เงินสำรองฉุกเฉิน ยุคนี้ต้องมีเท่าไหร่ถึง 'รอด'
ทำความรู้จัก “เงินสำรองฉุกเฉิน” หลังโลกออนไลน์ตื่นตระหนก คนไทยต้องมีเงินสำรองถึง 6 เดือนขึ้นไป แท้จริงแล้วต้องมีเก็บเท่าไหร่และทำไมต้องมี
หลังสมาคมนักวางแผนการเงินไทยให้คำแนะนำประชาชนวางแผนเงินรับมือหลังจากต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ และสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเหตุแผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ทำให้สังคมออนไลน์ตั้งคำถามถึงเรื่องนี้
เริ่มต้นที่คำถามง่าย ๆ ว่า ทำไมต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน และตามมาด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่อาจทำให้เก็บเงินไว้สำรองจ่ายได้ตามเป้า 6 เดือน-1 ปี ประชาชาติธุรกิจ พาไปหาคำตอบของเรื่องนี้
ทำไมต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน ?
เงินสำรองฉุกเฉินคือ เงินที่สะสมไว้เพื่อใช้ในเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือสถานการณ์ที่ไม่ได้ถูกคาดการณ์มาก่อนหน้า เช่น การออกจากงาน เหตุจำเป็นต้องใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล โดยจำเป็นต้องมีสภาพคล่องสูง สามารถนำออกมาใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของเงินฝากในธนาคาร หรือกองทุนรวมตลาดเงิน
โดยที่เงินฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเงินสดเท่านั้น แต่ยังสามารถอยู่ในสภาพของทรัพย์สินในการลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ ประเภทกองทุน หรือตราสารหนี้ โดยที่เงินสำรองฉุกเฉินจะช่วยลดความเดือดร้อนด้านการเงินในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ โดยมีความสำคัญ ดังนี้
1. ลดความเครียดด้านการเงิน เมื่อเกิดการติดขัดด้านการเงิน จนทำให้เราต้องนำเงินในส่วนอื่นมาใช้ อาจทำให้แผนการใช้เงินเปลี่ยนแปลงฉับพลัน และเกิดภาวะเครียด การมีเงินสำรองฉุกเฉินสำรองสำหรับใช้จ่ายในเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะช่วยลดความตึงเครียดในการหมุนเงินมาใช้ได้เป็นอย่างดี
2. ควบคุมการใช้จ่าย-วางแผนการเงิน การหักเงินบางส่วนไปเป็นเงินสำรอง ทำให้เราสามารถควบคุมการใช้จ่ายในจำนวนเงินที่เหลืออยู่ได้อย่างจำกัด ซึ่งจะช่วยให้คิดและไตร่ตรองในการใช้เงินได้มากยิ่งขึ้น โดยที่หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก็สามารถนำเงินสำรองมาใช้ได้โดยไม่ต้องหยิบยืมคนอื่น นอกจากนี้ ยังสามารถวางแผนเส้นทางการเงินได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
3. ลดการมีหนี้สินเพิ่ม การไม่มีหนี้สินถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของ ‘สุขภาพการเงินที่ดี’ เนื่องจากการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้สำหรับเหตุการณ์ที่คับขันนั้น ทำให้เราไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินที่อาจมาพร้อมค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในราคาสูง
ที่มาเงินสำรอง 6 เดือน
คำถามถัดมาคือ แล้วเงินฉุกเงินควรมีเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ และในความเป็นจริงก็ตอบเป็นตัวเลขได้ยาก เนื่องจากแต่ละบุคคลมีค่าใช้จ่ายและรายรับไม่เท่ากัน โดยทั่วไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินจึงแนะนำว่า ให้มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน หรือให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายไปอีก 3-6 เดือน
ยกตัวอย่างเช่น หากมีรายได้อยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 12,000 บาทต่อเดือน ก็ควรที่จะมีเงินเก็บอยู่ที่ 36,000-72,000 บาท
นอกจากนี้ ยังแบ่งเป็นกลุ่มอาชีพได้ดังนี้
กลุ่มอาชีพพนักงานเอกชน พนักงานเอกชนส่วนใหญ่มีรายได้ประจำที่แน่นอน แต่อาจมีความเสี่ยงที่จะตกงานได้หากบริษัทประสบปัญหา หรือเศรษฐกิจชะลอตัว ดังนั้น เงินสำรองฉุกเฉินจึงควรมีอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
กลุ่มอาชีพข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มีรายได้ประจำที่มั่นคงและมีโอกาสตกงานน้อย ดังนั้น เงินสำรองฉุกเฉินจึงอาจไม่ต้องมีมากเท่ากับกลุ่มอาชีพพนักงานเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินแนะนำว่า อาจเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 2-4 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
กลุ่มอาชีพอิสระ เป็นอาชีพที่มีรายได้แต่ละเดือนไม่แน่นอน เมื่อเทียบกับกลุ่มพนักงานประจำหรือข้าราชการ ดังนั้น จึงมีโอกาสตกงานหรือมีรายได้ลดลงได้สูง เงินสำรองฉุกเฉินจึงควรมีอย่างน้อย 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม เงินสำรองฉุกเฉินจะสามารถมีน้อยกว่าหรือมากกว่าที่ตั้งเกณฑ์ไว้ได้ แต่ข้อจำกัดของการมีเงินสำรองฉุกเฉินมากหรือน้อยเกินไปก็อาจส่งผลเสีย เช่น หากมีมากเกินไปอาจเสียโอกาสในการหาผลตอบแทนจากการลงทุน หรือน้อยเกินไปก็อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ดังนั้น การกำหนดเงินสำรองฉุกเฉินจึงควรพิจารณาตามเงื่อนไขในชีวิตและปัจจัยต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล เช่น ความมั่นคงทางรายได้ ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และสินทรัพย์อื่นที่มี
ข้อมูลจากMake by Kbank , SET
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินสำรองฉุกเฉิน ยุคนี้ต้องมีเท่าไหร่ถึง ‘รอด’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net