โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

DELTA เปิดโรงงานแห่งที่ 8-ศูนย์ R&D ปักหมุดยุทธศาสตร์ดันไทยเป็นฮับอีวีโลก เจาะตลาดอาเซียน-ออสเตรเลีย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 มี.ค. 2567 เวลา 11.14 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2567 เวลา 11.00 น.
DELTA

DELTA ทุ่มเฉียด 3,000 ล้านบาท ปักหมุดยุทธศาสตร์ดันไทยเป็นฮับอีวีโลก เปิดโรงงานใหม่แห่งที่ 8 – R&D Center เจาะตลาดอาเซียน-ออสเตรเลีย รับคลื่นอุตสาหกรรมอีวี ปี 67 ตั้งกรอบลงทุน 300 ล้านเหรียญ ดันไทยเป็นฮับอีวีโลก

วันที่ 22 มีนาคม 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวปาฐกถาในการเปิดอาคาร Delta Plant 8 และศูนย์วิจัยและการพัฒนาด้านยานยนต์ไฟฟ้า (R&D Center) ของบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ว่า เดลต้าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยโรงงานที่เปิดในวันนี้เป็นผลจากการขยายกำลังการผลิต

โดยเฉพาะในภาคยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่จะเสริมสร้างและรักษาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ตลอดจนวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ที่มุ่งขับเคลื่อน 2 อุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์

ได้แก่ ศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub) และศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Hub) รวมทั้งบริษัทยังมีความร่วมมือกับภาครัฐผ่านโครงการพัฒนาทุนมนุษย์ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีมูลค่าสูงและโอกาสทางธุรกิจให้กับประเทศอย่างมาก

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่บริษัทเปิดโรงงานเดลต้าแห่งที่ 8 และศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ ณ นิคมอุตสาหกรรมบางปู มีเป้าหมายเพื่อรองรับและขยายการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของบริษัทไปยังลูกค้าระดับโลก ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนเกือบ 3,000 ล้านบาท

ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ของเราจะช่วยพัฒนาเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายผลักดันเศรษฐกิจและให้ไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภูมิภาค โดยโรงงานแห่งใหม่และศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้ง 2 แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30,400 ตารางเมตร

นายวิคเตอร์กล่าวว่า ตลอด 35 ปี เดลต้ามีลูกค้าระดับโลก ได้แก่ ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำจากยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น โดยประเทศไทยนับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย ซี่งเรานับเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอีวีในประเทศไทย เพราะในกระบวนการผลิต เราใช้ชิ้นส่วนจากในประเทศถึง 50% และในอนาคตมีแนวโน้มที่จะขยายไปถึง 80%”

“ด้วยเหตุนี้การเข้ามาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า EV ค่ายรถจีนเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ประกอบกับทิศทางตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างมาก ผมคาดว่า ตลาด EV ในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะพุ่งสูงขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 10% ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมด จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มกำลังการผลิต ดังนั้น โรงงานใหม่แห่งนี้จะเสริมรายได้ของบริษัทเติบโตให้เป็น 2 เท่า จากธุรกิจผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอีวี โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ล้านดอลลาร์ จาก 1,200 ล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา”

ปัจจุบันกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทมีตั้งแต่ผลิตภัณฑ์การจัดการพลังงาน รวมถึงเครื่องชาร์จในตัว, ตัวแปลง DC/DC และผลิตภัณฑ์ระบบส่งกำลัง รวมทั้ง Traction inverter และ Traction motor โซลูชั่นการจัดการความร้อนและอุปกรณ์ที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง Passive component ส่วนที่เหลือ เช่น เซมิคอนดักเตอร์เป็นการนำเข้าทั้งหมด

นายวิคเตอร์กล่าวอีกว่า บริษัทวางงบลงทุน 200-300 ล้านดอลลาร์ ในปี 2567 เพื่อก่อสร้างโรงงานใหม่และซื้ออุปกรณ์สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงลงทุนด้านเครื่องจักรอัตโนมัติ อีกทั้งอยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) โดยเบื้องต้นคาดว่ารายได้ของบริษัทไตรมาส 1 ปี 2567 จะเติบโตขึ้นเล็กน้อย

ทว่านอกเหนือจากการลงทุนขยายกำลังผลิตแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาบุคลากรคนรุ่นใหม่ ซึ่งปีนี้ลงทุนด้านวิจัยถึง 7% เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีป้อนอุตสาหกรรมไฮเทคมากขึ้น ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : DELTA เปิดโรงงานแห่งที่ 8-ศูนย์ R&D ปักหมุดยุทธศาสตร์ดันไทยเป็นฮับอีวีโลก เจาะตลาดอาเซียน-ออสเตรเลีย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...