โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Apple ปล่อย 2 ฟีเจอร์สุขภาพ ตรวจจับ 'ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ' และเปลี่ยน AirPods Pro เป็น 'เครื่องช่วยฟัง' ในประเทศไทยแล้ว

Techsauce

เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 10.03 น. • Techsauce Team
Sleep Apnea

Apple เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ประกาศเปิดตัวชุดฟีเจอร์สุขภาพครั้งใหญ่บนอุปกรณ์สวมใส่ยอดนิยมอย่าง Apple Watch และ AirPods Pro 2 โดยมีไฮไลต์สำคัญคือฟีเจอร์แจ้งเตือน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) บน Apple Watch และการพลิกโฉม AirPods Pro 2 ให้กลายเป็นเครื่องช่วยฟังระดับคลินิกที่เข้าถึงง่าย นับเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลก

Apple Watch: ผู้ช่วยเฝ้าระวัง 'ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ' จากข้อมือของคุณ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) เป็นความผิดปกติทางการหายใจที่การหายใจหยุดชะงักซ้ำๆ ระหว่างการนอนหลับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ คาดการณ์ว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้มากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก และส่วนใหญ่มักไม่เคยได้รับการวินิจฉัย หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานประเภท 2 และโรคหัวใจApple ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อรับมือกับปัญหานี้โดยตรง

การทำงานของฟีเจอร์:

  • Breathing Disturbances Metric: Apple Watch จะใช้เซ็นเซอร์ Accelerometer (มาตรวัดความเร่ง) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้อมือ ซึ่งสัมพันธ์กับการหยุดชะงักของรูปแบบการหายใจปกติขณะนอนหลับ
  • การวิเคราะห์และแจ้งเตือน: ระบบจะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการรบกวนการหายใจของคุณเป็นระยะเวลา 30 วัน หากพบรูปแบบที่สอดคล้องกับสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับปานกลางถึงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง Apple Watch จะส่งการแจ้งเตือนให้คุณทราบ เพื่อให้คุณสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไป
  • ข้อมูลเชิงลึกในแอป Health: ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลการรบกวนการหายใจ (Breathing Disturbances) ในแต่ละคืนได้ในแอป Health บน iPhone ซึ่งจะแสดงผลเป็น "สูง" (Elevated) หรือ "ไม่สูง" (Not Elevated) พร้อมดูกราฟย้อนหลังได้ 1 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี
  • ส่งออกรายงาน PDF: เพื่อการสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ใช้สามารถส่งออกรายงานในรูปแบบ PDF ที่แสดงข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับช่วงเวลาที่อาจเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และข้อมูลการรบกวนการหายใจย้อนหลัง 3 เดือนได้

ฟีเจอร์นี้ได้รับการพัฒนาโดยใช้ Machine Learning ขั้นสูงและชุดข้อมูลขนาดใหญ่จากการทดสอบภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับคลินิก ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูง

สิ่งที่ต้องมีเพื่อใช้งานฟีเจอร์ Sleep Apnea Notifications:

  • Apple Watch Series 9 หรือใหม่กว่า หรือ Apple Watch Ultra 2 ที่ใช้ watchOS เวอร์ชันล่าสุด
  • iPhone ที่อัปเดตเป็น iOS เวอร์ชันล่าสุด
  • ต้องตั้งค่าการนอนหลับ (Sleep) และเปิดใช้งาน "Track Sleep with Apple Watch"
  • ต้องสวมใส่ Apple Watch นอนหลับอย่างน้อย 10 คืนภายในระยะเวลา 30 วัน
  • ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

AirPods Pro 2: มิติใหม่ของสุขภาพการได้ยินแบบครบวงจร

Apple ไม่ได้หยุดแค่สุขภาพการนอน แต่ยังมอบประสบการณ์สุขภาพการได้ยินแบบ End-to-End เป็นครั้งแรกของโลก ผ่าน AirPods Pro 2 ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การรับรู้ และการช่วยเหลือ

1. การป้องกัน (Prevention): Loud Sound Reduction

เพื่อลดการสัมผัสเสียงดังในสภาพแวดล้อมที่อาจทำลายการได้ยิน AirPods Pro 2 มาพร้อมฟีเจอร์ Loud Sound Reduction ที่ใช้ชิป H2 ในการลดเสียงดังที่รุนแรงลงแบบเรียลไทม์ 48,000 ครั้งต่อวินาที เมื่อเปิดใช้งานโหมด Transparency หรือ Adaptive Audio ช่วยให้คุณยังคงได้ยินเสียงรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัยยิ่งขึ้น

2. การรับรู้ (Awareness): Hearing Test ระดับคลินิก

หลายคนสูญเสียการได้ยินอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว Apple จึงเปิดตัวฟีเจอร์ Hearing Test ที่ให้ผู้ใช้สามารถทดสอบการได้ยินของตนเองได้จากที่บ้าน โดยใช้เวลาเพียง 5 นาที ผ่าน AirPods Pro และ iPhone หรือ iPad ที่รองรับ การทดสอบนี้ใช้วิธีการเดียวกับมาตรฐานในคลินิก (Pure-tone audiometry) เมื่อเสร็จสิ้น ผู้ใช้จะได้รับผลสรุปที่เข้าใจง่าย พร้อม Audiogram ที่สามารถเก็บไว้ในแอป Health หรือแชร์ให้แพทย์ดูได้

3. การช่วยเหลือ (Assistance): ฟีเจอร์ Hearing Aid บน AirPods Pro

นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด AirPods Pro 2 สามารถเปลี่ยนเป็น เครื่องช่วยฟัง (Hearing Aid) ที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ได้ (Over-the-counter) สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

  • ฟีเจอร์นี้จะใช้โปรไฟล์การได้ยินที่ได้จาก Hearing Test มาปรับแต่งเสียงรอบข้างแบบไดนามิกให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การสนทนาและการมีส่วนร่วมกับสิ่งแวดล้อมดีขึ้น
  • โปรไฟล์การได้ยินนี้จะถูกนำไปปรับใช้กับการฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม และการโทรศัพท์โดยอัตโนมัติในทุกอุปกรณ์ของ Apple โดยไม่ต้องตั้งค่าใหม่

Sarah Herrlinger ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายและการริเริ่มด้านการเข้าถึงทั่วโลกของ Apple กล่าวว่า "ฟีเจอร์เหล่านี้บน AirPods Pro จะสร้างผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก โดยการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพการได้ยินและมอบเครื่องมือใหม่ๆ ที่ปรับแต่งได้ เพื่อช่วยให้พวกเขายังคงเชื่อมต่อกับโลกรอบตัว"

ฟีเจอร์ Hearing Aid ได้เริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานแล้วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น และมาเลเซีย โดยผู้ใช้ในไทยสามารถรอติดตามการอัปเดตซอฟต์แวร์ในอนาคตอันใกล้นี้ได้

ที่มา: Macrumors และ Macrumors

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...