“มาซาฮิโร โมโร” มาสด้าดันไทยฐานผลิต xEVs
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ถือเป็นการประกาศเข้าสู่ยุคใหม่ อย่างเป็นทางการสำหรับค่ายรถยนต์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย หลังจากนายใหญ่ “มาซาฮิโร โมโร” ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศความชัดเจนและตอกย้ำว่า ไทยยังเป็นตลาดหลักที่สำคัญของมาสด้า
และมาสด้าเลือกใช้ไทย เป็นฐานผลิตรถยนต์ xEVs โดยเทเงินลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท พร้อมประกาศส่งรถใหม่เปิดตัว 5 รุ่น ทำตลาดภายใน 3 ปี ประเดิมส่งรถไฟฟ้า Mazda 6e โมเดลแรกปีนี้ เพื่อก้าวสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า ด้วยแนวทาง Multisolution และ Intentional Follower หรือการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
ยอดขายมาสด้าทำไมถึงลดลง
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยโดยรวมมีการเติบโตลดลง ประกอบกับมีค่ายรถยนต์แบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์จีน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่“บีบรัด กดดัน” มากสำหรับมาสด้า
และมาสด้าต้องตัดสินใจ ทำให้เทรนด์นี้ “เปลี่ยนแปลงไป” ด้วยการประกาศการลงทุนเพิ่มในประเทศไทย ส่งสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดโดยจับมือกับพาร์ตเนอร์
โดยเราหวังว่าเทรนด์ดังกล่าวจะ “หมุนกลับ” และทำให้สถานการณ์ของมาสด้าดีขึ้น
ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และมาสด้าดีใจ และภูมิใจที่เรายังอยู่ในประเทศไทย
เตรียมพร้อมเดินหน้าสู่ EV
จากการที่กำหนดเป้าหมายว่าภายในปี 2573 คาดว่ายอดขาย BEVs ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 25-40% ของยอดจำหน่ายทั่วโลกนั้น
สำหรับมาสด้าเราได้วางแผนนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มาพร้อมพลังงานไฟฟ้า
แน่นอนว่ามาสด้าอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ควบคู่กับการใช้แนวทาง Intentional Follower Approach โดยได้ศึกษาตลาดอย่างใกล้ชิดและรับฟังข้อคิดเห็นจากลูกค้าเพื่อให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ดีที่สุด
และคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 มาสด้าจะมียอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า BEVs เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อน 100% ของยอดจำหน่ายรวมทั้งหมด
วางแผนทีละสเต็ป
ทั้งนี้ เราได้กำหนดแผนงานการพัฒนารถยนต์ xEVs ที่ประกอบด้วยแผนกลยุทธ์ 3 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 เป็นการเตรียมความพร้อม, เฟสที่ 2 การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจาก HEV, PHEV และ BEV และเฟสที่ 3 เป็นการแนะนำรถไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
โดยเราเชื่อและยังคงเดินตามแนวทางพลังงานทางเลือกที่หลากหลาย หรือ Multisolution ที่มีทั้งเครื่องยนต์ไมลด์ไฮบริด (MHEVs), ไฮบริด (HEVs), ปลั๊ก-อินไฮบริด (PHEVs), ไฟฟ้า 100% (BEVs) และการใช้เครื่องยนต์โรตารี่เป็นตัวปั่นกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ (R-EVs) เพื่อไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาทั่วโลกให้ความสนใจรถ EV เพิ่มมากขึ้น ในแต่ละตลาดก็มีความแตกต่างกัน บางประเทศมีการชะลอตัว แม้ว่าเราจะเชื่อว่าภายในปี 2573 ขนาดของรถยนต์อีวีจะอยู่ที่ 25% ถึง 30% แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าน่าจะเป็นแค่ 25% ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของผู้บริโภค รูปแบบการใช้งานและไลฟ์สไตล์ รวมถึงงบประมาณที่แตกต่างกัน
และจากความแตกต่างตรงนี้ มาสด้าจะมีรถยนต์ไว้ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต
ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญของมาสด้า ซึ่งบริษัทตระหนักถึงกระแสตอบรับที่ดีและความต้องการรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องเร่งแผนในการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าให้เร็วขึ้นภายใต้การวางแผนในการแนะนำรถไฟฟ้าตามกลยุทธ์ 3 เฟส
โดยในเฟส 2 (ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2570) เราจะมีการเปิดตัวรถยนต์ภายใต้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในไทย ทั้ง BEV, PHEV, HEV จำนวนทั้งสิ้น 5 รุ่น ใน 3 ปี จะเป็นการนำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น และผลิตในไทย แบ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV 2 รุ่น, รถ PHEV 1 รุ่น และรถ HEV 2 รุ่น
โดยเริ่มรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่น Mazda 6e ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมาสด้าและพาร์ตเนอร์ในประเทศจีน มาเปิดตัวในปลายปีนี้ก่อน
จะลงทุนเพิ่มจาก 5 พันล้าน
การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนก้อนใหญ่แล้ว แต่ถ้าอนาคตมีความต้องการหรือจำเป็นจะต้องลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยต่อเนื่อง มาสด้าก็พร้อมจะพิจารณา
ส่วนเงินลงทุนเป็นจำนวนกว่า 5,000 ล้านบาทในครั้งนี้ มาสด้าหวังให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและการผลิต การผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้า xEVs รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามีการลงทุนทั้งการประกอบรถยนต์ การผลิตเครื่องยนต์, เกียร์ และแบตเตอรี่ ด้วยกำลังผลิตอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี ซึ่งจะใช้ทั้งโรงงานเอเอที บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และโรงงาน MPMT บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
นอกจากนี้ มาสด้าจะยังไม่ได้ละทิ้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน เพราะจะเห็นว่าการลงทุนรถยนต์ xEVs ครั้งนี้จะมีการใช้เครื่องยนต์เป็นพื้นฐาน และเรามีในส่วนของเครื่องยนต์ Sky G ที่จะต่อยอดและพัฒนาเพื่อให้มีการปล่อยค่าไอเสียน้อยที่สุด โดยพัฒนาเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน EURO 7 ให้ได้ เพื่อให้มีการพัฒนาเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม
และในปี 2570 น่าจะมีพลังงานใหม่ ๆ ในเชิงเทคโนโลยีเพื่อทำให้เกิดการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ได้อย่าง “เครื่องโรตารี่” มาสด้าก็ยังคงพัฒนาเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
รถ 6e ไม่มีแผนผลิตในไทย
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 6e เป็นรถรุ่นแรกที่เราจะนำเข้ามาทำตลาด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมาสด้ากับพันธมิตรในจีน ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราภาษีที่ดีอยู่แล้วสำหรับการนำเข้า ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องลงทุนเอง
แต่รถอีวีที่เราจะนำเข้ามานั้น มาสด้าจะไม่ละทิ้งความเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า โดยจะมีการปรับจูนช่วงล่าง, ยาง, การรักษาบาลานซ์ของรถให้อยู่ที่ 50/50 เพื่อเซตรถรุ่นนี้ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามาสด้า และแน่นอนว่าลูกค้าชาวไทยจะไม่ผิดหวัง
ประเมินการแข่งขันตั้งรับรถจีน
ต้องยอมรับว่าค่ายรถอีวีจีนมาได้ค่อนข้างเร็วและมีความชำนาญ แต่มาสด้าได้จับมือกับพาร์ตเนอร์ใส่ปัจจัยความต้องการความเป็นมาสด้าเข้าไป ทั้งความสวยงาม ประสิทธิภาพการขับขี่ ผสานกับอีวีจีน ทำให้รถของเราออกมาได้ในราคาเหมาะสม
และคนที่จะได้ประโยชน์สูงสุด คือ “คนใช้รถ”
สุดท้าย “มาซาฮิโร โมโร” ยังหยอดคำหวานไปยังรัฐบาลไทยว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่มาสด้าอยู่ในประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาลไทยมาอย่างต่อเนื่อง และมาสด้าเชื่อว่านโยบายการสนับสนุนพลังงานที่หลากหลาย หรือมัลติพาร์ตเวย์ จากรัฐบาลไทยจะเป็นนโยบายที่ดี และเดินมาถูกทางเช่นเดียวกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “มาซาฮิโร โมโร” มาสด้าดันไทยฐานผลิต xEVs
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net