โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

บันไซ : เมื่อญี่ปุ่นขึ้นไทย ในสงครามมหาเอเชียบูรพา | ณัฐพล ใจจริง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 ธ.ค. 2566 เวลา 07.04 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2566 เวลา 02.04 น.

ไทย คือ ประตูสู่พม่าและมลายู

ด้วยเหตุที่ไทยเป็นเหมือนบานประตูเปิดเข้าสู่อินเดีย พม่า มลายู และสิงคโปร์ของญี่ปุ่น การเดินทัพผ่านไทยของกองทัพญี่ปุ่นจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก

เช้าตรู่ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าทางอรัญประเทศ จ.ปราจีนบุรี พระตะบอง พิบูลสงคราม พร้อมยกพลขึ้นบกที่บางปู จ.สมุทรปราการ รวมทั้งที่ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี

สำหรับทางภาคใต้นั้นมีการสู้รบกันอย่างรุนแรงระหว่างทหารไทยกับญี่ปุ่น

สายวันนั้นเอง ฯพณฯ ทสุโบกามิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยยื่นคำขาดขอให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไทย โดยญี่ปุ่นจะรับรองเอกราชและอธิปไตยของไทย

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการอภิปรายในคณะรัฐมนตรีกันอย่างหนัก แต่ไทยไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ จึงยินยอมตามคำขอของญี่ปุ่น (กอบเกื้อ, 35)

นักวิชาการชาวญี่ปุ่นเห็นว่า แม้นญี่ปุ่นจะใช้วิธีทางการทูตในการเจรจาขอเดินทัพผ่านไทยก็ตาม แต่เป็นวิธีการทางการทูตที่มีอำนาจทางการทหารหนุนหลัง (อิชิอิ โยเนโอะ และ โยชิกาวะ โทชิฮารุ, 217)

อีกราว 1 เดือนต่อมา จอมพล ป.ได้รับรายงานจากหลวงวิจิตรวาทการ รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศว่า ญี่ปุ่นแสดงความไม่พอใจอย่างมากที่ไทยยังไม่ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐ เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นรบรุดไปข้างหน้า แต่ยังมีความกังวลแนวหลังของการรบ ตราบใดที่ไทยยังไม่ประกาศสงครามให้แน่ชัด

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 (กนต์ธีร์ ศุภมงคล, 2527, 50-51)

เมื่อญี่ปุ่นบุก

การเตรียมความพร้อมของญี่ปุ่นในด้านการข่าวและพาหนะขนส่งนั้นมีผู้บันทึกว่า ในช่วงก่อนสงครามไม่นานนัก มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวพระนครมากกว่าปกติทั่วไป ร้านค้าญี่ปุ่นเล็กๆ ก็ปรากฏว่ามีรถยนต์ใช้กันถึงร้านละ 2-3 คันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจ (เสถียร ตามรภาค, 2518, 16)

ก่อนญี่ปุ่นบุกไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2484 เสถียร ตามรภาค นายทหารไทยคนหนึ่ง เล่าว่า เขาเปิดรับฟังวิทยุอังกฤษจากฮ่องกง มีการประกาศเตือนรัฐบาลไทยว่า มีขบวนเรือรบญี่ปุ่นประมาณ 70 ลำ แล่นเข้ามาสู่อ่าวไทย ขอให้ไทยจงระวังตัว

ในเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2484 วันที่ญี่ปุ่นบุกขึ้นไทยตามชายแดนนั้น เมื่อวิทยุกรมโฆษณาการว่า ญี่ปุ่นบุกขึ้นไทยแล้ว ในพระนคร พบเห็นเครื่องบินลำหนึ่งบินลงมาต่ำและบินวนเหนือสนามม้านางเลิ้ง เพื่อดูการปูผ้าขาวอันเป็นสัญลักษณ์ว่า ไทยยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไทยไปยังพม่าและมลายู (เสถียร ตามรภาค, 2518, 126)

จากความทรงจำของชาวบ้านแถบสถานีรถไฟบางกอกน้อยเล่าว่า ในวันที่ญี่ปุ่นเข้าไทยนั้น ในตอนสายๆ มีเครื่องบินญี่ปุ่นบินโปรยใบปลิวไปทั่วพระนคร เพื่อขอความเห็นใจและเรียกร้องให้คนไทยให้ความช่วยเหลือกองทัพญี่ปุ่น (สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์, 2553, 266-267)

ในช่วงที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นฝั่งทางภาคใต้นั้น ที่สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างที่นายทหารญี่ปุ่นยศพันโทคนหนึ่งยืนประกาศข่าวให้ประชาชนฟังถูกประชาชนยิงด้วยปืนลูกซองตายแต่จับตัวผู้ยิงไม่ได้ อีกวันหรือสองวันหลังจากการสื่อสารถ้วนถึงแล้วการต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นทางใต้จึงได้สงบลงได้ (เสถียร, 2518, 128)

และหากใครเปิดวิทยุในคืนวันที่ 8 ธันวาคมนั้น วิทยุกรมโฆษณาการรายงานข่าวการเคลื่อนไหวของกองทัพญี่ปุ่นเป็นระยะให้ประชาชนทราบ

ก่อนญี่ปุ่นบุก

สถานทูตฯ พาชาวญี่ปุ่นหลบภัย
ในเรือกลางเจ้าพระยา

ท่ามกลางบรรยากาศที่คุกรุ่นในภูมิภาค กองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนพลเข้าอินโดจีนฝรั่งเศสอย่างคึกคัก ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกไทยในเช้าตรู่ 8 ธันวาคมนั้น มาซาโอะ เซโตะ เด็กญี่ปุ่นที่อาศัยในพระนครช่วงเวลานั้น บันทึกว่า ชุมชนชาวญี่ปุ่นในพระนครทราบข่าวในทางลับก่อนกองทัพญี่ปุ่นบุกไทยแล้ว

โดยในคืนวันที่ 7 ธันวาคม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนกองทัพญี่ปุ่นบุกไทย สถานทูตสมัยนายทสุโบกามิจัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์ที่โรงเรียนญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ในสมาคมญี่ปุ่น ถนนสุรวงศ์ เป็นกโลบายในการดึงชาวญี่ปุ่นมาชุมนุมกัน จากนั้น สถานทูตจัดรถบรรทุกหลายคันเข้ามารับคนญี่ปุ่นในโรงเรียนไปขึ้นเรือแกงจีส มารุ ที่สถานทูตจัดไว้ที่ท่าเรือมิตซุยที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บางรัก

ภายในเรือ ผู้โดยสารเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิงแก่และเด็กราว 700 คน เช้าของวันที่ 8 เขาจึงทราบข่าวว่าญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกไทยแล้ว เขาอยู่บนเรือจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม สถานทูตจึงปล่อยตัวทุกคนลงจากเรือ (มาซาโอะ เซโตะ, เล่ม 1, 2548, 69-74)

ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้าพระนครแล้ว กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดสถานที่ราชการและเอกชนหลายแห่งในการตั้งกองทหารเพื่อควบคุมพระนครและประเทศไทย สำหรับพระนครแล้ว มีกองทหารตั้งอยู่หลายแห่ง เช่น สวนลุมพินี หน้าภัตตาคารห้อยเทียนเหลา ข้างโรงแรมโอเรียนเต็ลบางรัก หน้าห้องสมุดเนลสัน เฮย์ถนนสุรวงศ์ และมีกองทหารสารวัตรตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนชาวญี่ปุ่นต่างๆ ด้วย

จากความทรงจำของเด็กไทยลูกจีนชาวนครชัยศรี บันทึกว่า ภายหลังญี่ปุ่นบุกแล้ว ทางราชการจัดให้นักเรียนไปโบกธงไทย-ญี่ปุ่น ต้อนรับทหารญี่ปุ่นและทูตญี่ปุ่นตามสถานีต่างๆ ตามเส้นทางรถไฟสายใต้พร้อมร้องไชโยๆ อีกทั้งตามแนวรางรถไฟ และริมถนน ปรากฏป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เป็นภาพทหารไทยกับทหารญี่ปุ่นจับมือกัน (ช.งิ้วราย, 2546, 40-41, 55)

จากประสบการณ์ของทหารไทยผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่สารวัตรทหารผสมไทย-ญี่ปุ่นเล่าว่า กองทัพญี่ปุ่นยึดสวนลุมพินีเป็นค่ายพักทหาร มีรถถังจอดเรียงรายจำนวนมาก มีหน่วยพลาธิการจัดการต้มน้ำชงชาและหุงหาอาหารเลี้ยงกำลังพล มีการจัดสถานที่อาบน้ำ บริเวณที่อาบน้ำไม่มีฝากั้น มีเครื่องสูบน้ำจากคูในสวนลุมฯ ขึ้นมามีเครื่องกรองน้ำให้สะอาดก่อน เหล่าทหารจะแก้ผ้าอาบน้ำกัน ในค่ายทหาร ร้องเพลงปลุกใจกันดังลั่นจนถึงเที่ยงคืน (เสถียร, 130)

ด้วยเหตุที่ทหารญี่ปุ่นคิดว่า ไทยตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่นจึงมักใช้อำนาจบาตรใหญ่ เช่น มีเหตุแย่งชิงอาหาร ผลไม้ในตลาดโดยทหารญี่ปุ่นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อรถบรรทุกทหารญี่ปุ่นที่จะไปสมรภูมิเห็นแม่ค้าไทยหาบกล้วยหอม มะพร้าวเผา และขนมตามท้องถนน รถเหล่านี้มักหยุดรถและมีทหารลงมาแย่งชิงสินค้าไปทั้งหาบ แม่ค้าเหล่านั้นเป็นหญิงชรา อ่านหนังสือไม่ออกจึงจำทะเบียนรถทหารไม่ได้ รู้แต่เพียงเป็นรถบรรทุกมีตราดาวซึ่งเป็นของกองทัพบกญี่ปุ่น

ทำให้สารวัตรทหารฝ่ายไทยต้องไปเจรจาให้ทหารญี่ปุ่นชำระค่าสินค้าเหล่านั้นแก่แม่ค้าชาวไทยเสีย (เสถียร, 132)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...