดยในปีนี้ อีฟแอนด์บอย มีแพลนเปิดสาขาใหม่อีก 3 แห่ง ประเดิมปีนี้ด้วยการเปิดสาขา MBK Center เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา แห่งที่ 2 ที่ศรีคอนศรีนครินทร์ ในช่วงไตรมาส 3 ขณะที่อีกหนึ่งแห่งคาดว่าจะเปิดบริการในช่วงไตรมาส 4 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพื้นที่และขั้นตอนการเจรจาธุรกิจ ปัจจุบันอีฟแอนด์บอยมีทั้งหมด 16 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 12 สาขา และต่างจังหวัด 4 สาขา

“แม้อีฟแอนด์บอยจะเติบโตมาจากต่างจังหวัด จนกลายเป็นบิวตี้สโตร์มัลติแบรนด์ชั้นนำสัญชาติไทย แต่ปัจจุบันอีฟแอนด์บอยกลับมีสาขาในต่างจังหวัดเพียง 4 แห่ง คือที่ ขอนแก่น โคราช พัทยาและเชียงใหม่ แต่การขยายสาขายังคงโฟกัสในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก เพราะกลุ่มลูกค้า กำลังซื้อ ตอบโจทย์โพซิชั่นของแบรนด์มากกว่า ซึ่งหากในอนาคตครอบคลุมจนทั่วเขตทำเลทองแล้ว จึงจะต่อยอดโมเดลขนาดเล็กในพื้นที่รองต่อไป”

โดยวางเป้าหมายการเติบโตในปี 2565 ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ก่อนที่จะกลับมาเร่งเครื่องแผนงานที่เคยวางไว้ตลอดช่วง 3-5 ปีนับจากนี้ ด้วยการสยายปีกทั้งไทย และต่างประเทศอีกครั้ง หลังต้องพับแผนงานไปเพราะสถานการณ์โควิด พร้อมๆกับโกยรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาทในอีก 5 ปี เนื่องจากมองเห็นสัญญาณบวกในตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจากทราฟฟิกเข้าร้านเพิ่มขึ้น 50% เทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้การผ่อนคลายมาตรการและสถานการณ์ที่ดีขึ้น เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกอย่างแน่นอน โดยจากนี้ไปหากการใช้ชีวิตเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง จะได้สัดส่วนสินค้าในกลุ่ม Make Up โดยเฉพาะลิปสติก กลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดและขายดีที่สุดอีกครั้ง

น่าจับตาบิ้วตี้สโตร์สัญชาติไทยรายนี้จะทะยานได้ไกลในตลาดต่างประเทศได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ เชื่อว่าคุณสาวๆ ทุกคนในไทยรู้จักเป็นอย่างดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...