โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ภาวะปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก...ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

Bumrungrad International

อัพเดต 30 ธ.ค. 2567 เวลา 03.43 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2567 เวลา 03.20 น.

อาการปัสสาวะรดที่นอน พบได้เป็นปกติในเด็กเล็ก แต่จะพบได้น้อยลงเมื่อเด็กอายุมากขึ้นภาวะนี้จะถือว่าผิดปกติ เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปที่ปัสสาวะรดที่นอนมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน เด็กอาจจะมาพบแพทย์ด้วยอาการปัสสาวะรดที่นอนเพียงอย่างเดียวหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น

  • มีอาการเจ็บเวลาปัสสาวะ ต้องเบ่งเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะเล็ดราด ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะขุ่นหรือกลิ่นแรงกว่าปกติ

  • ปัสสาวะบ่อยหรือ กลั้นปัสสาวะไม่ได้ตอนกลางวัน

  • ท้องผูกหรือกลั้นอุจจาระไม่ได้

  • มีโรคสมาธิสั้นหรืออยู่ไม่นิ่ง

  • อาการหิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด ผอมลง

  • เด็กนอนกรนหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาโรคหยุดหายขณะหลับจากการอุดกั้นทางเดินหายใจ (obstructive sleep apnea)

  • พฤติกรรมผิดปกติ เครียด แยกตัว ซึมเศร้า ก้าวร้าว

สาเหตุที่เด็กปัสสาวะรดที่นอน อาจเกิดจากสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจมีสาเหตุร่วมกัน ดังนี้

  • การนอนหลับลึกและสมองมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าน้อย ทำให้ไม่ตื่นเมื่อปวดปัสสาวะ
  • ปริมาณปัสสาวะมากตอนกลางคืน เป็นผลจากระดับฮอร์โมนบางชนิดที่ผิดปกติ ภาวะเบาหวาน เบาจืด
  • กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ
  • พันธุกรรม พบว่าหากพ่อแม่หรือพี่น้องมีประวัติปัสสาวะรดที่นอนเด็กก็จะมีโอกาสปัสสาวะรดที่นอนได้สูงถึง ร้อยละ 65 -75

ภาวะปัสสาวะรดที่นอนมี 2 ชนิดแบ่งตามประวัติการมีอาการ

1. ปฐมภูมิ ไม่เคยมีช่วงที่ไม่มีอาการมากกว่า 6 เดือน
2. ทุติยภูมิ เคยมีช่วงที่ไม่มีอาการมากกว่า 6 เดือน

ปัญหาที่ตามมาหรืออาจเกิดขึ้นในเด็กที่มีภาวะปัสสาวะรดที่นอน ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

1. เด็กจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองซึ่งมีผลต่อการเข้าสังคม
2. นอนหลับไม่สนิทซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ในช่วงกลางวันและมีผลต่อการพัฒนาการด้านอื่น
3. ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวแย่ลง ผู้ปกครองกังวลและหงุดหงิด

ภาวะปัสสาวะรดที่นอนสามารถรักษาได้ไหม

ภาวะปัสสาวะรดที่นอนสามารถรักษาให้หายได้ถ้าพ่อแม่ให้ความสนใจสังเกตในความผิดปกติของลูกและไม่นิ่งนอนใจในการเข้ารับการรักษาจากแพทย์
แนวทางการรักษา ภาวะปัสสาวะรดที่นอนมีหลายแบบขึ้นกับอายุและลักษณะนิสัยรวมถึงความร่วมมือของเด็กและผู้ปกครองโดยเบื้องต้นสามารถกระทำได้โดย

  • ปรับความเข้าใจของผู้ปกครองว่าภาวะปัสสาวะรดที่นอนนี้ไม่ใช่ความผิดของเด็ก การทำโทษเด็กให้ซักผ้าปูที่นอนหรือตำหนิว่ากล่าวไม่มีประโยชน์ การให้กำลังใจและ สร้างความมั่นใจ รวมถึงสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เด็กร่วมมือในการรักษา

  • การปรับพฤติกรรมเช่นไม่ดื่มน้ำหรือนมก่อนนอน 2 ชั่วโมงและควรให้เด็กปัสสาวะก่อนนอนทุกคืน

  • ฝึกการขับถ่ายปัสสาวะให้เป็นเวลา กระตุ้นให้เด็กปัสสาวะเป็นเวลาโดยรวมประมาณ 5 ครั้งต่อวันและให้เด็กปัสสาวะก่อนนอนทุกคืน

  • การดูแลไม่ให้ท้องผูก เด็กควรถ่ายอุจจาระทุกวันวันละ 1 ครั้งลักษณะอุจจาระจะต้องเป็นก้อนนิ่ม หากสังเกตว่าเด็กมีอาการท้องผูกควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

  • ปลุกให้ตื่นมาปัสสาวะโดยใช้อุปกรณ์ช่วยที่เรียกว่า enuresis alarm หรือ bedwetting alarm โดยวางตัวรับสัญญาณในกางเกงในหรือบนแผ่นรองเปื้อนบนที่นอนเมื่อเด็กปัสสาวะรดที่นอนจะมีสัญญาณดังขึ้นหรือสั่นเพื่อปลุกให้เด็กตื่นไปปัสสาวะ โดยวิธีนี้จะเป็นการฝึกสมองของเด็กจนในที่สุดเด็กจะตื่นไปปัสสาวะเองเมื่อมีอาการปวดปัสสาวะ

  • การใช้ยา หลังจากที่แพทย์ได้ตรวจผู้ป่วยแล้วแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาในการรักษา ปัจจุบันนี้มียารักษาภาวะปัสสาวะรดที่นอนอยู่ 3 กลุ่ม คือ

  • 6.1 ยาลดการผลิตน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณน้ำปัสสาวะน้อยลงในช่วงกลางคืนโดยให้รับประทานหรืออมยาก่อนนอนประมาณ 1 ชั่วโมงเมื่อใช้ยานี้ควรลดการดื่มน้ำในช่วงเย็นและก่อนนอนด้วย

  • 6.2 ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะทำให้การบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะลดลง เมื่อใช้ร่วมกับยาลดการผลิตน้ำปัสสาวะแล้วจะช่วยลดอาการปัสสาวะรดที่นอนได้ ผลข้างเคียงที่ อาจพบ ได้แก่ ท้องผูก ปากแห้ง ตามัว ตัวร้อน

  • 6.3 ยารักษาภาวะซึมเศร้าออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะและคลายกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะจะใช้ยากลุ่มนี้เมื่อไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย enuresis alarm และการใช้ยาในสองกลุ่มแรกยากลุ่มนี้อาจมีผลข้างเคียงต่อการทำงานของหัวใจ

สรุป

ภาวะปัสสาวะรดที่นอนในเด็กเป็นภาวะที่สามารถวินิจฉัยได้เมื่อผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 5 ปี ที่ปัสสาวะรดที่นอนมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน โดยการรักษาจะให้ความสำคัญกับการรักษาแบบองค์รวมโดยสหวิชาชีพรวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ป่วยและครอบครัวทั้งนี้การรักษาสามารถทำได้โดยไม่ใช้ยา เช่นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเสริมแรงบวกเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยอยากร่วมมือในการรักษา โดยการให้สติกเกอร์หรือรางวัลในทุกวันที่ผู้ป่วยไม่มีการปัสสาวะรดที่นอนหรือการตั้งปลุกให้ผู้ป่วยลุกขึ้นมาปัสสาวะ ในกรณีที่จำเป็นต้องรักษาโดยการใช้ยาผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางเช่นกุมารแพทย์โรคไต แพทย์ระบบปัสสาวะเด็ก แพทย์พัฒนาการเด็ก จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพื่อรับคำแนะนำในการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม
พญ. พรรุ้ง พฤทธิพงศ์สิทธิ์
กุมารเวชศาสตร์ - กุมารเวชศาสตร์ไตวิทยา
กุมารเวชศาสตร์ – กุมารเวชศาสตร์ทั่วไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...