เพราะอะไรคนเก่งจึงไม่เคยเก่งในสายตาตัวเอง? - หมอเอิ้น พิยะดา
เคยมั้ยคะ เวลามีคนชมเราว่าเก่งจังเลยเรารู้สึกเขินอายและไม่กล้าที่จะรับคำชมนั้น
ในใจก็แอบคิดว่า “ไม่เก่งหรอกแค่บังเอิญ” “แค่นี้เองมันยังดีไม่พอ”
หรือเวลาที่เราทำอะไรได้สำเร็จ ความดีใจมันอยู่เพียงแค่ชั่วพริบตาแล้วเราก็บอกตัวเองว่า ครั้งหน้าจะโชคดีแบบนี้อีกมั้ยนะ แล้วการดิ้นรนค้นหาความสำเร็จใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น จนคนรอบข้างสงสัยว่า “ไม่คิดจะพักบ้างหรือ”
ถ้าสังเกตดูเราอาจจะมีช่วงชีวิตที่รู้สึกแบบนี้กับตัวเอง โดยเฉพาะคนที่ดูประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ต้องแลกมาด้วยการทุ่มเทเวลาอันมหาศาลอย่างไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน เพราะลึกๆแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ยังไม่เก่งพอ แม้ว่าคนรอบข้างจะชื่นชมในความเก่งอย่างไรก็ไม่เคยรู้สึกภูมิใจ
ในทางกลับกัน ยิ่งคนชื่นชมยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะกลัวคนอื่นจะรู้ว่า เราไม่ได้เก่งจริง เป็นเพราะความสำเร็จนี้ความพยายามมาเจอกับความโชคดีเท่านั้นเอง
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ในทางจิตวิทยาเราเรียกว่า Imposter Syndrome หรือ สภาวะที่รู้สึกแย่กับตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ ภาวะนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1978 โดยนักจิตวิทยาคลินิก พอลลีน อาร์ แคลนซ์และซูซาน เอ เอมส์ ทั้งสองเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้หญิง 150 คน แม้ว่าพวกเธอจะจบปริญญาเกียรตินิยม ได้รับยกย่องจากหน่อยงานและผู้บังคับบัญชาว่าเป็นคนมีความสามารถ แต่ข้างในลึกๆกลับไม่ได้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
และมองว่ากลัวคนอื่นจะมองว่าตัวเองเป็น “คนหลอกลวง” เพราะตัวเองไม่ได้เก่งจริง
คนข้างนอกแค่ประเมินตัวเธอสูงเกินไป
แคลนซ์และเอมส์จึงได้สรุป ลักษณะ 3 ประการของคนที่มีภาวะรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเก่ง ได้แก่
1. เชื่อว่าคนอื่นมองเราเก่งเกินความสามารถที่เป็นจริง
2. กลัวว่าวันนึงจึงถูกจับได้ว่าไม่ได้เก่งจริง
3. คิดว่าความสำเร็จที่ได้น่าจะมาจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง
ประสบการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของเราทุกคนและไม่ได้ถูกจัดให้เป็นโรคทางจิตเวชหรือภาวะเจ็บป่วยทางสุขภาพจิตใน DSM5 ( The Diagnostic and Statistical Manual Disorders ฉบับที่5)
ถ้าไม่ใช่โรคแล้ว การที่เรามีภาวะเช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรในชีวิต แล้วเราเพราะอะไรคนเก่งจึงไม่เคยเก่งในสายตาตัวเอง
ผลของการไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเก่งมักออกมาในรูปแบบของความเหน็ดเหนื่อย ตัวเองเหนื่อย คนรอบข้างก็เหนื่อย ครั้งหนึ่งหมอเคยต้องคุมร้อง เพื่ออัดเพลงที่หมอเป็นคนแต่งให้กับศิลปินคนหนึ่ง ที่มีความสามารถในการร้องเพลงสูงระดับต้นๆของประเทศ เป็นการคุมร้องที่หมอรู้สึกทึ่งในความสามารถของนักร้องท่านนี้มาก
ร้องแค่ 3 ครั้งใช้เวลาเพียง 20 นาทีงานก็ออกมาสมบูรณ์เป็นที่น่าพอใจอย่างเป็นเอกฉันท์สำหรับทีมงานทุกคน (โดยทั่วไปใช้เวลา 4-6 ชั่วโมง) แต่ตัวนักร้องเองไม่เชื่อว่าตัวเองทำได้ดีจริงๆ ผลคือขอร้องใหม่ แก้ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเสียงแหบแห้งไป และไม่ว่าทีมจะยืนยันอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้นักร้องมั่นใจได้ 3 ชั่วโมงผ่านไป ทีมจึงตัดสินใจขอยุติการอัดและบังคับให้กลับบ้าน ( สังเกตว่านักร้องก็เหนื่อยเกินความจำเป็นและทีมงานก็เหนื่อยด้วย) และมีอีกหลายกรณีที่มาขอเข้ารับคำปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ นักเรียนที่ได้เกียรตินิยม ซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นคนที่คนอื่นมองว่ามีชีวิตที่ดี สมบูรณ์แบบและน่าจะมีความสุข
เพราะอะไรคนเก่งเหล่านี้ไม่เคยมองว่าตัวเองเก่ง คำตอบคือ เพราะการเห็นคุณค่าในตัวเองน้อย ( Low self esteem) และการมีความเชื่อต่อตัวเองในแง่ลบกว่าความเป็นจริง”ฉันดีไม่พอ” แม้ว่าภายนอกจะดูมั่นใจ
มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เป็นเช่นนั้น เรื่องนี้คงต้องย้อนไปถึงการเติบโตในวัยเยาว์
1.รู้สึกว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่เคยยอมรับในตัวเรา
พ่อแม่บางคนมีความเชื่อว่า “อย่าชมลูกเพราะเดี๋ยวลูกจะหลงตัวเอง” หรือ “ต้องดูถูกเข้าไว้จะได้มีแรงฮึดสู้” ซึ่งเด็กบางคนไม่ได้รับรู้แบบนั้นและอาจฝังใจได้ว่า “ทำเท่าไรก็ดีไม่พอ”
2.พ่อแม่หรือผู้ปกครองควบคุมมากจนเกินไป
พ่อแม่บางคนห่วงและหวงมากเกินไป จึงตัดสินใจและทำให้ทุกอย่างให้ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ลูกอาจจะรู้สึกไม่เคยภาคภูมิใจในการที่ได้มีโอกาสคิดและทำด้วยตัวเอง เมื่อใช้ชีวิตนอกบ้านจึงไม่เคยแน่ใจว่าสิ่งที่คิดและตัดสินใจนั้นดีและถูกต้องหรือไม่
3.การขาดการเอาใจใส่มาตั้งแต่วัยเยาว์
เด็กที่ถูกละเลยทั้งทางร่างกายและจิตใจ บางคนอาจเกิดความเชื่อว่า “เพราะตัวเองไม่มีคุณค่าพอที่จะได้รับการเอาใจใส่”
4.การถูกรังแก
เมื่อเข้าช่วงวัยรุ่นการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนเป็นส่วนสำคัญต่อการมองคุณค่าในตัวเอง
การถูกรังแกหรือถูกปฏิเสธอาจทำให้ฝังใจว่า “ก็แกมันไม่โอเค ถึงโดนแกล้ง”
5.การไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน
ถ้าครอบครัวครัวหรือโรงเรียนทำให้รู้สึกว่า การเรียนเก่ง ได้เกรดดีคือสิ่งที่น่ายกย่อง
เด็กที่ให้คุณค่ากับการเรียนแต่เรียนได้ไม่ดีก็จะรู้สึกได้ว่า “ตัวเองไม่ดีพอ”
6.การถูกเปรียบเทียบอย่างไม่น่าพึงประสงค์จากผู้อื่น
ผู้ใหญ่บางคนมีวิธีการให้กำลังใจหรือชี้แนะแนวทางที่คิดว่าดีด้วยการเปรียบเทียบกับคนที่คิดว่าดีกว่า เช่น เอาพี่น้องมาเปรียบเทียบ เอาเพื่อนมาเปรียบเทียบ
7.การเปรียบเทียบทางสังคม
ไม่มีใครเอาเราไปเปรียบเทียบ แต่เราอาจเปรียบเทียบตัวเองกับชีวิตคนอื่นจากการรับสื่อ
แล้วเกิดความอยากมีเหมือนคนอื่นหรือมากกว่า
8.รูปร่างหน้าตา
คนที่ไม่ชอบรูปร่างหน้าตา หรือรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง ก็อาจแปลความหมายจาก “ฉันหน้าตาไม่ดีพอ” เป็น “ฉันไม่ดีพอ” ได้
9.การถูกทำร้าย
เด็กที่เติบโตมากับการถูกทำร้าย ก็อาจอยู่รอดมาด้วยความเชื่อที่ว่า “เพราะฉันไม่ดีจึงได้รับการปฏิบัติแบบนี้”
ถ้าสังเกตให้ดี คงมีสักข้อที่ตรงกับชีวิตของเรา ความรู้สึกว่าดีไม่พอ ยังไม่เก่งพอ ก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตของทุกคนรวมทั้งตัวหมอเองด้วย สิ่งที่หมอได้เรียนรู้กับเรื่องนี้และพาตัวเองและคนที่มาปรึกษาผ่านช่วงชีวิตนี้มาได้คือ
การมองว่า ความจริงแล้วเราก็เป็นคนส่วนมาก และปัญหาไม่ได้เกิดจากความคิดว่าตัวเองไม่เก่ง แต่เกิดจากความกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเราไม่เก่งแล้วพยายามรักษาภาพของความเก่งนั้นจนอ่อนล้า จนลืมว่าบนโลกนี้ไม่มีใครเก่งทุกอย่าง เรื่องที่เราเก่งก็มักจะมีคนที่อ่อนกว่าและเก่งกว่าในเรื่องนั้นเสมอ ความรู้สึกไม่เก่งจึงเป็นเรื่องธรรมดาและไม่น่ากลัว
เมื่อไรที่เรากลับมาเห็นคุณค่าของความเป็นคนธรรมดาที่ไม่ต้องเก่งก็ได้ เราจะเริ่มมองเห็นหนทางที่เราจะเป็นคนเก่งที่มีความสุขได้อย่างง่ายดาย
--
อ่านบทความใหม่ ๆ จากหมอเอิ้น พิยะดา ได้ทุกวันพฤหัสบดี บน LINE TODAY และติดตามผลงานเพิ่มเติมได้ที่ เพจ หมอเอิ้นพิยะดา Unlocking Happiness